xs
xsm
sm
md
lg

เดือดก่อนเลือกตั้ง! "ชูวิทย์" เทหมดหน้าตัก สับเละ "ส้ม" ทรยศ 14 ล้านเสียง-เด็กไม่รู้จักโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ประกาศตัดขาด "พรรคส้ม" ด้วย 5 ข้อหาฉกรรจ์! ตั้งแต่ปมทรยศ 14 ล้านเสียงไปโหวต "เสี่ยหนู" นั่งนายกฯ, ดึงดันแก้ 112 จนพัง, ยันแอบแฝงผลประโยชน์ในบอร์ดประกันสังคม เจ้าตัวฟันธงแรง! เลือกตั้งรอบนี้คะแนน "ร่วง" แน่นอน เพราะประชาชนตาสว่างแล้ว

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมาโพสต์ข้อความประกาศจุดยืนไม่เลือกพรรคส้มในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเป็นการให้บทเรียนทางการเมือง โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"เหตุผลที่ไม่เลือกพรรคส้ม
การปราศรัยครั้งสุดท้าย
.
ผมเปิดปฏิบัติการ “สั่งสอน” พรรคส้มในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยความจริงใจ
.
ด้วยเหตุผล 5 ประการ ที่ทำให้ผมไม่เลือกพรรคส้ม
.
1. คะแนน 14 ล้านเสียง ที่คนมอบให้พรรค ส้ม แต่นำไปโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ จนทำให้พรรคน้ำเงินเติบใหญ่เป็นคู่แข่งขัน
.
ถือเป็นการทรยศคะแนนเสียงของประชาชน และเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่
.
และได้สอนให้พรรคส้มได้เห็นเองว่า ประสบการณ์ทางการเมืองสำคัญและจำเป็นแค่ไหน
.
2. การหาเสียงด้วย ม.112
.
เป็นจุดเริ่มต้น และจุดจบที่ทำให้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แม้จะมีท่าทีถอยห่างในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่ได้เป็นด้วยความจริงใจ มีวาระแอบแฝงเพื่อคะแนนเสียง
.
ประเด็นนี้ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทั้งที่มีอีกหลายเรื่องที่พรรคส้มสามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงผาสุกให้ประชาชนโดยส่วนรวมอีกมาก
.
แต่กลับไปปลุกระดมเยาวชน กลุ่มเคลื่อนไหว จนส่งผลเสียอย่างยิ่งดั่งที่เห็น
.
3. ความพยายามปฏิรูประบบราชการ ทหาร กลุ่มทุน ที่รวดเร็วเกินไป
.
ด้วยวิธีการที่ไร้ทิศทาง มุ่งเน้นแต่คะแนนเสียง ใจร้อนวู่วามตามประสาคนหนุ่มสาวที่ไร้ประสบการณ์
.
การปรับปรุงพัฒนาต้องใช้เวลา แต่ความดื้อรั้นไม่ฟังใคร เป็นภาพสะท้อนถึงความโดดเดี่ยว และการสร้างความขัดแย้งภายในสังคม
.
4. การมองอนาคตที่ผิดพลาด
.
ชัดเจนว่าพรรคส้มประเมินอนาคตผิดพลาดเสมอ เอาแต่เรื่องเฉพาะหน้าตามกระแส จนไม่ระมัดระวังตัว
.
เช่นการพูดว่า “ทหารมีไว้ทำไม? รบกับใครก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ“
.
ในขณะนั้น ทำให้ได้คะแนนจริง แต่เพียงเวลาแค่ 2 ปี ผลลัพธ์กลับมาเป็นอีกด้าน มีสงครามชายแดนปะทุขึ้น
.
และคำพูดที่เคย ”ด้อยค่า“ กองทัพ มันบาดลึกจนเกินกว่าจะยอมรับแค่คำขอโทษแบบผ่านๆ
.
5. การตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินจริง
.
การเติบโตของพรรคส้มไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่สิ่งนี้มาเร็วเกินไปจนเกิดความมั่นใจแบบผิดๆ
.
ทำให้พรรคส้มไม่ฟังใคร และไม่ยอมรับความจริง
.
เมื่อมีการท้วงติงจึงไม่เชื่อ และมีแนวโน้มที่จะตอบโต้เพื่อเอาชนะเท่านั้น
