เปิดมุมมอง 2 ขั้ว ระหว่าง 'หมอสุรเวช' อดีตแนวร่วมเป่านกหวีดที่ขอเปลี่ยนไปกาส้มเพื่อโครงสร้างใหม่ กับ 'ดร.นิว' อดีตคนรุ่นใหม่ที่เคยแอนตี้สถาบันฯ จนไม่รับปริญญา แต่สุดท้ายตาสว่างกลับมาเป็นแนวหน้าปกป้องสถาบันฯ พร้อมแฉรากเหง้าขบวนการล้างสมองในรั้วมหาวิทยาลัย ยันรอบนี้ไม่เลือกส้มแน่นอน
จากกรณี นายแพทย์ สุรเวช น้ำหอม ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง ออกมาโพสต์ข้อความเปิดใจอดีต "เหลืองจัด สู่กองเชียร์ "ส้ม" หลังแชร์บทเรียนชีวิต 10 ปี จากคนเคยลงถนนเป่านกหวีด-หนุนปฏิวัติ เพราะเชื่อในคำว่า 'คนดี' สู่การตาสว่างเห็นความล้มเหลวของระบบสืบทอดอำนาจและคอร์รัปชันที่ฝังราก ลั่นประเทศไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนโครงสร้าง กาส้มรอบนี้เพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ที่เห็นหัวประชาชน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas สหรัฐอเมริกา ออกมาโพสต์ข้อความถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการเคยหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนในสมัยมหาวิทยาลัยจนมีทัศนคติเชิงลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึงขั้นปฏิเสธการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรแม้จะได้รับเกียรตินิยม ก่อนที่ปัจจุบันจะประกาศปกป้องสถาบันฯ และปฏิเสธการเลือกพรรคส้ม โดยเฉพาะการคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญแบบยกร่างใหม่ทั้งฉบับในขณะนี้ เพราะห่วงเรื่องความมั่นคงและการแทรกแซงจากภายนอก โดยสนับสนุนการแก้ไขรายมาตราที่โปร่งใสกว่า ทั้งนี้ ดร.ศุภณัฐได้ระบุข้อความว่า
"ทำไมถึงเปลี่ยนจากเหลืองไปส้มและส้มมาเหลือง?
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมยอมรับว่าได้รับข้อมูลบิดเบือนเยอะจนรู้สึกไม่ชอบในหลวง ร.๑๐ เนื่องจากความเข้าใจผิด จนอาจเรียกได้ว่าผมเป็นส้มก่อนที่พรรคส้มจะเกิดเสียด้วยซ้ำ แล้วผมก็มีหลักฐานชัดด้วยว่าผมไม่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งๆ ที่ได้เกียรตินิยมและเข็มรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล ต่อมาตาสว่าง หลายปีผ่านมานี้ ผมจึงปกป้องในหลวง ร.๑๐ ด้วยหลักวิชาและความจริง
การที่ผมเป็นส้มก่อนที่พรรคส้มจะเกิด ทำให้ผมได้เห็นหน้าตาที่แท้จริงว่าส้มมีรากเหง้ามาจากขบวนการล้มเจ้าที่เคยแอบล้างสมองนักศึกษาในซอกหลืบของมหาวิทยาลัย เป็นสาเหตุที่พรรคส้มทุกวันนี้ยังสนิทสนมกับพวกล้มเจ้าหนีคดี รวมถึงยังเป็นสาเหตุที่เกรียนคีย์บอร์ดล้มเจ้าคนดังได้กลายมาเป็น ส.ส. และมีคดี ม.112 ติดตัวจากการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันเบื้องสูง
แม้ตอนนั้นผมจะไม่ได้เป็นส้มล้มเจ้าเต็มตัว แต่อย่างน้อย ผมก็เป็นส้มขนาดที่ไม่ชอบในหลวง ร.๑๐ จนไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ย้ำว่าทั้งๆ ที่ได้เกียรตินิยมและเข็มรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล กระทั่งเรียนปริญญาเอกและมีโอกาสค้นคว้าความจริงด้วยตนเองถึงตาสว่าง ทำให้กลับมารักและทนไม่ได้กับการบิดเบือนให้ร้ายที่สกปรกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย รวมถึงในหลวง ร.๑๐
การที่ส้มสร้างความแตกแยก ละเมิดสถาบันฯ อย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ประชาชนอย่างผมกลับมาเป็นเหลืองและลุกขึ้นสู้กับส้ม แล้วจากการสู้กับส้มนานเป็นปีๆ ก็พบว่าขบวนการโฆษณาชวนเชื่อของส้มเหยียดและด้อยค่าคนอื่นเก่งที่สุด สกปรกโสมมที่สุด ปัจจุบันคุณชูวิทย์ยังรู้ซึ้งถึงความสกปรกนี้ คิดดูว่าคนที่กล้าแถ โกหก บิดเบือนทุกอย่าง กลับขาวเป็นดำ กลับดำเป็นขาว จะไม่ทำชั่วหรือ?
ผมออกหน้าปกป้องสถาบันฯ จะครบ 7 ปี บอกเลยว่าเหลืองไม่ดีก็มี แต่ผมมีวุฒิภาวะพอที่จะแยกแยะว่าดีชั่วเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แล้วรากเหง้าของเหลืองคือความเป็นคนไทย เหลืองจริงๆ ไม่มีพรรคการเมือง เพราะเป็นจิตวิญญาณคนไทย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ผมเองก็ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด ต่างจากรากเหง้าของส้มที่เป็นพวกล้มเจ้า อาจทำทุกอย่างเพื่อสะสมประชาชนไปล้มเจ้าในที่สุด
ผมไม่เลือกส้มแน่นอน และจะกาไม่เห็นชอบ เพราะแก้รายมาตราดีกว่า ประหยัด โปร่งใส แทรกแซงยาก สอดไส้ไม่ได้ ปลอดภัยต่อความมั่นคง บอกตามตรง ผมอยากแก้รัฐธรรมนูญที่สุด เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผิดหลักวิชา แต่ไม่เห็นด้วยกับกลไกในการแก้ไขและจังหวะเวลา การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับยามนี้ท่ามกลางอิทธิพลตะวันตกและทุนเทา ไม่ต่างจากม้าไม้เมืองทรอยเลยครับ "


