xs
xsm
sm
md
lg

“ครูชัย” เจาะ 5 เหตุผลพรรคส้มพ่ายเลือกตั้ง 69 หลัง ภท.กินรวบฐานเสียงอนุรักษนิยม-โชว์พลังชาตินิยมทำแต้มทิ้งห่าง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ครูชัย นักการตลาดชื่อดัง ชี้เป้า 5 สาเหตุหลักที่ทำให้พรรคสีส้มพ่ายสนามเลือกตั้ง 69 จากกระแส “มีลุงไม่มีเรา” ที่เคยขลัง สู่แคมเปญที่เบาบางลงในรอบนี้ ท่ามกลางการผงาดของ “ภูมิใจไทย” ที่อัปเกรดสู่ร่างทอง ทั้งการกินรวบฐานเสียงฝั่งอนุรักษนิยม การคุมเครือข่ายบ้านใหญ่ทั่วประเทศ และจุดเปลี่ยนสำคัญจากการโหวตหนุนนายกฯ ที่กลายเป็นดาบสองคม

วันนี้ (9 ก.พ.) เฟซบุ๊ก “Chaiyapon Chawanwanitchai” ของ "ครูชัย" นักการตลาดดิจิทัลชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์วิเคราะห์หลังวันเลือกตั้ง 2569 โดยระบุว่า “วิเคราะห์ : ทำไมพรรคส้มถึงแพ้

ตอนนี้นับคะแนนทางการมา 90% แล้ว
แฟนคลับส้มบางส่วนเชื่อว่ามีการโกงคะแนนแน่ๆ
แต่ส่วนตัวในฐานะ voter ส้มแบบออกหน้าออกตา
ครั้งนี้ส้มแพ้จริงๆ

วิเคราะห์สาเหตุทำไมถึงแพ้

สาเหตุที่ 1 : กระแสรอบนี้เบากว่าปี 66 เลือกตั้ง 66 แคมเปญมีลุงไม่มีเรา มันแรงจริงๆ คนส่วนหนึ่งทนลุงมา 8 ปีแบบไม่ไหวจริงๆ เพื่อไทยที่เป็นพรรคแคนดิเดตอันดับหนึ่ง ก็สร้างความไม่ชัดเจน พอส้มชัดเจน บวกกับกระแสพิธาฟีเวอร์ มันเลยได้คะแนนเสียงถล่มทลาย ในขณะที่ปี 69 ปีนี้ แคมเปญแรก ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก ค่อนข้างเบา
แคมเปญสอง มีส้มไม่มีเทา ก็ยังไม่อิมแพกต์มาก
เสริมด้วย The Professional กะมาดับศุภจีฟีเวอร์ ก็ไม่ได้ทำงานได้รุนแรงขนาดนั้น ปิดท้ายด้วยแคมเปญส่งท้าย "เปลี่ยน" ก็สามารถดึงคนกลางๆ ที่ไม่ซ้ายไม่ขวา ให้หันมากาได้มากพอ คะแนนปี 66 14 ล้านเสียง
ปีนี้ตอนนี้นับ 90% ได้ 9 ล้านเสียง จบๆอาจถึงสิบล้าน แต่หายไป 4 ล้าน เท่ากับหายไปเกือบ 30%

สาเหตุที่ 2 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 1 เมื่อฝั่งขวา หรือ conservative คือแนวคิดทางการเมืองที่รักโครงสร้างดั้งเดิม รักชาติ รักสถาบัน ที่ทั้งอนุรักษนิยม และชาตินิยม ที่เดิมเลือกพรรคลุงทั้งสองมาในเลือกตั้งปี 66 สลายตัวไป คะแนนเสียงจากคนฝั่งนี้ ไม่มีตัวเลือกอื่น ที่ต้องเลือกเชิงยุทธศาสตร์ (strategic vote) มาที่ภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอนุรักษนิยมตัวแทนใหม่ของคนกลุ่มนี้

