xs
xsm
sm
md
lg

"บอม โอฬาร" ร่ายนิทาน "เจ้าหญิงน้ำแข็ง" แซะแรงอาณาจักรสีส้ม ใช้คนเป็น "เบี้ย" ปั่นกระแสล้มศรัทธา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"บอม โอฬาร" CEO ชื่อดัง ร่ายนิทานเชิงเปรียบเทียบ "เจ้าหญิงน้ำแข็งแห่งอาณาจักรสีส้ม" กระตุกคำถามถึงเหล่านักเคลื่อนไหวที่ยอมเป็นเบี้ยทางการเมือง ชี้ชะตากรรมผู้หลงเชื่อพลังโซเชียลหวังดับ "แสงเทียนแห่งศรัทธา" ต่อสถาบันหลัก สุดท้ายถูกเจ้าสำนักทิ้งอย่างโดดเดี่ยว แถมซ้ำเติมด้วยการนำโศกนาฏกรรมมาแปรสภาพเป็นสินค้าแสวงหาผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. บอม โอฬาร วีระนนท์ CEO บริษัท ดูเรียน คอร์ปปอเรชัน จำกัด และบริษัท ยักษ์ เขียว จำกัด ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว "Olarn Bom Weranond" เชิงเปรียบเทียบของ "เจ้าหญิงน้ำแข็ง" แห่งอาณาจักรสีส้ม ผู้ใช้ภาพลักษณ์คนธรรมดาติดดินและเชี่ยวชาญการปั่นกระแสโซเชียล จนหลงเชื่อว่าพลังสื่อของตนจะสามารถทำลาย "แสงเทียนแห่งศรัทธา" หรือความเคารพรักที่ประชาชนมีต่อสถาบันสำคัญของแผ่นดินลงได้ โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"" นิทานเจ้าหญิงน้ำแข็ง จักรยานคันเก่ง และแสงเทียนแห่งศรัทธา "
ณ อาณาจักรสีส้ม
มีเจ้าหญิงน้ำแข็งผู้หนึ่ง
นางมิได้ขี่ม้าศึก มิได้มีราชรถหรู
มีเพียง จักรยานคันเก่ง เป็นพาหนะ
พานางเข้าถึงผู้คนอย่างรวดเร็ว
จนภาพของเจ้าหญิง
กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “คนธรรมดาที่กล้า”
เจ้าหญิงน้ำแข็งเชี่ยวชาญภาษาแห่งยุคสมัย
ถ้อยคำสั้น คม ภาพแรง สะเทือนอารมณ์
สาวกช่วยกันปั้นเรื่อง สร้างคลื่นข่าวปลอดนานา
เมืองสีส้มจึงสั่นไหว ตามจังหวะการปั่นของจักรยาน
วันหนึ่ง สายตาของเจ้าหญิงหันไปเห็น
แสงเทียนแห่งศรัทธา
มิใช่ไฟแห่งอำนาจ หากคือแสงแห่งความเคารพ
ต่อผู้มีพระคุณ ต่อแผ่นดิน
ที่ส่องอยู่ในหัวใจผู้คนมาช้านาน
ด้วยความมั่นใจในพลังสื่อ
เจ้าหญิงเชื่อว่า แสงเทียนนั้น เริ่มโรยรา
และแรงลมจากข่าวที่ถูกปั้น
น่าจะพัดให้ศรัทธานั้นดับลงได้
ในยุคที่ทุกอย่างวัดด้วยยอดคลิกและความไว
แต่สิ่งที่เจ้าหญิงไม่รู้คือ
แสงเทียนนั้น ไม่ได้มีเพียงเล่มเดียว
มันอยู่ในหัวใจผู้คนหลายสิบล้านดวง
เป็นแสงเล็กๆ มากมายที่รวมกันแล้ว สว่างไสวกว่าที่ใครคาดคิด
ในโลกที่ Digital Footprint ไม่เคยจางหาย
ทุกคำ ทุกภาพ ทุกการกระทำ ถูกบันทึกไว้เงียบๆ
เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องที่เคยถูกปั้นเริ่มร้าว
ความจริงที่เคยถูกกลบ เริ่มโผล่พ้นผิวน้ำ
และเงาของน้ำแข็ง ก็สะท้อนชัดขึ้น ในสายตาสาธารณะ
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด
ไม่ใช่การเผชิญแรงต้านของทั้งเมือง
แต่คือการที่เจ้าหญิงเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ
ว่าตนคือ Hero ผู้ถวายชีพเพื่ออุดมการณ์
แม้รู้ว่าปลายทางอาจเป็นคุกใต้ดิน
หรือการย้ายถิ่นพำนัก
เพราะศรัทธาต่อเจ้าสัวกังฉิน และเหล่าเจ้าสำนักสีส้ม
ผู้วาดฝันว่าการเสียสละครั้งนี้จะเปลี่ยนแผ่นดิน
แต่ในสายตาของคณะเจ้าสำนัก
เจ้าหญิงไม่เคยเป็นฮีโร่
นางเป็นเพียง เบี้ย
ที่ถูกใช้ให้สุด ใช้ให้คุ้ม เมื่อยังมีโอกาส
เมื่อเวลาของเจ้าหญิงหมดลง
เจ้าสำนักและคณะก็เงียบ และหันไปหาเบี้ยตัวใหม่
สิ่งที่ถูกทิ้งไว้คือ
เจ้าหญิงกับความคับแค้นในใจ
คำถามที่ไร้คำตอบว่า “ทั้งหมดนี้คุ้มค่าหรือไม่”
ต่อให้วันหนึ่งเจ้าหญิงจะหายไป
โศกนาฏกรรมของเธอจะไม่ถูกปล่อยให้พัก
มันจะถูกหยิบมาเล่า แปรรูป เป็นสินค้า
ให้พ่อค้าสีส้มกังฉินใช้หากินในอาณาจักรสีส้มต่อไป
นิทานเรื่องนี้สอนว่า
จักรยานพาไปได้ไกล แต่พาหนีความจริงไม่ได้
สื่อสร้างคลื่นได้ แต่ลบความจริงไม่ได้
และแสงเทียนแห่งศรัทธา
ยังคงอยู่ในหัวใจผู้คนจำนวนมาก
ไม่มีลมใดพัดให้ดับลงได้ง่าย
และสิ่งหนึ่งที่นิทานอาจสะท้อนมาถึงชีวิตเราได้
“ชีวิตจะเป็นไปตามคน…ที่คุณเลือกคบ
และอาจไม่จบอย่างสมหวัง ดังนิทาน ”"