xs
xsm
sm
md
lg

8 กุมภาฯ เลือกคนจริง กา “หมอวรงค์” ได้ “หมอวรงค์” แต่กา “พล.อ.รังษี” ได้ใคร?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ” ย้ำเลือกตั้ง 8 ก.พ.ถ้าไม่อยากโหวตโนให้เสียของ ต้องเลือก “หมอวรงค์” พรรคไทยภักดี การันตีจากที่เคยรู้จักมานาน มีผลงานต้านโกงชัดเจน ตรงไปตรงมา ทั้งมีจุดยืนปกป้องอธิปไตย ยกเลิก MOU 43 ส่วน “พล.อ.รังษี” ที่ถูกปั่นกระแสขึ้นมาช่วงเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ยังไม่เห็นผลงาน นอกจากเคยเป็น ผอ.ช่อง 5 พูดเก่ง และไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัวจริงในพรรคเศรษฐกิจ



ในรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก” เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ได้กล่าวถึงการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า หากไม่อยากโหวตโนเพราะกลัวเสียของ ก็ให้ เลือก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคและผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี เนื่องจากมีจุดยืนชัดเจนด้านอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะการยกเลิก MOU ปี 2543 และปี 2544

นายสนธิเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา นพ.วรงค์ได้เดินทางไปพบตนที่บ้านพระอาทิตย์ เพื่อขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจ และได้มีการหารือหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการยกเลิก MOU ดังกล่าว รวมถึงแนวคิดการสร้างรั้วกั้นชายแดนไทย-กัมพูชาโดยเร็ว และย้ำว่าจะยังไม่เปิดด่าน หากไม่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ


นายสนธิกล่าวต่อว่า หลังจากตนแสดงความเห็นสนับสนุน นพ.วรงค์ และพรรคไทยภักดี ได้มีผู้แสดงความเห็นว่าพรรคเศรษฐกิจของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ก็มีนโยบายยกเลิก MOU เช่นกัน รวมถึงนโยบายอื่นที่มีลักษณะเข้มข้น อย่างไรก็ตาม ตนไม่เคยกล่าวถึงพรรคเศรษฐกิจหรือ พล.อ.รังษีมาก่อน เนื่องจากมีข้อสงสัยในโครงสร้างอำนาจภายในพรรคมาโดยตลอด

นายสนธิระบุว่า ความชัดเจนดังกล่าวปรากฏหลังจากพรรคเศรษฐกิจเปิดรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 โดยพบว่า พล.อ.รังษี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กลับอยู่ในลำดับที่ 10 ของบัญชีรายชื่อ ก่อนที่จะเลื่อนมาอยู่อันดับ 9 เพราะมีคนที่อยู่ลำดับก่อนหน้าได้ถอนชื่อออกไป ขณะที่ลำดับที่ 1 เป็นนายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค ซึ่งเคยอยู่พรรคสีส้มมาก่อน

นายสนธิกล่าวว่า การจัดลำดับดังกล่าวทำให้สังคมตั้งคำถามถึงตัวผู้มีอำนาจที่แท้จริงในพรรคเศรษฐกิจ ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อบังคับพรรค ข้อ 18/4(3) ที่ให้อำนาจประธานพรรคเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องการเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยิ่งสะท้อนว่าอำนาจไม่ได้อยู่ที่หัวหน้าพรรคหรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี


นายสนธิยังกล่าวถึงภาพรวมการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า นอกจากจะกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศแล้ว ยังเป็นการตัดสินอนาคตเรื่องอธิปไตย โดยเฉพาะปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ MOU ปี 2543 และปี 2544 พร้อมระบุว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ล้วนไม่มีท่าทีชัดเจนในการยกเลิก MOU ดังกล่าว

เมื่อพิจารณาทางเลือกของพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่ประกาศไม่เอา MOU นายสนธิเห็นว่าต้องใช้วิจารณญาณว่าพรรคใดสามารถผลักดันประเด็นนี้ในสภาได้จริง โดยชี้ว่าพรรคไทยภักดีเป็นพรรคเดียวที่ “กาแล้วได้ตัวจริง” เนื่องจาก นพ.วรงค์อยู่ในบัญชีรายชื่อในลำดับที่มีโอกาสเข้าสภาแน่นอน

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แสดงความเห็นเปรียบเทียบระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี กับ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ โดยระบุว่า เหตุผลที่ตนสนับสนุน นพ.วรงค์ มาจากความรู้จักส่วนตัวตั้งอยู่พรรคประชาธิปัตย์และผลงานที่พิสูจน์ได้จริงตลอดระยะเวลาหลายปี

นายสนธิกล่าวว่า สำหรับ นพ.วรงค์ ตนสามารถรับรองได้ว่าเป็นผู้ที่ไม่โกง มีสัจจะ และยึดหลักศีลธรรมในการทำงานทางการเมือง พร้อมย้ำว่าเป็นนักการเมืองที่มีผลงานชัดเจน โดยเฉพาะการเปิดโปงและผลักดันคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีต่ออดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงหลายราย ถือเป็นผลงานที่เกิดจากความพยายามอย่างต่อเนื่องและเด็ดเดี่ยวของ นพ.วรงค์ในขณะนั้น

“จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นหมอวรงค์เปลี่ยนจุดยืน ยังเดินหน้าปราบโกงมาตลอด นี่คือผลงานที่เห็นได้จริง” นายสนธิกล่าว

