นักวิเคราะห์ดัง ‘เฉลิมพร ตันติกาญจนากุล’ โพสต์สะท้อนบทเรียนพรรคประชาชนหลังผลเลือกตั้งชี้ชัดพ่ายแพ้เละเทะ ชี้ต้นเหตุเพราะไม่เข้าใจบริบทการเมืองไทย-ยึดติดอุดมคติจนเกินจริง เตือนหากไม่เลิกบท ‘เด็กขี้โวยวาย’ แล้วเปลี่ยนมาเป็น ‘ผู้ใหญ่ที่ Mature’ ระวังเจอพรรคใหม่แย่งสัมปทานการเปลี่ยนแปลงไปครอง
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. นายเฉลิมพร ตันติกาญจนากุล ผู้ดำเนินรายการและนักวิเคราะห์ประเด็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการลงทุนที่มีชื่อเสียง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Chalermporn Tantikarnjanarkul" มองว่าผลการเลือกตั้งสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ "ต้องการความเปลี่ยนแปลง" แต่พรรคประชาชน (หรือพรรคส้ม) กำลังเผชิญกับปัญหาการไม่เข้าใจบริบทการเมืองไทยอย่างแท้จริง โดยผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า
"ผมไม่คิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการ “การเปลี่ยนแปลง”
จากผลการเลือกตั้ง ณ เวลานี้ที่ยังไม่จบ แต่พอจะเห็นตัวเลขคร่าวๆ ทำให้หลายคนตัดพ้อว่าคนในประเทศนี้ก็ยังคงดักดานกับนักการเมืองโกงๆ ไม่รู้จักเข็ดหลาบ ไม่รู้จักจำ หรือบางคนก็บอกว่า ประเทศไทยได้ในสิ่งที่เราสมควรได้แล้ว
ก็อาจจะใช่ เพราะพรรคเดียวที่บอกว่าจะเปลี่ยนประเทศจริงๆ ได้คะแนนน้อยกว่าที่คิด ขณะที่บางพรรคก็ได้มากแบบเหลือจะเชื่อ
แต่ถ้ามองกันตามจริง ผมเชื่อว่าเราเดินมาถึงจุดที่คนในประเทศอยากเปลี่ยนประเทศนี้แล้วแหละ และคนกลุ่มนี้ก็น่าจะเป็นส่วนใหญ่ด้วย ถ้าเราอิงจากผลประชามติ ก็อาจจะพอบอกได้บ้าง ว่าเราไม่ได้ชอบในกติกาที่เป็นอยู่เลย
แต่คำถามคือจะเปลี่ยนยังไง และใครเป็นคนเปลี่ยนมากกว่า
การวิจารณ์หลังเกมมันง่าย รู้ผลแล้วค่อยพูดเป็นตุเป็นตะ แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือพรรคประชาชนไม่เข้าใจการเมืองแบบไทยๆ และหลงคิดว่าผลการเลือกตั้งรอบก่อนคือจุดเริ่มต้นของกระแส ทั้งที่จริงๆ มันอาจจะเป็นภาพลวงตาที่เกิดขึ้นจากความเบื่อหน่ายรัฐบาลลุงตู่และสารพัดนักการเมืองเก่าๆ จนถึงที่สุดของประชาชนแค่นั้น
ซึ่งมันอาจจะเป็นจุดพีก ไม่ใช่จุดสตาร์ท
เจตนาของโพสต์นี้ คือผมอยากตั้งคำถามในฐานะคนหนึ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ให้ทางพรรคลองคิดต่อว่า ควรจะพาพรรคของท่านเดินหน้าต่อไปอย่างไร
นอกจากจะบ่นว่าแพ้เพราะโดนโกง โดนซื้อเสียง ซึ่งก็มีส่วนแน่แหละ แต่ตัวเลขมันก็ห่างจนเกินจะบอกว่าทั้งหมดคือการซื้อเอา ทางพรรคควรต้องกลับมาถามกัน ว่าจะเอายังไงกันต่อ
จะอยู่กับอุดมคติที่ต้องรอวันแลนด์สไลด์ ที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไร หรือจะลองอยู่กับความจริง แล้วเริ่มพิสูจน์ให้คนเห็นว่าคุณทำได้
