เสน่ห์ประการหนึ่งของการพิมพ์ภาพด้วยแสงแดด คือกระบวนการที่รังสีอัลตราไวโอเลต ( UltraViolet หรือ UV) ทำปฎิกิริยากับสารเคมีที่มีความไวแสง แล้วก่อให้เกิดภาพโครงร่าง ลวดลาย เส้นใยของพืช ดอกไม้ และสิ่งต่างๆ ปรากฏเป็นภาพสีขาวบนพื้นหลังสีน้ำเงินอันเปี่ยมเอกลักษณ์ชวนมอง ชวนให้นึกย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของศิลปะแขนงนี้ ที่กำเนิดขึ้นมายาวนานนับแต่เมื่อ 184 ปีก่อน
บิดาผู้ให้กำเนิดภาพความทรงจำสีฟ้า
…เซอร์จอห์น เฮอร์เชล (Sir John Herschel หรือชื่อเต็ม Sir John Frederick William Herschel) นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสต์และนักเคมีชาวอังกฤษเป็นผู้คิดค้นการพิมพ์ภาพแบบไซยาโนไทป์ (Cyanotype) ขึ้นในปี ค.ศ.1842 นับเป็นต้นกำเนิดของภาพ Blueprint หรือภาษาไทยเรียกว่า ‘พิมพ์เขียว’ ที่ในเวลาต่อมา ได้รับการพัฒนาและใช้กันอย่างแพร่หลายในงานสถาปัตยกรรม-วิศวกรรมช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
เซอร์จอห์น เฮอร์เชล ทำการทดลอง ศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดและใช้สูตรทางเคมีมากมาย กระทั่งในปี ค.ศ. 1842 ได้คิดค้นเทคนิคไซยาโนไทป์ขึ้น
โดยการทาสารละลายเฟอร์ริกแอมโมเนียมซิเตรตและโพแทสเซียมเฟอร์ริไซยาไนด์ (Ferric Ammonium Citrate และ Potassium Ferricyanide ) ลงบนกระดาษ เป็นสารเคมีที่มีความไวแสง เมื่อโดนแสงแดด จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน เรียกว่า ‘Prussian blue’ หรือสีน้ำเงินแบบปรัสเซีย ก่อเกิดเป็นภาพสีน้ำเงิน-ขาวที่มีเอกลักษณ์
คำว่า ‘ไซยาโน’ มีที่มาจากคำในภาษากรีกว่า 'Kyanos ' ซึ่งหมายถึง สีน้ำเงินนั่นเอง
ในขั้นตอนของการค้นคว้า เซอร์จอห์น เฮอร์เชลพบว่าไม่ใช่แสงทุกสีที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่เปลี่ยนสารละลายให้เป็นสีน้ำเงินปรัสเซีย (Prussian Blue) เขาทำการทดลองโดยแยกแสงแดดผ่านปริซึมและพบว่าส่วนที่เกิดปฏิกิริยาได้ดีที่สุดคือแสงในย่านพลังงานสูง โดยเฉพาะในแสง UV และใน UVA ช่วงที่มีความยาวคลื่นประมาณ 300-400 นาโนเมตร
การค้นพบนี้เป็นก้าวสำคัญของการทำสำเนาภาพและเอกสารในเวลาต่อมา โดยอาศัยความเข้าใจเรื่องพลังงานของสเปกตรัมแสง
สำหรับวิธีการนั้นเรียบง่าย คือการผสมสารเฟอร์ริกแอมโมเนียมซิเตรตและโพแทสเซียมเฟอร์ริไซยาไนด์ เข้าด้วยกัน (ต้องทำให้อยู่ในรูปของสารละลายก่อน) แล้วทาลงบนกระดาษหรือวัสดุที่ต้องการพิมพ์ อาทิ กระดาษ ผ้าฝ้าย ผ้าใบ ผ้าลินิน หนัง ไม้ ฯลฯ จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งแล้ว วางวัตถุหรือภาพที่ต้องการพิมพ์บนพื้นผิวแล้วนำไปตากแดด ภาพจะปรากฏขึ้นในสีน้ำเงินหลังจากการล้างด้วยน้ำ