ขณะที่ พล.อ.รังษี นายสนธิยอมรับว่าตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว และยังไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม นอกจากประวัติการรับราชการซึ่งช่วงท้ายดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 โดยระบุว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นกลไกที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารบกในแต่ละยุค


นายสนธิกล่าวว่า พล.อ.รังษี เป็นผู้ที่มีทักษะการพูดและการอธิบาย ทำให้ได้รับความนิยมจากประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะการนำเสนอแนวคิดด้านความมั่นคงและสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเข้าทางความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลานี้ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าเป็นเพียงการนำเสนอเชิงวาทกรรม ขณะที่ยังไม่ปรากฏผลงานในทางปฏิบัติ

นายสนธิย้ำว่า ตนมองการเมืองด้วยความเป็นจริง โดยเห็นว่าพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่อาจผลักดันบุคคลขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่หาก นพ.วรงค์ สามารถเข้าสู่สภาได้ แม้เพียงคนเดียวก็จะทำให้สภามีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญไม่แพ้เรื่องอธิปไตยของชาติ

นายสนธิยังตั้งข้อสังเกตถึงพรรคเศรษฐกิจ ที่จัดให้ พล.อ.รังษี อยู่ในลำดับที่ 10 ของบัญชีรายชื่อ (ปัจจุบันขยับเป็นลำดับที่ 9) โดยมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เมื่อพรรคใช้ พล.อ.รังษีเป็นจุดขายหลัก แต่กลับไม่วางไว้ในลำดับต้น พร้อมตั้งคำถามถึงโอกาสที่ พล.อ.รังษี จะได้เข้าสภา เนื่องจากต้องใช้คะแนนเสียงจำนวนมากถึงหลายล้านเสียง

“ถ้าคนเลือกเพราะหวังว่า พล.อ.รังษี จะเป็นนายกฯ นั่นคือความเพ้อฝัน เพราะโครงสร้างเสียงไม่เอื้อ” นายสนธิกล่าว


นายสนธิยังเปรียบเทียบเชิงองค์ความรู้ โดยเห็นว่า นพ.วรงค์มีความเข้าใจปัญหาประเทศอย่างลึกซึ้งมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตและต้นตอของปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น MOU ปี 2543 ซึ่ง นพ.วรงค์แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องยกเลิก เนื่องจากเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งชายแดน

นายสนธิกล่าวว่า ตนไม่ได้มีอคติต่อ พล.อ.รังษี หรือพรรคเศรษฐกิจ แต่ในฐานะที่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นผลงานที่ประจักษ์ จึงไม่อาจแนะนำผู้ติดตามให้เลือกได้ พร้อมย้ำว่าการสนับสนุน นพ.วรงค์ เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของผลงาน ความสม่ำเสมอ และการพิสูจน์ตัวตนผ่านกาลเวลา ไม่ใช่กระแสหรือการปั่นทางการเมือง

นายสนธิกล่าวทิ้งท้ายว่า โดยส่วนตัวอาจเลือกโหวตโน แต่สำหรับประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิเลือกผู้แทน และให้ความสำคัญต่อการยกเลิก MOU การปกป้องอธิปไตยของชาติ และการต่อต้านการทุจริต พรรคไทยภักดี และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม คือทางเลือกที่ตนเห็นว่าชัดเจนที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน


“ท่านผู้ชมครับ คนคนนี้ควรหรือไม่ที่เราควรจะสนับสนุนให้เขาเข้าสภา ถึงเข้าได้คนเดียวก็ไม่เป็นไร รับรองว่าสภามีสีสันแน่ ถ้าเขาได้คนเดียวเขาสามารถยกมืออภิปรายไม่ไว้วางใจได้ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรค แล้วเขาจะได้เวลาจังหวะที่เขาสามารถจะอภิปรายว่ารัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีคนนี้โกงอย่างไรๆๆ ตรงนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นทำความเข้าใจกันใหม่นะครับ ว่าทำไมผมถึงต้องบอกท่านผู้ชม FC ผม หรือหลายๆ ท่านที่ฟังแล้วบอกว่า ไม่อยากโหวตโน ลุงสนธิ ไม่อยากเสียของ

“ข้อแรก ผมไม่รู้จัก พล.อ.รังษี พวกคุณรู้จักดีไหม คุณรู้จัก พล.อ.รังษี จากการออกทีวี ถ้าคุณตัดสินใจ 1 เสียงของคุณเป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์ที่จะเลือก พล.อ.รังษี เพราะการพูด อันนั้นผมช่วยไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเพราะเขาเคยมีประวัติอันโชกโชนมาแล้วว่าพิสูจน์ชัดเจน ประวัติที่ต่อสู้ทางการเมือง พิสูจน์ชัดเจนว่าเขาเป็นคนที่ หนึ่ง ซื้อไม่ได้ สอง เขากล้าชนกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมัยที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ และสาม เขาเอายิ่งลักษณ์ ชินวัตร ติดคุกติดตะรางได้ คนนี้ต่างหากที่ผมไว้ใจ เพราะผมเห็นผลงานของเขามาแล้ว เราเข้าใจตรงกันนะ ท่านผู้ชมครับ พล.อ.รังษี ผมไม่ได้มีอะไรกับคุณนะ คุณก็รุ่นน้องผม อายุน้อยกว่าผมเยอะ แต่คุณต้องยอมรับว่าคุณไม่ได้มีผลงานอะไร คุณมีแค่ปากเป็นเอกเท่านั้นเอง”
นายสนธิกล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น