xs
xsm
sm
md
lg

ทำความรู้จักอาการ Temper tantrums หรือ "การร้องอาละวาด" ที่หมอเอก ภูมิใจไทยโพสต์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพเด็กงอแงพร้อมข้อความ Temper tantrum! พบแปลเป็นไทยคืออาการร้องอาละวาด

วันนี้ (10 ก.พ.) เฟซบุ๊ก หมอเอก Ekkapob Pianpises ของนายเอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ภาพการ์ตูนเด็กร้องงอแง พร้อมข้อความระบุว่า "Temper tantrum!" ซึ่งแปลว่าการร้องอาละวาด โดยมีชาวเน็ตแชร์ภาพนี้จำนวนหนึ่ง

สำหรับการร้องอาละวาด (Temper tantrums) บทความของ พญ.วรวรรณ จงสง่าวิทยาเลิศ บนเว็บไซต์ สถาบันราชานุกูล ระบุว่า การร้องอาละวาด หมายถึงพฤติกรรมแสดงความไม่พอใจ เช่น การกรีดร้อง ตะโกน กระทืบเท้า นอนดิ้นกับพื้น ฟาดแขนขา จนถึงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น เพื่อระบายความโกรธหรือความคับข้องใจ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ควบคุมได้ยากในเด็กเล็ก

ระบาดวิทยา การร้องอาละวาดเป็นพัฒนาการปกติที่เด็กกำลังเรียนรู้การควบคุมตนเอง เริ่มพบได้ตั้งแต่อายุ 12 ถึง 18 เดือน พบบ่อยในช่วงอายุ 2 ถึง 3 ขวบ พบร้อยละ 50-80 มีการร้องอาละวาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในช่วงวัยนี้ และจะค่อยๆ ลดลงจนหายไปเมื่ออายุ 4 ขวบ การร้องอาละวาดรุนแรงพบประมาณร้อยละ 5 มักพบในเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีเศรษฐานะต่ำ

อาการ มักเริ่มจากความโกรธ ไม่พอใจ ตามมาด้วยการร้องไห้รุนแรง ล้มตัวนอนกับพื้น ฟาดแขนขาไปมา อาจทำร้ายตนเองหรือคนอื่น บางคนร้องมากจนเกิดการร้องกลั้น (breath holding spell) ส่วนใหญ่การร้องอาละวาดใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เนื่องจากการร้องอาละวาดอาจเป็นพัฒนาการปกติตามวัยหรือเป็นการร้องอาละวาดที่เป็นปัญหา ผู้ปกครองควรทราบลักษณะของการอาละวาดที่เป็นปัญหา

การร้องอาละวาดที่เป็นปัญหา

1. พ่อแม่คิดว่าเป็นปัญหา หรือเกิดขึ้นบ่อยที่โรงเรียน
2. ร้องตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน แต่ละครั้งร้องนานเกิน 15 นาที
3. มีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาการนอน ปัญหาการเรียน ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน
4. มีการทำลายข้าวของ ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่นร่วมด้วย

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการร้องอาละวาด

1. โรคหรือการเจ็บป่วยทางกาย ปัญหาโรคต่างๆ เช่น ภูมิแพ้ ภาวะติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ หูอักเสบ โรคระบบทางเดินอาหาร การนอนไม่พอจากปัญหาการนอนกรน การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลย่อยๆส่งผลให้เด็กรู้สึกไม่สบาย เหนื่อยหรือง่วง การได้รับยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาภูมิแพ้ เป็นต้น อาจทำให้เด็กง่วงนอนและร้องอาละวาดได้บ่อย

2. โรคหรือปัญหาทางพัฒนาการหรือพฤติกรรม ตามพัฒนาการปกติของเด็กอายุ 2-3 ขวบ จะมีความรู้สึกอยากเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) เด็กวัยนี้ยังไม่สามารถแสดงความต้องการของตนเองได้ดีนัก ดังนั้นเมื่อเด็กเกิดความคับข้องใจก็จะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

ส่วนในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางพัฒนาการ เช่น ภาวะออทิสติก สติปัญญาบกพร่อง ซน สมาธิสั้น ปัญหาทางสายตาหรือการได้ยินที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย พัฒนาการทางภาษาล่าช้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อการร้องอาละวาดมากขึ้น

3. พื้นอารมณ์ เด็กที่มีพื้นอารมณ์แบบเลี้ยงยาก (Difficult temperament) คือ มีจังหวะการนอน การกิน หรือการขับถ่ายไม่เป็นเวลา ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงยาก อารมณ์หงุดหงิดง่าย มีความอดทนต่ำ ความรู้สึกไวต่อสิ่งเร้า วงจรการนอนและความหิวไม่สม่ำเสมอ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการร้องอาละวาด หากผู้ปกครองตอบสนองต่อความต้องการไม่เหมาะสมก็จะยิ่งกระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมากขึ้น

