มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องความหลากหลายทางเพศ และเป็น 1 ใน 64 ประเทศที่มีกฎหมายลงโทษผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน จึงมักเห็นข่าวที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่แปลกต่อกลุ่ม LGBTQ+
ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ นายซุลกิฟลี ฮาซัน (Zulkifli Hasan) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ด้านกิจการศาสนา) ของรัฐบาลกลางมาเลเซีย กล่าวว่า มีปัจจัยสี่ประการที่ส่งผลต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า "วิถีชีวิตของกลุ่ม LGBTQ+" ได้แก่ ความเครียดจากการทำงานมากเกินไป แรงกดดันทางสังคม ประสบการณ์ทางเพศ และการปฏิบัติตามหลักศาสนาไม่เพียงพอ
นายฮาซันกล่าวว่า เมื่อบุคคลเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักเกินไป ความเครียดสามารถครอบงำทั้งจิตใจและสภาวะทางอารมณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในรสนิยมทางเพศได้ ปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นหากผู้คนยึดมั่นและปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนาอย่างเคร่งครัด
คำพูดดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากชุมชน LGBTQ+ ทั่วโลก รวมถึงนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน มองว่าสิ่งที่นายฮาซันกล่าวนั้นไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ เป็นการสรุปแบบเหมารวม ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เปลี่ยนจากเรื่องเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศ ให้เหลือเพียงผลพลอยได้จากความเหนื่อยล้าหรือการขาดความศรัทธาทางศาสนา
ชาวเน็ตถึงกับโพสต์ข้อความเสียดสีว่า “พรุ่งนี้ทั้งประเทศมาเลเซียควรหยุดงานหนึ่งวัน ไม่งั้นทุกคนจะกลายเป็นเกย์”
ตรรกะเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ นายลูกานิสมัน อะวัง เซานี (Lukanisman Awang Sauni) รมช.สาธารณสุขมาเลเซีย แสดงความกังวลต่อทัศนคติที่เรียกว่า YOLO หรือ You Only Live Once (เกิดหนเดียวตายหนเดียว) กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ
โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน อาจส่งผลต่ออัตราการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเพศชาย อายุ 20-39 ปี จากข้อมูลการเฝ้าระวังของสำนักทะเบียนผู้ติดเชื้อเอดส์แห่งชาติมาเลเซีย (NAR) พบว่าในปี 2567 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 90% อยู่ในกลุ่มเพศชาย โดย 75% อยู่ในกลุ่มที่มีอายุ 20-39 ปี
แม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงจากปี 2545 พบผู้ติดเชื้อ 28.5 รายต่อประชากร 100,000 ราย เหลือ 3,185 รายในปี 2567 หรือ 9.4 รายต่อประชากร 100,000 ราย โดยที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียมีโครงการจัดซื้อยาป้องกันเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัสโรค หรือเพร็ป (PrEP) แต่ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากคนบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศมาเลเซียมีบทลงโทษเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันอย่างเคร่งครัด จึงมักมีการจับกุมการกระทำที่เกิดจากกิจกรรมทางเพศลักษณะดังกล่าว
เช่น เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ที่รัฐกลันตัน ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักบังกะโลหลังหนึ่งในเมืองโกตาบารู หลังได้รับรายงานว่ามีการจัดปาร์ตี้เลี้ยงอาหารค่ำที่เชื่อว่ามีเป้าหมายคือกลุ่มชายรักชาย พบกลุ่มคนที่อยู่ในบ้านประมาณ 20 คน พบถุงยางอนามัยหลายร้อยชิ้นและกล่องยาต้านไวรัสเอชไอวีหลายกล่อง แต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกตอบโต้จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน Justice for Sisters พร้อมด้วยองค์กรพันธมิตรอีกหลายแห่ง รวมถึงสภาโรคเอดส์มาเลเซีย ระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นโครงการให้ข้อมูลด้านสุขภาพทางเพศ แจกถุงยางอนามัย และตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยบุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่มีกิจกรรมทางเพศใดๆ เกิดขึ้น
ต่อมาเดือน พ.ย. 2568 ตำรวจบุกทลายสถานประกอบการสุขภาพที่ย่านโจวคิต (Chow Kit) กรุงกัวลาลัมเปอร์ จับกุมผู้ต้องสงสัย 208 คน รวมทั้งชาวต่างชาติ 37 คน ในข้อหาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศระหว่างเพศเดียวกัน แต่ภายหลังได้ปล่อยตัวผู้ต้องหา 171 คนโดยไม่ตั้งข้อหาใดๆ เนื่องจากไม่พบหลักฐานการกระทำความผิด
ไม่นานนักตำรวจบุกทลายซาวนาในย่านบูกิตเมอร์ตาจัม (Bukit Mertajam) รัฐปีนัง จับกุมลูกค้าทั้งหมด 11 คน อายุระหว่าง 19 ถึง 66 ปี ซึ่งรวมถึงชายชาวท้องถิ่นและชาวต่างชาติ 2 คนจากประเทศไทยและจีน พร้อมผู้ดูแลสถานที่ 2 คน ยึดถุงยางอนามัย สารหล่อลื่น และสิ่งของอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบันมาเลเซียแก้กฎหมายเพิ่มโทษจากเดิมเฉพาะกลุ่มชายรักชาย ขยายไปสู่กลุ่มหญิงรักหญิงมากขึ้น ประมวลกฎหมายอาญา ค.ศ. 1936 มาตรา 377A/377B ห้ามการมีเพศสัมพันธ์ที่ผิดธรรมชาติของทั้งชายและหญิง มีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี และ/หรือลงโทษด้วยการโบย และมาตรา 377D ห้ามพฤติกรรมอนาจาร โดยมีบทลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ยังต้องถูกลงโทษตามกฎหมายชารีอะ (Sharia Law) ทั้งในระดับรัฐและระดับประเทศ ที่ห้ามทั้งการมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน และการแต่งกายข้ามเพศ
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศมาเลเซียจะต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว โดยไม่คำนึงถึงเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสีผิว แต่การปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงสถานที่และพฤติกรรมทางเพศ ที่เสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี หากตำรวจเข้าจับกุมกะทันหัน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน


