ปอดคนกรุงระทม! เพจ 'ฝ่าฝุ่น' เผยภาพดาวเทียมสุดช็อก กลุ่มควันจากการเผานาข้าวนครนายกขนาด 1 ล้านไร่ ใหญ่เทียบเท่า กทม. โรยตัวถล่มเมืองหลวงทำคนป่วยหืดหอบพุ่ง แฉคำสั่งห้ามเผาของราชการเหลว บังคับใช้กฎหมายไม่ได้จริง จี้อุตสาหกรรมตรวจสอบที่มาวัตถุดิบ พร้อมวอนทุกฝ่ายหันหน้าเจรจา ใช้ 'วิทยาศาสตร์' ควบคุมการเผาแทนการสั่งห้ามที่ไร้ผล ก่อนสุขภาพลูกหลานจะพังพินาศ
เมื่อวันที่ 28 ม.ค. เพจ "ฝ่าฝุ่น" ออกมาโพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพที่เผยให้เห็นถึง กลุ่มควันขนาด 1 ล้านไร่ ใหญ่เท่าพื้นที่กทม. กำลังโรยตัวเข้ามาจากการเผานาข้าวน้ำลึก 20,000ไร่ในนครนายก โดยทางเพจ ชี้ว่าคำสั่ง "ห้ามเผาเด็ดขาด" ของราชการไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้จริง และชาวนายังคงลักลอบเผาเพื่อลดต้นทุน สุดท้าย ฝากความหวังไว้ที่ พรบ.อากาศสะอาด ในการเปิดประตูให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน แทนการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เคยได้ผลในอดีต ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
"ชอบรูปนี้มาก
กลุ่มควันขนาด 1 ล้านไร่ ใหญ่เท่าพื้นที่กทม. กำลังโรยตัวเข้ามาจากการเผานาข้าวน้ำลึก 20,000ไร่ในนครนายกภายในวันเดียว
แต่ได้มาด้วยน้ำตาและสุขภาพของชาวกทม.ถ้วนหน้า เป็นครั้งแรกของฤดูฝุ่นที่ฝ่าฝุ่นต้องพ่นยาแก้หืด แน่นอนวันนี้คงมีอีกหลายคนต้องไปโรงพยาบาล
• ชาวนาปฏิเสธผลกระทบมาตลอด คราวนี้เทวดาดลใจให้เผาจนเห็นกระจ่างว่าการเผานาของเขาทำร้ายเมืองและกลุ่มเปราะบางได้ขนาดไหน ทุกปีเราเผานาข้าว 4.5 ล้านไร่ กับไร่อ้อยอีก 3.5 ล้านไร่ รวมกับไฟป่าในป่าอนุรักษ์กับป่าสงวนอีก 9 ล้าน
ไร่ คงเห็นแล้วว่าการเผานาข้าวคือ 1/4 ของการเผาในที่โล่ง
• นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ นครนายก ปราจีนบุรีเผานาข้าวน้ำลึกแบบนี้ ที่จริงเผาแบบนี้ทุกปีเท่าที่ดาวเทียมมองเห็น แต่ครั้งนี้เป็นครั้ง
แรกที่เราเห็นผลกระทบชัดเจน ขอให้เราชาวเมืองและชาวนครนายก ปราจีนบุรีจดจำไว้ให้ดี
• สำหรับชาวกทม. ฝุ่นจากการเผาในที่โล่งข้างบนคิดเป็น 40% ของสัดส่วนตลอดปี ที่เหลือมาจากการจราจรได้แก่ฝุ่นจากรถดีเซลบรรทุก/บัสขนาดใหญ่ เก่า สกปรกที่ยังวิ่งทำงานทุกวัน รถบรรทุกบางคันอายุร่วม 50+ปี มันทนทานมากแต่ปอดเรากลายพันธุกรรมเป็นมะเร็งไปก่อนรถเหล่านี้ จนมันไปทำลายปอดลูกหลานเราได้
• พิสูจน์คำสั่งห้ามเผาเด็ดขาดของราชการไม่สามารถป้องกันปชชได้ คือสั่งไปแบบนั้นให้ผ่านๆไป เพราะชาวนาก็ลักลอบอยู่ดี และไม่สามารถจับกุมบังคับใช้กฏหมายได้แท้จริง เมื่อไรเราจะออกจากวงจรนี้ได้
• ไปแบบนี้ไม่มีทางจบ มีแต่ความขัดแย้ง ต้องหาทางขึ้นโต๊ะเจรจา แต่ก็ไม่ง่ายเพราะสังคมเรามีวัฒนธรรมไม่ยอมเปิดหน้าและที่สำคัญกว่าคือไม่ยอมเสียหน้า ไม่พูด ไม่ปรากฏตัว แต่ถ้าไม่ขึ้นโต๊ะไม่มีทางจบ
• ข้าวน้ำลึกแปลงใหญ่กลุ่มนี้เอาไปทำขนมจีน บทเรียนของธุรกิจคือต่อไปจะซื้อวัตถุดิบอะไรต้องสอบกลับได้ว่ามันทำร้ายสังคมและสิ่งแวดล้อมมาขนาดไหน ไม่ใช่เฉพาะโรงงานทำเส้นขนมจีนนี้ แต่อุตสาหกรรมทั้งหมด ต้องมีความรับผิดชอบ นี่เป็นเหตุที่กกร.กังวลเพราะเป็นความรับผิดชอบที่ทำไม่ง่ายและต้นทุนจะเพิ่ม แต่มันแลกด้วยความตายของประชาชน
• ที่จริงการเผาแบบควบคุมนั้น วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเมืองรับได้ แต่ต้องเป็นการเผาแบบควบคุมและร่วมกันทำ เริ่มจากการเลิกประกาศห้ามเผาเด็ดขาด แค่หันหน้าหากัน เปิดเผย และปรองดองกัน ใช้ข้อมูลและวิทยาศาสตร์
• เรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม คือ ความผาสุก ภาคประชาสังคมเท่านั้นต้องเข้มแข็ง และผลักดันให้ราชการ ธุรกิจ และ ชาวบ้านเกษตรกร และสังคมเดินหน้า โดยใช้ข้อมูลแบบคราวนี้เป็นตัวตั้ง จนได้นโยบายที่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง การเพิกเฉย ไม่สนใจ ให้ทุกฝ่ายริดรอนสิทธิ์ถือเป็นการยอมรับ เป็นการยอมรับสภาพและส่งอนาคตแบบนี้ให้ลูกหลาน เพราะเราคงจะจากเขาไปอย่างรวดเร็ว และโยนให้เป็นปัญหาของพวกเขา
ขอให้บทเรียนครั้งนี้สอนทั้งราชการ ชาวนา นักธุรกิจ ฝ่ายนโยบาย พรรคการเมือง ว่าเราต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการทางออกใหม่ๆที่พรบอากาศสะอาดกำลังหยิบยื่นให้ ในการเปิดประตูให้เราทำงานร่วมกันแทนการไล่บังคับใช่กฏหมายที่ไม่เคยทำงานได้ผล"


