xs
xsm
sm
md
lg

ผบ.ฉก.อรัญญฯ ย้ำไม่ประมาทเหตุปะทะเขมรรอบ 3 ไทยคุมบ้านคลองแผงโดยสมบูรณ์แล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผบ.ฉก.อรัญประเทศ ย้ำไม่ประมาทหากเกิดเหตุรอบ 3 ยันสถาปนาความมั่นคงขุดคูเลต วางลวดหนาม ตูู้คอนเทนเนอร์ กั้นอาณาเขตไทยบ้านคลองแผง อ.ตาพระา ด้าน ทบ.ลงพื้นที่รื้อสิ่งปลูกสร้างกัมพูชาที่รุกล้ำไทย เจอตึกคอลเซ็นเตอร์ 2 แห่ง ใช้ลวงคนไทย

วันนี้ (5 ก.พ.) พลตรี วินธัย สุวารี หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และโฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยคณะศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก และกองกำลังบูรพา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่มาบริเวณ บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ที่เป็นพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของสำนักงานศุลกากรฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามายังพื้นที่อ้างสิทธิ์แต่ปัจจุบันทหารได้สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ โดยได้ทำลายทิ้งทั้งหมดแล้ว


พ.อ.ปฐมพล วงพิเดช รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจตาพระยา ชี้แจงถึงสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ตาพระยา ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะจุดผ่อนปรนชายแดนในพื้นที่บ้านบึงตะกวน และบ้านคลองแผง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวหลักเขตแดน โดยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักเขตที่ 36 ซึ่งตรวจพบว่าหลักเขต 36 มีเพียงส่วนบน แต่ไม่มีฐานล่าง โดยสันนิษฐานว่ามีการเคลื่อนย้ายหลักเขต ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายอ้างแนวเขตไม่ตรงกัน และกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนมาจนถึงปัจจุบัน

พ.อ.ปฐมพล ระบุว่า ตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพามีกำหนดหลักเขตทั้งหมด 24 หลัก โดยเป็นหลักเขตที่เห็นตรงกัน 13 หลัก และไม่ตรงกัน 11 หลัก ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหาการรุกล้ำในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณหนองจาน หนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้อ้างสิทธิ์พื้นที่ตั้งแต่หลักเขตที่ 33 ถึง 36 พร้อมปักหมุดและเคลื่อนไหวกำลังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายไทยก็ยืนยันแนวอ้างอิงของตนเช่นกัน และมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่


อย่างไรก็ตาม พ.อ.ปฐมพล ระบุว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของฝั่งกัมพูชายังคงเสริมที่มั่นทางทหารอย่างเร่งรีบโดยเฉพาะแนวคูเลตรูปฟันปลา รวมถึงบังเกอร์ ที่สร้างหลังแนวถนน K5 หรือถนนสาย 58 โดยขยายแนวหน้ากระดานให้กว้างขึ้น โดยฝ่ายกัมพูชามีการระดมคนกันเข้ามาก่อสร้างท้้งกลางวันกลางคืน พร้อมปรับแนววางกำลังใหม่

ทางด้านจุดที่เคยเป็นอาคารสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของฝั่งกัมพูชามีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำรวมกว่า 389 หลังคาเรือน ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการรื้อถอนและเคลียร์พื้นที่จนแล้วเสร็จ ปัจจุบันสามารถสถาปนาแนวตั้งรับและควบคุมพื้นที่ได้อย่างมั่นคง เป็นวันที่ 56 นับตั้งแต่เข้าควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ในส่วนประชาชนของกัมพูชา ขณะที่เกิดการปะทะกันนั้น ได้อพยพออกไปก่อนประมาณ 2 วัน ซึ่งเราอพยพช้ากว่า เนื่องจากเราไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะไปทำลายหรือรุกล้ำ แต่ในเมื่อกัมพูชาเปิดฉากมาหาเราก่อน เราจึงจำเป็นจะต้องอพยพไปด้วย รบไปด้วยในวันนั้น


ด้าน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กองทัพบกยังคงควบคุมพื้นที่อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมย้ำว่าข้อมูลด้านการข่าวพบว่า การเคลื่อนไหวบางส่วนไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นกำลังของทหารหรือเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่แฝงตัวมาในลักษณะพลเรือน

พลตรีวินธัย ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญได้ทั้งหมด โดยเฉพาะจุดที่เคยใช้เป็นพื้นที่คุกคามหรือใช้อาวุธทำร้ายกำลังพลและประชาชน พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติเป็นไปตามกรอบกติกาสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ และยังใช้กลไกการประชุมในระดับพื้นที่และระดับภูมิภาค หรืออาร์บีซี (RBC) อย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันว่า ยังไม่มีการเพิ่มกำลัง ใช้กำลังเท่าเดิม เน้นการเสริมความมั่นคงของแนวตั้งรับ การเฝ้าระวัง และป้องกันการยั่วยุ โดยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

