xs
xsm
sm
md
lg

"ปราชญ์ สามสี" ฟาดเจ็บ! เตือน "ดิว วีรวัฒน์" รวยได้แต่อย่าเหยียดศักดิ์ศรี ย้ำไม่มีใครโตได้ลำพัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เพจ 'ปราชญ์ สามสี' ออกโรงสวนกลับ 'ดิว วีรวัฒน์' เจ็บแสบ ยอมรับในความรวยแต่ชี้ความสำเร็จไม่ใช่ใบอนุญาตให้เหยียดหยามศักดิ์ศรีใคร ย้ำเตือนชนชั้นนำ 'ไม่มีใครโตได้ลำพัง' หากไร้ความกรุณาก็เป็นเพียงความมั่งคั่งที่บ่อนทำลายสังคม

จากกรณี ดิว วีรวัฒน์ บุตรชายของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงประชาชนที่ไม่สนับสนุนพรรคประชาชนว่า “ส่วนใหญ่คือแก่แล้วยังจนอยู่” พร้อมถ้อยคำเพิ่มเติมที่ถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นผู้เห็นต่างทางการเมือง ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 ก.พ. เพจ "ปราชญ์ สามสี" ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นวิจารณ์ทัศนคติของ คุณดิว วีรวัฒน์ วลัยเสถียร โดยยอมรับในความสามารถและความสำเร็จด้านการเงิน แต่ชี้ให้เห็นว่าความมั่งคั่งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ดูแคลนผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อความสำเร็จนั้นมีพื้นฐานมาจากต้นทุนทางสังคมและโอกาสที่เหนือกว่าคนทั่วไป ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า

"ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ดิว วีรวัฒน์ วลัยเสถียร เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง ความสามารถ ความขยัน ความรู้ด้านการเงิน และวินัยในการออม เป็นสิ่งที่ควรได้รับการยอมรับและชื่นชมอย่างตรงไปตรงมา

ในสังคมที่เต็มไปด้วยการเสี่ยงโชคและความหวังลมๆ แล้งๆ การมีคนที่ประสบความสำเร็จจากความเข้าใจเรื่องเงิน ย่อมสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้

แต่ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จไม่ใช่ใบอนุญาตให้ดูแคลนผู้อื่น และความมั่งคั่งก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้คำพูดใดๆ กลายเป็นเรื่องชอบธรรม

ความจริงที่ควรถูกพูดอย่างซื่อตรงคือ
ไม่มีใคร “เติบโตลำพัง” ได้จริงในโลกใบนี้

โดยเฉพาะผู้ที่เติบโตมาในสังคมของชนชั้นนำ ได้อยู่ใกล้ความรู้ เงินทุน โอกาส และเครือข่ายตั้งแต่ต้นทาง ต่อให้จะเก่งเพียงใด จุดเริ่มต้นของแต่ละคนก็ไม่เคยเท่ากัน

การยอมรับความจริงข้อนี้ ไม่ใช่การลดทอนความสามารถของคุณดิว แต่คือการยืนยันความจริงของสังคมมนุษย์

คุณดิวอาจไม่ใช่นักธุรกิจสายสตาร์ทอัพ
ไม่ใช่ผู้ที่เริ่มจากศูนย์โดยไม่มีต้นทุนใดเลย แต่เป็นผู้ที่มี “ความคุ้นเคยกับเงิน” ตั้งแต่ต้น

เข้าใจระบบ
เข้าใจการออม
เข้าใจการลงทุน

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิด
และไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย

สิ่งที่น่ากังวลกลับไม่ใช่ความร่ำรวยของคุณ แต่คือท่าทีที่ใช้ความสำเร็จเป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

เมื่อคำพูดในโซเชียลมีเดียเลือกจะมองผู้เห็นต่างไม่ใช่ในฐานะ “มนุษย์ที่มีเสรีภาพทางความคิด” แต่ในฐานะ “คนแก่ คนจน คนโง่”

คำพูดนั้นได้ก้าวข้ามเส้นของการแสดงความคิดเห็น ไปสู่การทำร้ายผู้อื่นด้วยการเหยียดศักดิ์ศรี

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางมารยาท
แต่เป็นปัญหาทางศีลธรรมโดยตรง

ประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันที่ว่าใครรวยกว่า
ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครประสบความสำเร็จมากกว่า

แต่ตั้งอยู่บนหลักพื้นฐานที่สุด คือ การยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน แม้จะคิดไม่เหมือนกัน

การไม่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ
ไม่ใช่ความผิดทางศีลธรรม และไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ว่าคนคนหนึ่ง “เลว ต่ำตม หรือไร้ค่า”

หากความสำเร็จของชนชั้นนำนำไปสู่ท่าทีที่มองคนอื่นจากที่สูง ดูถูกความลำบากของผู้อื่น และปฏิเสธความเจ็บปวดของสังคมส่วนใหญ่

คำถามที่สังคมมีสิทธิ์ถามกลับอย่างสุจริต คือ ความสำเร็จนั้นเกิดจากสติปัญญาที่เข้าใจมนุษย์ หรือเป็นเพียงความสามารถในการเอาตัวรอดบนโครงสร้างที่เอื้อให้บางคนเท่านั้น

ศีลธรรมของผู้มีอำนาจและผู้มีทรัพย์ไม่ได้วัดจากจำนวนทรัพย์สิน แต่วัดจากความสามารถในการเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

ความร่ำรวยที่มาพร้อมความกรุณาย่อมเป็นเกียรติแก่ผู้ครอบครอง

แต่ความร่ำรวยที่มาพร้อมการเหยียดหยามย่อมทำร้ายสังคม และบ่อนทำลายความชอบธรรมของตัวมันเอง

บทความนี้ไม่ได้เรียกร้องให้คุณดิว “รู้สึกผิด” แต่เรียกร้องให้ตระหนักว่าคำพูดของผู้ที่ประสบความสำเร็จมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด และสามารถทำร้ายผู้อื่นได้ลึกกว่าที่ผู้พูดอาจเคยรู้สึก

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การมีมากกว่าคนอื่น

แต่คือการไม่ใช้ความได้เปรียบของตนเอง
ไปเหยียบศักดิ์ศรีของใคร

และนี่คือบททดสอบทางศีลธรรมที่เงินไม่สามารถซื้อคำตอบแทนได้"


กำลังโหลดความคิดเห็น