เทคนิคการพิมพ์ภาพแบบไซยาโนไทป์เป็นหนึ่งในผลงานที่มีอิทธิพลมากที่สุดของเซอร์จอห์น เฮอร์เชลต่อศิลปะการถ่ายภาพ ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของแบบแปลนสถาปัตยกรรมอีกด้วย
คุณค่าแห่งพฤกษศาสตร์
ภายหลังจากเซอร์จอห์น เฮอร์เชล คิดค้นการพิมพ์ภาพแบบไซยาโนไทป์ ต่อมา ในปี ค.ศ.1843 แอนนา แอตกินส์ (Anna Atkins) นักพฤกษศาสตร์และช่างภาพ ได้ใช้เทคนิคดังกล่าวพิมพ์ภาพสาหร่ายขึ้น ทำให้เห็นถึงรายละเอียดของพืชชนิดนี้ได้อย่างน่าทึ่ง
ข้อมูลภาพที่เธอบันทึกไว้ในหนังสือ Photographs of British Algae: Cyanotype Impressions นับว่าได้สร้างคุณูปการให้แก่วงการวิทยาศาสตร์อย่างมาก
นอกจากพืชน้ำอย่างสาหร่ายแล้ว แอตกินส์ยังผลิตภาพไซยาโนไทป์ของเฟิร์นหลากหลายสายพันธุ์ ในหนังสือภาพของเธอ เฟิร์นแต่ละต้น ใบ บางครั้ง แม้กระทั่งราก ล้วนถูกบันทึกไว้ด้วยความคมชัด
แอตกินส์รวบรวมภาพพิมพ์ไซยาโนไทป์ของเฟิร์นจำนวนมากเหล่านี้ไว้ในหนังสือ ‘Cyanotypes of British and Foreign Plants and Ferns’ ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเธอ
(ข้อมูลไซยาโนไทป์จาก : ransomcentermagazine,www.moma.org, Wikimedia Commons, www.jacquardproducts.com, www.steampoweredfamily.com)
ไซยาโนไทป์ยังยืนยง
นับจาก 184 ปีก่อน กระทั่งวันนี้ การพิมพ์ภาพแบบไซยาโนไทป์ก็ยังคงได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากผู้ที่ชื่นชอบศิลปะการถ่ายภาพ การพิมพ์ภาพ หรือผู้ที่รักในธรรมชาติและต้องการให้แสงแดดประทับความทรงจำในพืชพันธุ์ ดอกไม้และสิ่งต่างๆ ผ่านภาพ
‘อารยา พรมอุดม’ ผู้หลงรักศิลปะจากธรรมชาติ นักจัดกิจกรรม Workshop ในนาม ‘pasadokmai’ (ภาษาดอกไม้ ) หนึ่งในผู้หลงรักเทคนิคการพิมพ์ภาพด้วยแสงแดด ให้สัมภาษณ์ ‘ผู้จัดการออนไลน์’ ถึงความสนใจที่เธอมีต่อศิลปะแขนงนี้
ถามถึงรายละเอียดของการพิมพ์ภาพด้วยแสงแดด หรือการพิมพ์ภาพแบบไซยาโนไทป์
อารยาตอบว่า “การพิมพ์ภาพแบบไซยาโนไทป์จะมีการทาสารเคมีสองชนิด คือ เฟอร์ริกแอมโมเนียมซิเตรตและโพแทสเซียมเฟอร์ริไซยาไนด์ (Ferric Ammonium Citrate และ Potassium Ferricyanide) เมื่อนำมาผสมกันแล้วก็จะเป็นสารที่ไวต่อแสงยูวีค่ะ”
“เมื่อเราผสมสารเสร็จแล้ว ก็นำมาทาลงบนกระดาษ จากนั้นก็นำกระดาษไปตากแห้ง ระหว่างขั้นตอนนี้ เราต้องระวังไม่ให้กระดาษที่เราตากโดนแสงยูวี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาเคมีก่อนที่เราจะทำลวดลายค่ะ ไม่เช่นนั้น ลวดลายจะออกมาไม่ค่อยชัดเจนค่ะ”
