สถานการณ์เลือกตั้งชลบุรี เขต 1 ร้อนแรงในโลกออนไลน์ ท่ามกลางข้อกังขากระบวนการเลือกตั้งและการเคลื่อนไหวของประชาชน ขณะที่ท่าทีและการสื่อสารของ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส. ถูกจับตาอย่างเข้มข้น ว่าจะเป็น “ตัวแปรคลี่คลายสถานการณ์” หรือกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งเพิ่มแรงกดดันและความตึงเครียดในพื้นที่
วันนี้ (10 ก.พ.) เฟซบุ๊ก “Samart Tubsrinual” ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์การเลือกตั้งชลบุรี เขต 1 ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเริ่มกลายเป็นจุดเดือดในสังคม จากข้อกังขาเชิงกระบวนการ ทั้งเรื่องการรัดหีบ การขนย้ายหีบเลือกตั้ง และการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ ประกอบกับการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ที่ออกมาเฝ้าดูและตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการดังกล่าว
ในโพสต์ยังระบุว่า ท่าทีและการแสดงความเห็นของ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส. ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ว่าจะมีส่วนช่วยคลี่คลายสถานการณ์หรืออาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียด โดยชี้ให้เห็นถึงเส้นแบ่งสำคัญทางกฎหมายระหว่าง “การตั้งคำถามเพื่อความโปร่งใส” ซึ่งเป็นสิทธิที่ทำได้ กับ “การยั่วยุหรือชี้นำให้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่” ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งนี้ เส้นแบ่งดังกล่าวอยู่ที่ถ้อยคำและผลของการสื่อสาร ว่าส่งผลให้เกิดการขัดขวางการทำงานหรือไม่ แม้ผู้สื่อสารจะไม่ได้มีเจตนาโดยตรงก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตทางการเมืองถึงผลคะแนนที่มีรายงานว่าต่างกันเกือบ 10,000 คะแนน ระหว่างผู้สมัครพรรคประชาชนกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งอาจทำให้สังคมบางส่วนมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งเห็นว่าคะแนนที่ขาดกันมากไม่ใช่เหตุผลเพียงพอในการปิดกั้นคำถามเชิงกระบวนการ หากมีข้อบกพร่องที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้
ผู้โพสต์ยังเสนอแนวทางเพื่อลดแรงปะทะและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย โดยเน้นให้โฟกัสที่หลักฐานมากกว่าอารมณ์ เรียกร้องการตรวจสอบผ่านกลไกทางกฎหมาย เช่น ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยข้อมูลการส่งมอบ การรัดหีบ และเส้นทางการขนย้าย พร้อมย้ำการสื่อสารที่ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการขัดขวางเจ้าหน้าที่ แต่สนับสนุนการตรวจสอบตามสิทธิของประชาชน
ทั้งนี้ โพสต์สรุปว่าประเด็นดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติว่าใครผิดหรือถูก แต่เป็นบททดสอบวุฒิภาวะทางการเมืองของทุกฝ่าย โดยประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถาม ขณะที่นักการเมืองมีหน้าที่นำคำถามเหล่านั้นไปสู่คำตอบผ่านกระบวนการตามกฎหมาย เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของสังคม มากกว่าการเผชิญหน้ากันบนโลกออนไลน์