สาเหตุที่ 3 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 2
ภจท.ใช้กลยุทธ์คล้ายทักษิณ ปี 2546-2547
คือดูด ส.ส.จำนวนมากเข้าพรรค ทำให้ปี 2548 พรรคทักษิณไทยรักไทยแลนด์สไลด์แบบสร้างประวัติศาสตร์ 377 ที่นั่งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
ภจท.ดึงบ้านใหญ่ จากพรรคลุง พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย กลายเป็นบ้านใหญ่เต็มพรรค ทำให้มี ส.ส.ในมือจำนวนมหาศาล
ระบบบ้านใหญ่คือระบบอุปถัมภ์ที่้เอื้อประโยชน์ผ่านการต่างตอบแทนเป็นระยะเวลานาน ด้วยระบบบริหารราชการไทยเป็นแบบรวมศูนย์กลาง
เงินพัฒนาท้องถิ่นถูกให้จากส่วนกลาง บ้านใหญ่ที่มีอิทธิพลถึงจะดึงเงินจำนวนมากกลับมาเข้าพัฒนาท้องถิ่นได้ ไม่นับการมีอิทธิพลเหนือหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด ที่ชาวบ้านเวลามีปัญหาจะช่วยดูแลให้
ซึ่งส่วนนี้พรรคส้ม จึงไม่สามารถทำท้องถิ่นได้ดีเท่ากับ ภจท. ส.ส.เขตสายท้องถิ่นในระบบดั้งเดิม มีงานศพ งานแต่ง ไปหมด ใส่ซองหมด เงินใส่ซองมีบ้านใหญ่สนับสนุน ในขณะที่ ส.ส.ท้องถิ่นส้มไม่มีเงินซัปพอร์ตขนาดนั้น เวลาชาวบ้านมีปัญหา ส.ส.ส้มช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะจริงๆ หน้าที่ ส.ส.คือเข้าสภาโหวตกฎหมาย ไม่ใช่ อบต.หรือ ส.ก.จะช่วยอะไรจิปาถะในท้องถิ่นได้ แต่กลับกัน ส.ส.เขตในระบบบ้านใหญ่ บ้านใหญ่มีอำนาจเหนือหน่วยงานราชการ
ร้องเรียน ส.ส.สามารถจัดแจงปัญหาให้ได้ สุดท้ายกลายเป็นคนท้องถิ่นเลือก ส.ส.ที่มีเพาเวอร์ ทำงานได้จริงมากกว่า เลือกตั้ง 69 รอบนี้ส้มเลยเสียเขตหลายเขตที่ได้ไปแล้วตอนปี 66 เพราะระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่ เสริมด้วยกระสุนที่จ่ายแพงกว่าครั้งใดๆ
ไม่นับหัวคะแนนท้องถิ่นที่ ภจท.ครองได้ทั้งหมด
ปี 66 ครองเครือข่ายผ่านกระทรวงสาธารณสุขที่อนุทินเป็น รมต. แม้จะล้มเหลวในการบริหารโควิด
แต่แข็งแกร่งเหลือเกินในการดูแลเครือข่าย อสส. อสม.
เสริมด้วยตอนอยู่กับรัฐบาลเพื่อไทย ภจท.ดีลจนได้กระทรวงมหาดไทยมา ดูแลดีจนได้เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านมาเสริมอีก ทั้งหมดนี้ทำให้รอบนี้พรรค ภจท.ชนะคะแนนท้องถิ่น กวาด ส.ส.เขตมาแบบถล่มทลาย

สาเหตุที่ 4 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 3
ส้มพลาดจริงๆ จนพรรคเองต้องออกมาขอโทษประชาชนคือการโหวตภูมิใจไทยเป็นนายกฯ โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล กลายเป็นสร้างคลื่นเสริมพลังหลายระลอกให้ภจท.
ระลอกแรก : ภจท.มีโควตา รมต.เหลือ ทำให้เปิดช่องมี slot เหลือให้คนนอกซึ่ง ภจท.ก็ไปคว้าศุภจี เอกนิติ สีหศักดิ์ มา มีเวลา 4 เดือนเหมือนได้ฉายหนังตัวอย่าง
เกิดผลระลอกสอง คือ ศุภจีทำได้โดดเด่นเกิดกระแสศุภจีฟีเวอร์ทำงานได้ดีประทับใจ และระลอกสุดท้าย แม้ ภจท.จะพลาดเสียคะแนนสุดๆ ในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่เกิดสงครามขึ้นวันแรกที่น้ำลดเลย
และโชว์ความแข็งกร้าวแบบที่คนไทยอยากเห็น
เป็นแต้มต่อที่แข็งแรงที่สุดที่ส่งผลกระทบถึงวันนี้