อารยากล่าวว่า เมื่อกระดาษแห้งแล้ว จากนั้น ก็นำวัตถุที่เราต้องการจะสร้างลวดลายมาวาง ไม่ว่าจะเป็น ดอกไม้ ใบไม้ หรือแม้แต่แผ่นฟิล์มเนกาทีฟก็เป็นที่นิยมเช่นกัน นำมาจัดองค์ประกอบตามที่เราอยากได้ จากนั้นนำแผ่นพลาสติกใสหรือแผ่นแก้ววางทับลงไป แล้วหนีบด้วยคลิปอีกครั้งเพื่อไม่ให้สิ่งที่เราวางทับลงไปนั้นเคลื่อนที่
“จากนั้นก็นำไปตากแดด ซึ่งจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงค่ะ ถ้าแสงเข้มมากก็ใช้เวลาไม่นานค่ะ เมื่อเราตากแดดเสร็จแล้ว ก็นำมาล้างน้ำสัก 2- 3 น้ำ จากนั้นก็นำไปตากให้แห้งอีกที ก็จะได้ภาพพิมพ์ไซยาโนไทป์ ในกระบวนการทำภาพๆ นึง อาจใช้เวลาประมาณ 30 นาทีขึ้นไปค่ะ”
“นอกจาก ใบไม้ ดอกไม้ ฟิล์มเนกาทีฟแล้ว สิ่งต่างๆ ที่เราอยากนำมาทำเป็นภาพ อยากทำเป็นสำเนาเอาไว้ อยากทำเป็นภาพพิมพ์ไว้ เราสามารถนำมาทำได้หมดเลยค่ะ ภาพที่เราได้จะเป็นโทนสีน้ำเงินค่ะ ถ้าแสงยูวีเยอะก็จะเป็นโทนสีน้ำเงินเข้ม ถ้าแสงยูวีน้อยก็จะเป็นสีน้ำเงินอ่อนกว่า การที่เป็นสีน้ำเงินก็เนื่องจาก เป็นปฏิกิริยาสารเคมีที่ได้จากสารที่เราทาลงไป”
เรียนรู้ธรรมชาติผ่านศิลปะไซยาโนไทป์
ถามว่าในการพิมพ์ภาพด้วยแสงแดด ประโยชน์ของงานศิลปะแขนงนี้คืออะไร
อารยาตอบว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือการพิมพ์ภาพไซยาโนไทป์นั้นเหมือนเป็นการทำสำเนาอะไรสักอย่างไว้ เราจะได้เก็บความทรงจำบางอย่างไว้ด้วย ถ้าเราใช้พวกดอกไม้ ใบไม้ เราก็ได้เรียนรู้ธรรมชาติระหว่างขั้นตอนการทำว่าเค้ามีลักษณะยังไง มีเส้นใยแบบไหน มีสีสันแบบไหน ก็เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติไปด้วยค่ะ”
อารยามองว่า การพิมพ์ภาพด้วยแสงแดด หรือไซยาโนไทป์เป็นขั้นตอนที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครใช้แล้ว นอกจากคนที่เรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพโดยตรงก็จะรู้จักเป็นอย่างดี แต่ส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนรู้งานศิลปะอยู่แล้ว และอยากทำศิลปะที่ไม่ใช่รูปแบบดิจิตอล และไม่ใช้สีธรรมดาทั่วไป เป็นการได้ทดลองลงไปด้วย เรียนรู้ธรรมชาติไปด้วย ใส่จินตนาการของเราไปด้วย
ถามว่า คุณนำเทคนิคไซยาโนไทป์ต่อยอดไปยังศิลปะแขนงอื่นๆ ด้วยไหม หรือนำศิลปะแขนงอื่นๆ มาใช้กับไซยาโนไทป์ด้วยหรือไม่
อารยาคิดว่าสามารถนำไปใช้ร่วมกับศิลปะแขนงอื่นๆ ได้ด้วยเหมือนกัน เช่น ตกแต่งด้วยสีไม้เพิ่ม หรือนำไปทำภาพศิลปะตัดแปะ (Collage) ก็นับว่าน่าสนใจ
