"รณกฤต กรณ์พัชรธร" นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งวงการเทคโนโลยีชีวภาพ ออกโรงวิเคราะห์ปรากฏการณ์ 73 วันภายใต้การนำของ "นายกฯ อนุทิน" ชี้เป็นการปลดล็อกโครงสร้างอำนาจครั้งสำคัญ จากอดีตรัฐมนตรีผู้ถูกจำกัดเพดาน สู่ผู้นำสูงสุดที่กล้าดึง "มือโปรระดับประเทศ" ร่วมทัพบริหาร ย้ำชัดอำนาจที่ใช้โดยคนที่ใช่ คือจุดเริ่มต้นของการติดปีกประเทศไทย
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "รณกฤต กรณ์พัชรธร" นักธุรกิจและผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและสุขภาพของไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้ว่า 73 วันในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ หากมีอำนาจการตัดสินใจสูงสุดและการวางโครงสร้างทีมบริหารที่แม่นยำ ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า
"หลังจากฟังปรายศรัยมา ( ตั้งใจไปเต้น แอโรบิค )
ผมมีมุมมอง แบบนี้นะ 73 วันแห่งการพลิกโฉม: เมื่อ “คุณอนุทิน” พิสูจน์ว่า “อำนาจนายกฯ” คือเครื่องมือเปลี่ยนประเทศ
เราเคยได้ยินคำเยาะเย้ยว่า “2 เดือนจะทำอะไรได้” หรือ “ล้มเหลวมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนแล้ว”
แต่ในฐานะคนเฝ้าสังเกตการเมืองไทยมาหลายยุค วันนี้ผมต้องบอกตรงๆ ว่า… นี่อาจเป็นการ “ติดปีก” ที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย
ทำไมผมถึงกล้าพูดแบบนี้?
เพราะครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ตัวบุคคล” แต่คือ “โครงสร้างอำนาจที่ถูกวางไว้อย่างแม่นยำ”
1.บทเรียนจากวิกฤต → ความเข้มแข็งของผู้นำที่แท้จริง
ผมพูดตรงๆ ในฐานะคนที่สูญเสียคนใกล้ชิดจากโควิด ผมก็เคยโกรธและไม่พอใจกับวลี “ไข้หวัดธรรมดา”
แต่นักบริหารที่เก่งจริง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาดแต่คือคนที่พลาดแล้ว “เรียนรู้ แก้ไข และทำให้ดีกว่าเดิม”
คุณอนุทินพิสูจน์แล้วในช่วงครึ่งหลังของวิกฤตโควิดว่า เขารับฟัง ปรับตัว และจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดหาวัคซีน การบริหารทรัพยากรสาธารณสุข ล้วนเป็นหลักฐานชัดเจน
และวันนี้ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เขาก้าวข้ามอีโก้เดิมๆ ด้วยการดึงมืออาชีพระดับประเทศเข้ามาปิดรอยรั่วทุกมิติ
2.โครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนไป: จากผู้ตาม → ผู้นำสูงสุด นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม ที่ผ่านมา ในฐานะ “รัฐมนตรี” คุณอนุทินมีเพดานกั้นอำนาจ ต่อให้มีวิสัยทัศน์ดีแค่ไหน ก็ต้องรอ “ไฟเขียว” จากเบอร์ 1 แต่ในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” เขาคือผู้กุมบังเหียนและเขารู้ดีว่ายุทธศาสตร์ประเทศต้องขับเคลื่อนด้วย “ตัวจริง” ในแต่ละสายงาน
🔹 ด้านเศรษฐกิจและการคลัง
การดึง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ามาคุมจังหวะภาษีและรายได้ประเทศ = ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลนี้จะบริหารด้วย “ตัวเลขและความโปร่งใส” ไม่ใช่แค่ประชานิยม
🔹 ด้านธุรกิจระดับโลกและการท่องเที่ยว
การดึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ มาเสริมทัพ = ประกาศว่าเราจะรุกหนัก Service Sector บนเวทีโลก นี่คือมือบริหารระดับอินเตอร์ที่เข้าใจเอกชนและตลาดโลกดีที่สุด
🔹 ด้านความมั่นคงและการทูต
มี คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นสมองด้านการต่างประเทศ ทำให้ปัญหาชายแดนที่เรื้อรังถูกจัดการได้เฉียบขาด และไทยกลับมามีตัวตนบนเวทีโลกอย่างสง่างาม
3. เมื่อ “เวลา” ไม่ใช่ข้ออ้าง แต่ “ผลลัพธ์” คือคำตอบ
เราเห็นนายกฯ หลายคนได้ 4-8 ปี แต่กลับจมอยู่กับความขัดแย้งและการตัดสินใจที่ล่าช้า
ลองเทียบกับ 73 วันของคุณอนุทินดูครับ…
การสั่งการที่ฉับไว (Decisiveness)
มี “ขุนพล” ที่ตรงจุดในทุกสายงาน
ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อมี “อำนาจนายกฯ” อยู่ในมือ + “ทีมงานที่ใช่” อยู่ในที่ใช่2 เดือน สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าหลายปีที่ไร้ทิศทาง
การปรามาสว่า “ล้มเหลวเพราะเคยร่วมรัฐบาลเก่า” เป็นการมองการเมืองแบบมิติเดียว เพราะ “ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” คือจุดเปลี่ยนจากผู้ตาม → ผู้นำ และเมื่อผู้นำคนนี้กล้าดึงคนเก่งระดับประเทศมาทำงานอย่างจริงจัง…
73 วันที่ผ่านมาจึงไม่ใช่แค่ “การชิมลาง”แต่คือ “การวางรากฐานยุทธศาสตร์ใหม่” ที่ประเทศไทยรอคอยมานาน
“อำนาจที่ถูกใช้โดยคนที่ใช่ + ทีมที่ใช่ในที่ใช่= จุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่แท้จริง”"