เวลา 13.30 น. ลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ฝ่ายทหารไทยเข้าควบคุมพื้นที่ และรื้อถอนทำลายบ้านเรือนชาวกัมพูชา จนหมดสิ้น จำนวน 42 หลัง และเพิงอีก 6 หลัง รวม 48 หลัง


พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ได้รายงานสถานการณ์ว่า การปะทะรอบล่าสุดเราสามารถยึดคืนพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วได้ ตั้งแต่วันแรก ซึ่งความยากของพื้นที่นี้ คือพื้นที่ปฏิบัติการไม่ได้กว้างมาก มีความยาว 270 เมตร กว้าง 350 เมตร เพียงแต่ขณะนั้น เมื่อยึดคืนพื้นที่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ เนื่องจากจะถูกระดมยิงจากฝ่ายกัมพูชา จึงมีการขอถอนกำลังไปอยู่ในที่มั่นที่แข็งแรง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ในห้วงเวลาของการหยุดยิง แต่สุดท้ายแล้วเราก็สามารถควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมสถาปนาความมั่นคง โดยปัจจุบันได้มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง พร้อมกับวางตู้คอนเทนเนอร์ควบคู่กันไป และมีการขุดคูเลต 3 แนว พร้อมนำรถถังมาเสริมความมั่นคง อีกทั้งมีการก่อสร้างถนนเพิ่มเติม

“ปัจจุบันมีความพร้อมแล้ว ที่จะปฏิบัติภารกิจในอนาคต หากมีการปะทะรอบที่ 3 หรือรอบที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ เรามีความพร้อม” พันเอก ชัยณรงค์ กล่าว


พันเอก ชัยณรงค์ ยังกล่าวยอมรับว่า มีความพยายามของชาวกัมพูชา ที่จะเข้ามาในพื้นที่ แต่เราสามารถควบคุมตัวได้ โดยอ้างว่า จะเข้ามาเอาทรัพย์สินที่อยู่ภายในบ้าน จึงได้มีการจับกุมตัว ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดี

พันเอก ชัยณรงค์ ยังชี้แจงถึงกระแสดรามา หลังที่ชาวกัมพูชานำรถทหารไทย ไปทำคอนเทนท์ เนื่องจากว่า ในวันนั้น รถทหารคันดังกล่าวได้นำสิ่งของกระสอบทราย และรั้วลวดหนามหีบเพลงมาส่ง เพียงแต่รถวิ่งเร็ว และเลยพื้นที่ จึงส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชายิงตอบโต้เข้ามา ผู้ขับรถจึงต้องสละรถเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งจากนี้เราจะใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อนำอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ของกองทัพกลับคืนมา


ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาขณะนี้ ก็มีการขุดคูเลตเสริมสร้างความมั่นคงเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความแข็งแรง เทียบเท่ากับถนน K5 และมีการขุดคูเลตที่มีลักษณะซิกแซ็ก ซึ่งคาดว่า เกิดจากความกังวลว่า ทหารไทยจะลุกเข้าไปถึงพื้นที่

ทั้งนี้ในพื้นที่หนองหญ้าแก้ว โอกาสที่กัมพูชาจะนํากําลังเข้ามาปฏิบัติต่อฝ่ายเรา ค่อนข้างยากเพราะในพื้นที่ตั้งมั่น มีที่ตั้งรับแข็งแรง และมีกําลังทหารราบยานเกราะทั้งกองพัน แต่เราก็ไม่ประมาทได้เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี หากเขาบุกเข้ามา ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า เรามีความเตรียมพร้อม

จากนั้นได้ลงพื้นที่ไปดูแนวรั้วลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์ รวมไปถึงไปดูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะ ซึ่งเป็นบ้านที่เพิ่งก่อสร้างได้ไม่นาน ที่เตรียมสร้างไว้เพื่อให้ลูกอยู่ เพราะลูกเพิ่งเกิดได้เพียง 10 เดือน แต่ก็ได้รับความเสียหาย


เวลา 15.00 น. ได้ลงพื้นที่บริเวณ บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยมีพ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 บรรยายรายละเอียดปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่บ้านหนองจาน บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

