อ.ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักกฎหมายชื่อดัง วิเคราะห์พฤติกรรม "เท้ง ณัฐพงษ์" แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ปมไม่ร้องเพลงชาติในพื้นที่สาธารณะ ชี้เป็นการลดทอนสัญลักษณ์ของรัฐชาติ
จากกรณีดรามา หลังจาก “เท้ง พรรคประชาชน” ทำพฤติกรรมยืนไขว้หลังไม่ร้องเพลงชาติเพียงคนเดียว ท่ามกลางแคนดิเดตนายกฯ อีก 6 พรรคที่ยืนตรงให้เกียรติชาติ ชาวเน็ตซัดแรงเข้าข่ายชังชาติ
ล่าสุด วันนี้ (31 ม.ค.) เฟซบุ๊ก ประพฤติ ฉัตรประภาชัย อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์วิเคราะห์พฤติกรรมดังกล่าวของ “เท้ง พรรคประชาชน” โดยระบุว่า “ “ไม่เคารพเพลงชาติ ไม่ใช่เรื่องเล็ก: สัญญาณการเมืองที่หัวหน้าพรรคประชาชนตั้งใจส่งถึงสังคมไทย”
โดย อ.ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมาย และนักวิเคราะห์การเมือง
ณ เวทีการโต้วาทีสาธารณะแห่งหนึ่ง การที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เลือกที่จะ “ไม่ร้องเพลงชาติ” และยืนด้วยท่าทางเอามือไขว้หลัง ขณะเพลงชาติดังขึ้น ผมขอวิเคราะว่าไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลโดยบังเอิญ หากแต่เป็น “การสื่อสารทางการเมือง” ที่มีนัยสำคัญ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถามว่า เขากำลังบอกอะไรกับคนไทย
ในทางรัฐศาสตร์ พิธีกรรมสาธารณะอย่างการเคารพเพลงชาติถือเป็นเรื่องใหญ่ เพลงชาติคือสัญลักษณ์ของรัฐชาติ (Nation-State) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงปัจเจกเข้ากับชุมชนทางการเมืองเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หลายประเทศประชาธิปไตยตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี และออสเตรเลีย กำหนดให้การร้องหรือกล่าวคำปฏิญาณต่อธงชาติและเพลงชาติ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีสาบานตนเพื่อเข้าเป็นพลเมืองใหม่ นั่นสะท้อนว่า “เพลงชาติ” คือการยอมรับกรอบรัฐ กฎหมาย และอธิปไตยร่วมกัน
ดังนั้น การปฏิเสธไม่ร้องเพลงชาติในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะจากผู้นำพรรคการเมืองระดับประเทศ ผมเห็นว่าไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือการ “ท้าทายความหมายเดิมของชาติ” และเสนอค่านิยมชุดใหม่ให้สังคมตีความ
เมื่อพิจารณาควบคู่กับท่าทางที่ไม่แสดงความเคารพตามธรรมเนียมสังคมไทย การกระทำดังกล่าวสะท้อนค่านิยมที่ลดทอนความสำคัญของสัญลักษณ์ชาติ และมองความเป็นชาติในเชิงนามธรรมแบบปัจเจกนิยม มากกว่าการยึดโยงกับประวัติศาสตร์ สถาบัน และความต่อเนื่องของรัฐไทย
ในบริบท “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เพลงชาติไทยไม่ได้เป็นเพียงบทเพลง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นรัฐเดียวกันภายใต้สถาบันหลักของประเทศ การแสดงท่าทีเช่นนี้จึงถูกตีความได้ว่า นายณัฐพงษ์กำลังส่งสัญญาณว่า เขาไม่ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์ร่วมของชาติในแบบที่สังคมไทยคุ้นเคย หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้มองว่าการแสดงความเคารพต่อสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นหน้าที่ทางการเมืองของผู้นำ
คำถามที่สังคมต้องตอบจึงไม่ใช่ “เขามีสิทธิหรือไม่” เพราะในระบอบเสรีประชาธิปไตย เขาย่อมมีสิทธิที่จะไม่ร้องเพลงและไม่ยืนตรงเคารพเพลงชาติ และไม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายใด ๆ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เขาต้องการให้ประเทศนี้เดินไปในทิศทางใด หากเขาได้เป็นผู้นำประเทศและเขากำลังเสนอค่านิยมแบบใดให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทย
การเมืองคือการเลือกสัญลักษณ์ และครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้เลือกส่งสารสัญลักษณ์นั้นสู่สังคมไทยแล้ว—สังคมไทยเพียงแต่ต้องตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่กับสารสัญลักษณ์นั้น”