ถ้าเลือกแบบเดิมต่อ ก็ทำเหมือนเดิมต่อไป เสนอนโยบาย เน้นทำงานในสภา ส่วนพื้นที่ช่างมัน เราการเมืองสมัยใหม่ เน้นคารมคมคายในโลกโซเชียล ด่าทุกพรรค ไม่จับมือกับใครสักคน ไม่รอมชอม บอกว่านี่คือ “จุดยืน” ที่ถอยไม่ได้ ใครแนะนำอะไรก็ไม่รับฟัง ปล่อยด้อมถล่มคนเห็นต่างจนเบือนหน้าหนี แล้วท่องในใจว่า "เวลาอยู่ข้างเรา" ไปเรื่อยๆ
จะทำแบบนั้นก็ไม่มีใครว่าคุณ แต่เชื่อเถอะ ถ้าวันหนึ่งมีพรรคที่บอกว่า ฉันจะเปลี่ยน แต่ด้วยวิธีที่ซอฟต์กว่า เข้าใจบริบทสังคมมากกว่า มีคนเก่งๆ ที่คนเชื่อใจเยอะกว่า แล้วค่อยๆ เปลี่ยนประเทศบนพื้นฐานความเป็นไปได้ ถ้ามีพรรคแบบนั้นเกิดขึ้นมา เวลาจะไม่อยู่ข้างคุณอีกต่อไป เพราะคุณจะไม่ใช่พรรคเดียวที่จะเปลี่ยนอีกต่อไป คุณไม่ใช่คนเดียวที่จองสัมปทานและมีสิทธิเปลี่ยนประเทศนี้คนเดียวเสียเมื่อไหร่
แต่ถ้าอยากเปลี่ยน ผมแนะนำให้พรรคส้ม กลับมาตั้งต้นใหม่ โฟกัสที่ตัวเอง สะสมคนเก่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใครไม่ดีก็คัดทิ้ง ให้ความสำคัญกับงานนอกสภาบ้าง คุณอาจคิดว่าถ้าไม่โกงจะเอาเงินจากไหนไปดูแลใส่ซอง ก็ลองใช้แรงกายเทียวไล้เทียวขื่อไปแลกความจริงใจดู คนอาจไม่ได้อยากได้เงินห้าร้อย พันหนึ่ง เท่าความสม่ำเสมอก็ได้ ลองเลือกจุดแข็งของตัวเองสักด้าน สองด้าน แล้วอย่าปฏิเสธโอกาสที่จะเข้ามาทำงาน คุณอาจไม่ได้เล่นบทพระเอกตั้งแต่ละครเรื่องแรก แต่เริ่มจากบทเพื่อนพระเอกก็ไม่ได้เลวร้าย ต่อไปคนจะได้เลิกบอกว่าไร้ประสบการณ์ ไม่ใช่จะขอเล่นบทนำอย่างเดียว ไม่งั้นไม่เล่น คุณอาจจะเสียแฟนคลับฮาร์ดคอร์ไปบ้าง แต่จะได้คะแนนของคนเพิ่มขึ้นแน่ ถ้าคุณไม่เสียจุดยืนคืออยากเปลี่ยนให้สังคมดีขึ้น
ส่วนแกนนำพรรค ควรมองโลกผ่านเลนส์ความเป็นจริงบ้าง ว่าคนที่อยู่ในอำนาจ จะนักการเมือง หรือข้าราชการ จะไม่มีวันยอมให้คุณถล่มเขาร่วงลงมาทันทีหรอก การเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องพลิกกระดานทันที แต่คุณค่อยๆ ลิดรอนกัดเซาะอำนาจให้ลดลงสู่สมดุลได้ โดยไม่ต้องเจอแรงต้านที่มากเกินไป เลิกปลุกระดมด้วยความเกลียดชัง แต่นำเสนอทางออกที่สร้างสรรค์ และที่สำคัญ ลองฟังมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นบ้าง อย่าคิดแต่ว่าเขาคือฝั่งตรงข้ามที่มีแต่เจตนาร้าย คือไดโนเสาร์ที่คอยแต่ถ่วงความเจริญ
ถ้าเปลี่ยนได้ พรรคก็จะได้เลิกขายความฝัน ที่ไม่รู้ทำได้ไหม เปลี่ยนบทจากเด็กขี้โวยวาย ที่ไม่พอใจทุกเรื่อง เป็นผู้ใหญ่ที่ mature นำเสนอความจริงของการเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ว่าใครก็ต้องยอมรับ มันอาจไม่เร็วทันใจ แต่ก็ได้เริ่มนับหนึ่ง ไม่ใช่นั่งจมจ่อมอยู่จุดเริ่มต้นไม่จบสิ้นแบบนี้"