พันเอกชัยณรงค์ กล่าวว่าในภารกิจตั้งแต่วันที่8-26 กพ.ซึ่งทบ. มอบหมายภารกิจให้ยึดบ้านหนองจาน ซึ่งในรอบที่ 2 นี้ไม่มีประชาชนอยู่อาศัยแล้ว แต่ก็มีข้อจำกัดในกาารปฏิบัติคือพื้นที่โล่ง และเส้นทางในการในการเข้าตีเป็นลักษณะคอขวด โดยการยึดเป็นลักษณะคืบคลานเข้าไปเพื่อควบคุมพื้นที่โดยสถาปนาแนวขึ้นมาด้วยการขุดหลุมบุคคล สร้างบังเกอร์ขึ้นมา เนื่องจากเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีที่กำบัง ทั้งนี้เพื่อรองรับเครื่องยิงลูกระเบิด BM-21 หลังจากนั้นมีการดำเนินการเข้าพื้นที่หมายถึง6ครั้ง อย่างไรก็ตามวันสุดท้ายเราได้สูญเสียกำลังพล 3 นายที่เส้น K5 โดยวันนั้นได้มีการระดมกำลังทุกส่วนนำโดย ร.12.พัน 2 รอ. ร่วมด้วยกองร้อยยานเกราะ BTR. กองร้อยรถสายพานลำเลียงพล รวมถึง ชุดปฏิบัติการพิเศษของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ นอกจากนั้นยังมีเฮริลคอปเตอร์ทิ้งระเบิดทั้ง24 บังเกอร์ บังเกอร์ละ1 ลูก พร้อมกันนั้นยังได้รับการสนับสนุนปืนใหญ่สนาม โดรนทิ้งระเบิด โดรนพลีชีพด้วย ทำให้ฝ่ายกัมพูชาตอบโต้น้อยลงและสิ้นสภาพ เราจึงได้นำกำลังทหารราบยานและทหารม้ายานเกราะ และรบพิเศษ เข้าควบคุมที่หมาย และเข้าวางลวดหนามหีบเพลงหลายแนว รวมนำยานเกราะเข้าเป็นฐานยิงสนับสนุน เตรียมพร้อมกรณีที่มีการปะทะหรือตอบโต้ในอนาคต


สำหรับประเด็นดราม่าระหว่างหลักเขตที่46-47 นั้น พันเอกชัยณรงค์กล่าวว่า ในเรื่องของหลักเขตที่บอกว่าชำรุดหรือถูกย้ายนั้น ความจริงไม่ได้มีปัญหา เพราะมีพิกัดในการสำรวจเขตแดนเมื่อปี 2549-2550 แล้ว แต่เมื่อต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ควบคุมพื้นที่ เราได้สถาปนาแนวขึ้น มีการขุดคูดักรถถัง

เมื่อถามว่า 3 พื้นที่ชายแดนด้านนี้ไม่มีสิ่งบอกเหตุที่จะเกิดการปะทะช่วงเลือกตั้ง พันเอกชัยณรงค์ กล่าวว่า ไม่ขอตอบเนื่องการเมือง แต่ในพื้นที่บ้านหนองจาน ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าฝั่งกัมพูชาจะใช้กำลังกับไทยเช่นเดียวกับบ้านคลองแผง และหนองหญ้าแก้ว แต่ก็ไม่ประมาท เตรียมพร้อมและระมัดระวังอยู่ตลอด ห้วงที่ผ่านมาเรามีเวลาในการสร้างที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง เช่น บังเกอร์ เพื่อป้องกันกำลังพลของเราจากจรวดBM-21 รวมถึงหลุมบุคคลหน้าแนวที่มีการเสริมอย่างหนาแน่น
คิดว่าสถานการณ์ในพื้นที่กองทัพภาคที่1 ตรงนี้ ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ทำจนทำให้เกิดความวุ่นวายจนนำไปสู่การใช้กำลัง


นอกจากนี้ ระหว่างการเข้าควบคุมพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบร่องรอยการกระทำผิดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยพบอาคารลักษณะโกดังและที่พัก ตำนวน 2 อาคาร ซึ่งตั้งชื่อว่า “โกดังจีนเทา” กับ “โกดังรีสอร์ท” รวมถึงการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 19 เครื่อง ซิมการ์ด 4 ชุด สมุดบัญชีธนาคาร 61 เล่ม อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต เราเตอร์ไวไฟ และร่องรอยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ สอดคล้องกับการใช้เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการหลอกลวงออนไลน์

พันเอกชัยณรงค์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายหลังการตรวจยึดพยานหลักฐานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้ส่วนกลางตรวจสอบ พบความเชื่อมโยงการกระทำผิดเป็นคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจำนวนกว่า 131 Case ID โดยเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดถึงการดำเนินการของขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม ในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่ ไม่พบผู้กระทำความผิดอยู่ภายในจุดต้องสงสัย พบเพียงตัวอาคารและพยานหลักฐานที่ถูกทิ้งไว้ อาทิ บัตรประชาชน สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและขยายผล

สำหรับตำแหน่งที่ตั้งของฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พันเอกชัยณรงค์ ระบุว่า อยู่ในพื้นที่ที่กัมพูชารุกล้ำมาที่บ้านหนองจาน โดยปัจจุบันได้มีการรื้อถอนและทำลายสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดแล้ว ทำให้พื้นที่หลังแนวเส้นอ้างอิงเขตแดนโล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหลงเหลือ


ทั้งนี้ พื้นที่ต้องสงสัยดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 จุดหลัก จุดแรกเป็นลักษณะอาคารที่พัก ส่วนจุดที่สองพบพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมาก ทั้งสมุดบัญชีและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก

พันเอกชัยณรงค์ ย้ำว่า การเข้ายึดพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ พร้อมยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงจะเดินหน้าประสานส่วนกลางเพื่อขยายผลดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง










































กำลังโหลดความคิดเห็น