4. การเลี้ยงดู การเลี้ยงดูแบบตามใจมากหรือเข้มงวดมากเกินไป พ่อแม่มีอารมณ์ทางลบอย่างรุนแรงต่อเด็ก ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ไม่ดี ใช้วิธีลงโทษที่รุนแรง การมีข้อจำกัดแบบไม่สม่ำเสมอ หรือพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า ใช้สารเสพติด จะทำให้เด็กหงุดหงิดไม่พอใจได้ง่าย เด็กเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมจากพ่อแม่ นำไปสู่การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตัวเด็กและปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวได้

การช่วยเหลือ การให้ความรู้กับพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ ควรอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่าการร้องอาละวาดเป็นพฤติกรรมที่ปกติของเด็กวัยนี้ และจะหายไปหากได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม หากมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการร้องอาละวาดควรแก้ไข เช่น เด็กพูดช้าควรส่งฝึกพูด มีภาวะหรือโรคทางกาย ก็ควรรักษาภาวะเหล่านั้น เป็นต้น

การป้องกันการร้องอาละวาด

• กำหนดขอบเขตของสิ่งที่ทำได้หรือทำไม่ได้ให้ชัดเจน เหมาะสมกับอายุของเด็ก และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นอย่างสม่ำเสมอ
• จัดกิจวัตรประจำวันให้เป็นเวลา โดยเฉพาะการกินและการนอน
• การให้เด็กเลิกกิจกรรมที่เด็กสนใจ เช่น ให้เลิกเล่น อาจกระตุ้นให้เด็กไม่พอใจ ควรเตือนเด็กล่วงหน้าก่อนจะให้เด็กเลิกกิจกรรมนั้น
• หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เด็กหงุดหงิดหากเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่นการทำกิจกรรมที่เกินความสามารถตามวัยของเด็ก หากเด็กเริ่มหงุดหงิดพยายามเบี่ยงเบนเด็กให้สนใจอย่างอื่นแทน
• สอนเด็กให้ใช้คำพูดแสดงความรู้สึกหรือความต้องการแทนการแสดงออกทางกาย
• เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกบ้าง และตัวเลือกนั้นพ่อแม่ต้องยอมรับได้
• พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูควรเป็นตัวอย่างที่ดีของการควบคุมอารมณ์ ไม่ต่อว่าเด็กด้วยอารมณ์หรือลงโทษด้วยวิธีที่รุนแรง
• ควรให้ความสนใจทางบวกแก่เด็กอย่างสม่ำเสมอ เช่น ชมเชยหากเด็กมีพฤติกรรมที่ดี เพื่อให้เด็กมีแรงจูงใจที่จะทำพฤติกรรมที่ดีมากขึ้น

การแก้ไขขณะเกิดการร้องอาละวาด พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูควรนิ่งสงบ ไม่ควรตะโกนหรือแสดงอาการโกรธให้เด็กเห็น จะยิ่งทำให้การร้องอาละวาดเป็นมากขึ้น

• อาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจในช่วงแรกโดยเฉพาะเด็กเล็ก หากไม่ได้ผลควรวางเฉย อาจยืนอยู่ห่างๆ โดยไม่ต้องพูดหรือสนใจจนกว่าเด็กจะสงบลง
• ในเด็กโตควรแยกให้เด็กอยู่คนเดียว (time-out) และเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายให้พ้นมือเด็ก
• หากเด็กทำร้ายตนเอง ผู้อื่น หรือข้าวของให้จับเด็กออกมาจากบริเวณนั้น กดหรือจับมือเด็กไว้จนกว่าเด็กจะสงบ
• เมื่อเด็กสงบแล้วให้เข้าไปคุยกับเด็กตามปกติ หากเป็นเด็กโต อาจพูดคุยถึงสิ่งเกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขต่อไป
• หากเด็กร้องเพราะไม่ต้องการทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ไม่อยากเข้านอน ควรยืนยันในสิ่งที่เด็กต้องทำแม้ว่าเด็กกำลังร้องอาละวาดอยู่ เพราะหากยืดเวลาออกไปจะทำให้เด็กใช้พฤติกรรมนี้ทุกครั้งที่รู้สึกคับข้องใจ
• ไม่ควรลงโทษรุนแรงเมื่อเด็กร้องอาละวาด เพราะจะทำให้เด็กโกรธและหงุดหงิดมากขึ้น

จากที่กล่าวมาจะพบว่าการร้องอาละวาดเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการปกติ พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูควรมีความรู้ความเข้าใจในการสังเกตลักษณะการร้องอาละวาดที่เป็นปัญหา ตลอดจนวิธีการที่เหมาะสมในการป้องกันและแก้ไขขณะที่เด็กอาละวาด หากเด็กได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมการร้องอาละวาดจะดีขึ้นจนค่อยๆ หายไปได้
กำลังโหลดความคิดเห็น