.
สโลแกนหลักของพรรค ”มีเราไม่มีเทา“ เป็นบทพิสูจน์ถึงความผิดพลาด และการไม่ยอมรับ
.
ซ้ำยังใช้วิธีการเหมือนเด็ก ที่โยนว่า ”พรรคอื่นก็มี“
.
รวมทั้งเรื่อง ”ประกันสังคม“ ที่เป็นบทพิสูจน์ว่า พรรคส้มมีความพยายามใช้วิธีการหาเสียงแบบเอาประโยชน์เข้าตัวเอง
.
ไม่พูดความจริงทั้งหมด เพราะวงเงินประกันสังคมมีมหาศาล และมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น
.
มีการเสนอชื่อ ”ธนาธร“ สอดไส้เป็น “อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด“ ด้วยการสนับสนุนของทีมส้มในบอร์ดประกันสังคม
.
วิธีการทำการเมืองของพรรคส้มจึงมีความอันตราย เสมือนคนหนุ่มสาวที่อ่อนต่อโลก แต่มีความมุ่งมั่นจะเปลี่ยนโลก
.
เต็มไปด้วยความฝัน แต่ฝืนความจริงไม่ได้
.
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลาสะสมประสบการณ์ และอุดมการณ์ที่มั่นคง
.
ความผิดพลาดย่อมเป็นครู และวันเวลาของพรรคส้มยังมีอีกมาก
.
แต่พรรคส้มกลับมองข้ามความผิดพลาดของตัวเอง ผลักคนเห็นต่างออกไปเป็นฝั่งตรงข้าม
.
และจำกัดเวลาตัวเองว่า ”ต้องให้พวกเราทำตอนนี้เท่านั้น“
.
ผมจึงเตือนด้วยความปรารถนาดีในครั้งนี้
.
อย่าพยายามชี้นำประเทศด้วยการแบ่งแยกประชาชนด้วยการเมือง เพราะจะยิ่งทำความแตกแยกให้มากขึ้น
.
ผลลัพธ์จะออกมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยผมเชื่อว่า พรรคส้มจะมีคะแนน “น้อยกว่า“ ครั้งที่แล้ว
.
เพราะผลจากการใช้ ”ไฟจุดกระแสที่เกินจริง”
.
วันนี้พรรคส้มพูดถูกหมด แต่วันหนึ่งคนในประเทศนี้จะได้ตรึกตรองสิ่งที่ผมสั่งสอนด้วยความหวังดี เหมือนคนรุ่นหนึ่งสอนคนอีกรุ่นหนึ่งให้เข้าใจ
.
แต่หากไม่เชื่อ ให้ดูผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า คะแนนของพรรคส้มจะลดลงไหม
.
เพราะเป็นวันที่ประชาชนจะแสดงออกถึงพรรคการเมืองอย่างจริงใจที่สุด
.
ด้วยคะแนนเสียงที่กาให้นักการเมืองได้เพียงครั้งเดียวในวันเลือกตั้ง"

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังได้โพสต์คลิปวิดีโอความยาวอรกเกือบ 20 นาที โดยเป็นการออกมาวิพากษ์วิจารณ์และสั่งสอน พรรคส้ม อย่างรุนแรงก่อนวันเลือกตั้ง โดยเขาชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดในการบริหารจัดการคะแนนเสียงและการตัดสินใจทางการเมืองที่ ทรยศต่ออุดมการณ์ของประชาชน ชูวิทย์เน้นย้ำว่าการยึดติดกับ การแก้ไขมาตรา 112 และความใจร้อนในการ ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พรรคถูกโดดเดี่ยวจนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จริง

นอกจากนี้เขายังวิจารณ์ว่าการทำงานของพรรคเป็นการสร้างกระแสเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องและ ขาดวุฒิภาวะ ในการมองอนาคตของประเทศ โดยเขาทิ้งท้ายด้วยการเตือนสติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพิจารณาให้ดีก่อนลงคะแนนเพื่อไม่ให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย และประเมินว่าพรรคจะได้รับความนิยมลดลงในหลายพื้นที่เนื่องจากความล้มเหลวที่เกิดจากตนเองทั้งสิ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น