ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.เผยแพร่บทวิเคราะห์ ตั้งคำถามต่อโครงสร้างรัฐไทย หากพรรคส้มได้อำนาจบริหารประเทศ เตือนปัญหาอาจไม่เกิดทันที แต่สะสมจนยากแก้ไขในระยะยาว
วันนี้ (5 ก.พ.) ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวภายใต้หัวข้อว่าด้วยฉากทัศน์ของรัฐไทย หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล โดยระบุว่า บทวิเคราะห์ดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนความชอบหรือไม่ชอบทางการเมือง แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่า หากกรอบคิดของพรรคส้มได้อำนาจรัฐ ระบบของประเทศจะตอบสนองอย่างไร
ดร.สุวินัยระบุว่า รัฐไม่ใช่พื้นที่ทดลองเจตนาดีหรือความถูกต้องทางศีลธรรม แต่เป็นระบบที่ตอบสนองต่อโครงสร้างอำนาจมากกว่าความตั้งใจของผู้บริหาร พร้อมชี้ว่ากรอบคิดหลักของพรรคส้มตั้งอยู่บนอัตวิสัยนิยมทางการเมือง ซึ่งมองว่าการตัดสินใจย่อมชอบธรรมหากอยู่ข้างประชาชนและท้าทายอำนาจเดิม โดยปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นปัญหาทางญาณวิทยา เนื่องจากรัฐให้ความสำคัญต่อความสามารถในการทำให้ระบบเดินหน้ามากกว่าความตั้งใจดีของผู้ปกครอง
เขายังประเมินว่า หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลจะยังไม่เกิดวิกฤตในทันที ตลาดไม่พัง เงินทุนไม่ไหลออกอย่างฉับพลัน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความลังเลของผู้มีอำนาจเชิงโครงสร้าง ทั้งกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ข้าราชการระดับสูง และหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งจะเข้าสู่โหมดเฝ้ารอดูสถานการณ์ เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาทิศทางการบริหารที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ได้อย่างชัดเจน
ในส่วนของระบบราชการ ดร.สุวินัยมองว่า พรรคส้มมักมองระบบราชการเป็นอำนาจเก่า แต่ในความเป็นจริง ระบบราชการคือกลไกหลักของรัฐ หากข้าราชการรับรู้ว่าการทักท้วงเชิงเทคนิคถูกมองว่าเป็นการไม่ยืนข้างประชาชน ความระมัดระวังถูกตีความว่าเป็นการขวางการปฏิรูป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการไม่ตัดสินใจใดๆ ซึ่งจะทำให้รัฐหยุดทำงานโดยไม่ล่มสลาย และนำไปสู่ภาวะชะงักงันระยะยาว
สำหรับภาคทุน เขาระบุว่า เงินทุนไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยความกลัวหรือความรักทางการเมือง แต่ประเมินจากโครงสร้างและกติกา หากนโยบายรัฐขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ทางศีลธรรม เปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคม และไม่ยอมรับความผิดพลาด ทุนจะค่อยๆ ถอนตัวโดยไม่เผชิญหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไม่พังในทันที แต่เกิดความอ่อนแอจากภายใน
ดร.สุวินัยยังตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองแบบอัลกอริทึมที่เน้นการสร้างอารมณ์ การจัดกรอบความถูกผิด และการตอบสนองต่อเสียงในโซเชียล อาจย้อนกลับมาทำลายรัฐเมื่อพรรคส้มได้อำนาจ เนื่องจากรัฐต้องการความซับซ้อนและความอดทน ขณะที่แรงกดดันทางสังคมออนไลน์เรียกร้องการตัดสินใจที่รวดเร็วและถูกใจเสียงส่วนใหญ่
นอกจากนี้ เขามองว่ารัฐที่ใช้ศีลธรรมเป็นอาวุธทางการเมืองจะทำให้ทุนโปร่งใสและทุนที่ต้องการกติกาชัดเจนถอยออกไป เหลือพื้นที่ให้ทุนเทาซึ่งไม่สนใจระบบหรือภาพลักษณ์เติบโตขึ้น พร้อมเตือนว่า รัฐที่อ่อนแอทางโครงสร้างแต่มั่นใจในความถูกต้องทางศีลธรรม คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อทุนเทาอย่างยิ่ง
ในมิติความมั่นคง ดร.สุวินัยระบุว่า รัฐบาลที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนจุดยืนตามแรงกดดันภายใน จะทำให้ประเทศสูญเสียน้ำหนักในการยืนหยัดด้านอธิปไตย แม้จะไม่ถึงขั้นสูญเสียเอกราช แต่จะกลายเป็นพื้นที่ให้มหาอำนาจเข้ามาทดลองอิทธิพล
ช่วงท้ายของบทความ เขาเตือนถึงความเสียหายเชิงโครงสร้างที่อาจย้อนกลับไม่ได้ แม้มีการเปลี่ยนรัฐบาลในอนาคต หากระบบราชการเรียนรู้ที่จะไม่คิด ภาคทุนเรียนรู้ที่จะไม่กลับมา และคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญต่อความถูกต้องมากกว่าผลลัพธ์ ประเทศอาจติดหล่มยาวนานหลายสิบปี
ดร.สุวินัยทิ้งท้ายว่า บทวิเคราะห์นี้ไม่ใช่คำทำนายหรือการข่มขู่ทางการเมือง แต่เป็นตรรกะของระบบ โดยระบุว่า ประเทศอาจอยู่รอดจากรัฐบาลที่ทุจริตหรือไร้วิสัยทัศน์ได้ แต่เสี่ยงไม่รอดจากรัฐบาลที่มั่นใจในตนเองจนไม่เปิดพื้นที่ให้ความจริงของโลกเข้ามาท้าทาย และเมื่อถึงจุดนั้น ประวัติศาสตร์อาจไม่เปิดโอกาสให้เลือกใหม่อีกครั้ง