สนทนา ‘ภาษาดอกไม้’
นอกจากศิลปะไซยาโนไทป์แล้ว อยากให้เล่าถึงคอนเซ็ปต์ของชื่อ ‘ภาษาดอกไม้’
อารยาตอบว่า เป็นชื่อ IG ของเธอ คือ pasadokmai.ecoprint
“สาเหตุที่ใช้ชื่อนี้ เนื่องจากเริ่มกิจกรรมเกี่ยวกับดอกไม้ขึ้น ได้ออกบูท ได้ทำงานเกี่ยวกับศิลปะด้วย เรียนรู้ธรรมชาติไปด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อ ภาษาดอกไม้ค่ะ”
เมื่อถามว่า ‘ภาษาดอกไม้’ ทำอะไรบ้าง
คำตอบของอารยาคือ “เป็นการจัดกิจกรรม Workshop ให้ทุกคนได้เรียนรู้ธรรมชาติไปด้วย และสร้างสรรค์ศิลปะที่มีชิ้นเดียวในโลกของตัวเองไปด้วย เป็นศิลปะจากธรรมชาติ เช่น การทุบดอกไม้ก็สร้างเป็นภาพพิมพ์จากการทุบดอกไม้ที่ให้สีสันต่างๆ ที่น่าสนใจ หรือเวิร์คช้อปล่าสุดก็เป็นการทำไซยาโนไทป์ค่ะ” ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ อารยาจัดกิจกรรมเวิร์คช้อปร่วมกับองค์กร กลุ่มต่างๆ ที่เน้นการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม
ขอให้ช่วยเล่ารายละเอียด ศิลปะจากการทุบดอกไม้
อารยาตอบว่า “ในทุกๆ ดอกไม้และใบไม้ เค้ามีสีและลวดลายที่แตกต่างกัน เราก็อยากให้ทุกคนได้สังเกตสิ่งเหล่านี้ไปด้วย สร้างศิลปะของตัวเองไปด้วย คอนเซ็ปต์ก็คล้ายกับไซยาโนไทป์ เวลาที่เราทุบ สีที่เราเห็นด้วยตา กับสีที่ได้เมื่อเราทุบออกมาแล้วก็จะแตกต่างกัน เป็นความน่าสนใจของงานทุบดอกไม้”
งานศิลปะเกี่ยวกับธรรมชาติแบบที่คุณทำ มีเสียงตอบรับอย่างไรบ้าง
อารยากล่าวทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ศิลปะที่เกี่ยวกับธรรมชาติ รู้สึกว่ายังไม่ค่อยแพร่หลายในประเทศไทย แต่ปีที่ผ่านมา ภาษาดอกไม้ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากขึ้น ซึ่งคนที่มาร่วมกิจกรรมกับเรา เค้ารักธรรมชาติอยู่แล้วและอยากมาเพิ่มพูนความรู้ในด้านศิลปะและศิลปะไซยาโนไทป์ก็มีคนให้ความสนใจเยอะมากเลยค่ะ”
แม้ปัจจุบัน อารยาจะบินลัดฟ้าเพื่อไปศึกษาด้านภาษาที่ญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 1 ปี แต่ศิลปะไซยาโนไทป์และการสร้างสรรค์งานศิลปะจากธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ก็ยังคงอยู่ในความสนใจของเธอเสมอ
….
Text by : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo by : www.metmuseum.org, www.arthistoryproject.com, wotwedid.com, sco.wikipedia.org, wikipedia.org, อารยา พรมอุดม
(ข้อมูลไซยาโนไทป์จาก : ransomcentermagazine,www.moma.org, Wikimedia Commons, www.jacquardproducts.com, www.steampoweredfamily.com)