สาเหตุที่ 5 : กระแสชาตินิยมจากสงคราม
กระแสชาตินิยมที่ฮุนเซนรู้ว่าใช้เมื่อไหร่ได้ผลเมื่อนั้น
ภจท.ก็รู้เช่นกัน และใช้มันอย่างเข้มข้น ในขณะที่พรรคส้มมักออกมาให้ความเห็นที่สวนกระแสคนส่วนใหญ่เป็นประจำและถูกขุดวาทกรรมที่พิธาพลาดไปบนเวทีคือ ทหารมีไว้ทำไม มาตอกย้ำ ทำให้ส้มเสียคะแนนไม่น้อยกับกลุ่ม swing vote เสริมด้วยกองทัพ io สร้าง fake news ให้คนกลุ่มขวาที่รักชาติรักสถาบันรักทหาร ว่าส้มด้อยค่า ส้มชังชาติ ทำให้ภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคเดียวที่ได้ใจคนกลุ่มนี้ไป

สรุปสั้นๆ คือ รอบนี้กระแสเบา ส้มอ่อนแอลง
หัวหน้าเท้งทำได้ดี แต่กระแสเทียบไม่ได้กับพิธาฟีเวอร์ คนฝั่งซ้ายคือหัวสมัยใหม่ หวังการเปลี่ยนแปลง ที่เดิมมีให้เลือกระหว่างแดงกับส้ม รอบนี้เลือกส้ม แต่ส้มก็เสียคะแนนไปกับประชาธิปัตย์ที่ rising ขึ้นมากินคะแนนภาคใต้ไปหมด
คนฝั่งขวาคือหัวดั้งเดิม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง รอบนี้เลือกภูมิใจไทย ส่วนคนกลางๆ swing vote ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนักที่พร้อมเปลี่ยน รอบที่แล้วปี 66 เลือกส้ม เพราะมีลุงไม่มีเรา แต่ปีนี้เลือกภูมิใจไทยซะเยอะ เพราะกระแสชาตินิยมอย่างที่ว่าบวกกับประเด็นอื่นๆ ที่ว่าไปแล้ว กระสุน, บ้านใหญ่-ท้องถิ่น, นโยบายและแคมเปญหลัก คนส่วนหนึ่งยังมองว่าไกลตัว (ทั้งๆ ที่จริงๆ มันใกล้ตัวทุกคนมากๆ) ทำให้ส้มแพ้ ภจท.ไปอย่างไม่มีลุ้น

อย่างไรแล้ว ส่วนตัวรู้สึกนอยด์และเสียใจมากๆ ที่ส้มแพ้ไปในรอบนี้ และประเทศไทยจะไม่ได้ "เปลี่ยน"
เราจะเจอ รมต.หน้าเดิม จะตึกถล่ม เครนถล่มอีกไหมไม่รู้ จะถูกคอร์รัปชัน จะเอื้อทุนผูกขาด ทุนเทาไปอีกถึงเมื่อไหร่ มันก็เป็นความหวังที่ต้องรอเวลาที่จะถูกแก้ต่อไป แต่อย่างไรนี่คือประชาธิปไตย ที่ไม่ว่าใครจะหัวก้าวหน้า ใครจะอนุรักษ์ เสน่ห์ของระบอบนี้คือไม่ต้องมาทะเลาะกัน ไปตัดสินหน้าคูหา ไม่มีความเชื่อไหนที่ควรถูกดูแคลนทั้งนั้น แต่ก็แอบหวังว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง วันหนึ่งมันจะร่วมกันพัดแรงมากพอจนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงๆ เฝ้ารอวันนั้นครับ"


กำลังโหลดความคิดเห็น