xs
xsm
sm
md
lg

กูรูดิจิทัล โพสต์เตือนสติดราม่า "แก่แต่จน" ย้ำประสบการณ์ชีวิตคนละขั้ว ทำให้อ่านโลกคนละภาษา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปฐม อินทโรดม" กูรูดิจิทัลชื่อดัง ออกโรงถอดรหัสวาทะดัง "คนแก่และจน" ชี้เป็นภาพสะท้อน "ช่องว่างทางวิธีคิด" ระหว่างรุ่นที่ใช้เข็มทิศคนละอันในการวัดคุณค่าความสำเร็จ พร้อมยกเคสมหาเศรษฐีแสนล้านที่เลือก "รวยเงียบ" เตือนสติอย่าใช้ภาพลักษณ์บนโซเชียลตัดสินความมั่นคงของชีวิตผู้อื่น

จากกรณี ดิว วีรวัฒน์ บุตรชายของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงประชาชนที่ไม่สนับสนุนพรรคประชาชนว่า “ส่วนใหญ่คือแก่แล้วยังจนอยู่” พร้อมถ้อยคำเพิ่มเติมที่ถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นผู้เห็นต่างทางการเมือง ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Pathom Indarodom" หรือ นายปฐม อินทโรดม ผู้เชี่ยวชาญด้าน เทคโนโลยีและดิจิทัล ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับวลี "คนไม่ชอบส้มคือคนแก่และจน" ไม่ใช่แค่การดูถูก แต่เป็นภาพสะท้อนของ "ช่องว่างทางวิธีคิด" ที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า

"วลีแรง ๆ อย่าง “คนที่ไม่ชอบส้มส่วนใหญ่แก่และจน” ถ้ามองผิวเผินมันคือการเหมารวม แต่ถ้ามองลึกลงไป มันสะท้อน “ช่องว่างทางวิธีคิด” ระหว่างรุ่นมากกว่าความจริงเชิงตัวเลข วลีแบบนี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดคนแก่ หากเกิดจากโลกที่คนรุ่นใหม่เติบโตมาไม่เหมือนเดิม และวัดคุณค่าความสำเร็จด้วยมาตรวัดอีกชุดหนึ่ง

ในมุมของคนรุ่นใหม่ของผู้เขียนวลีนี้อย่าง “คุณดิว” ผู้มีความมั่งคั่งระดับต้น ๆ ของประเทศ ใช้ชีวิตบนยอดปีระมิด โลกที่เขาเห็นคือโลกของความเร็ว การแสดงตัวตน และการยืนยันคุณค่าผ่านภาพลักษณ์ ความคิดเรื่อง “รวย” จึงผูกกับสิ่งที่มองเห็นได้ทันที รถ บ้าน ไลฟ์สไตล์ และการเลือกข้างเชิงสัญลักษณ์ คนที่ไม่ส่งสัญญาณแบบเดียวกัน จึงถูกอ่านว่า “ไม่ทันโลก” โดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าเราเดินออกจากโซเชียล แล้วกลับไปมองโลกจริง จะพบภาพอีกแบบหนึ่งที่เงียบกว่า ผมเคยเจอเจ้าของธุรกิจรุ่นเก่าที่มีทรัพย์สินหลักแสนล้าน ใส่เสื้อเชิ้ตตัวเดิม ใช้รถคันเดิม กินข้าวร้านธรรมดา เพราะสิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่การโชว์ฐานะ แต่คือการรักษากิจการให้ยืนระยะข้ามรุ่น ความหรูหราไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นผลพลอยได้ที่ไม่จำเป็นต้องหยิบมาใช้

ผมก็เคยมีอาจารย์ที่ใช้มือถือรุ่นโบราณ ไม่เล่นโซเชียล ไม่อัปเดตตัวเองให้ดู “ทันสมัย” แต่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ในซอยสุขุมวิทต้น ๆ ความมั่งคั่งของเขาไม่ได้อยู่ในรูปของไลฟ์สไตล์ แต่อยู่ในความมั่นคงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน รุ่นนี้ไม่ได้ถูกสอนให้แสดงออก แต่ถูกสอนให้ “อยู่รอด” และ “ไม่พลาด”

ตรงนี้เองที่ทำให้คนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าอ่านโลกคนละภาษา คนหนึ่งอ่านสัญญาณผ่านภาพ อีกคนอ่านความหมายผ่านเวลา คนหนึ่งเชื่อใน momentum อีกคนเชื่อใน compounding

สำหรับผม ในเรื่องการเมือง ผมถือว่าไม่มีฝ่ายไหนผิด เพียงแต่ใช้เข็มทิศคนละอัน เมื่อเอามาตัดสินกันด้วยมาตรวัดเดียว ความเข้าใจผิดจึงเกิดขึ้นง่ายมาก

ถ้าขยายภาพออกไปให้กว้างขึ้น แม้แต่เรื่องการเมืองหรือความเชื่อ ก็ไม่อาจแยกจากประสบการณ์ชีวิตได้ คนรุ่นเก่าผ่านความไม่แน่นอนมาเยอะ จึงให้ค่ากับเสถียรภาพ คนรุ่นใหม่โตมากับโอกาสและการเปลี่ยนแปลง จึงให้ค่ากับการเลือกและการแสดงออก การจะบอกว่าฝ่ายหนึ่ง “ล้าหลัง” หรือ “ไม่เข้าใจโลก” อาจง่ายเกินไป และไม่ยุติธรรมกับเส้นทางชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

บทเรียนจากวลีแรง ๆ แบบนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงการเลือกข้าง แต่คือการเตือนว่า โลกไม่ได้มีสูตรเดียวสำหรับความสำเร็จ ความรวยแบบเงียบ ๆ ก็ยังเป็นความรวย ความคิดแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ยังมีคุณค่า และความต่างระหว่างรุ่นไม่ควรถูกใช้เป็นอาวุธ แต่ควรถูกใช้เป็นบทสนทนา ถ้าเราฟังกันมากพอ เราอาจพบว่าเป้าหมายสุดท้ายของทุกวัย ไม่ได้ต่างกันเลย นั่นคือความมั่นคง ความหมาย และชีวิตที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา เช่นเดียวกับนโยบายของพรรคการเมืองนั่นแหละ"


กำลังโหลดความคิดเห็น