รสนา โตสิตระกูล ออกโรงป้อง "หมอสุภัทร" หลังถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงปมจัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงวิกฤตโควิด ชี้หลักฐานชัดทำตามระเบียบยกเว้นของกรมบัญชีกลาง แถมต่อรองราคาช่วยรัฐประหยัดงบ-สร้างรายได้ให้โรงพยาบาลกว่า 7 ล้านบาท ตั้งคำถามแรงถึงผู้บริหาร สธ.เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองเพื่อตัดสิทธิสมัคร ส.ส.หรือไม่?
วันที่ 28 ม.ค. "นางสาวรสนา โตสิตระกูล" นักการเมืองและนักรณรงค์ด้านสุขภาพและสิทธิผู้บริโภค ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การตั้งข้อหาผิดวินัยร้ายแรงต่อ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท) จากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test เพื่อใช้ในปฏิบัติการ "แพทย์ชนบทบุกกรุง" ช่วงโควิด-19 ปี 2564 ทั้งนี้ อดีตสมาชิกวุฒิสภาได้ระบุข้อความว่า
"หมอสุภัทรช่วยแก้วิกฤตโควิด แต่มีความผิดถึงขั้นถูกไล่ออกเชียวหรือ ?!
ถ้าทุกคนยังจำความโกลาหล ความตื่นตระหนกของสังคมไทยที่ต้องเผชิญโรคระบาดโควิด-19 ที่เริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2563 พอเข้าปี 2564 ก็เกิดการระบาดใหญ่เป็นวงกว้าง (Super Spreader) เริ่มแพร่ระบาดจากแหล่งบันเทิงย่านทองหล่อที่มีรัฐมนตรีของพรรคหนึ่งและคนดังในสังคมไปเที่ยวราตรี จนเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีทั้งยารักษา และวัคซีนป้องกัน ต้องใช้วิธีแยกคนป่วยไปอยู่โรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามหรือกักตัวอยู่ในบ้านเพื่อลดการแพร่เชื้อ ดังแหล่งที่เป็นศูนย์กลางของการระบาดโรคโควิด-19 ก็คือกรุงเทพมหานครนั่นเอง
วิธีรักษาหลักใช้การรักษาตามอาการ มีการแยกคนที่ติดเชื้อที่มีการตรวจยืนยันด้วย rt-PCR คนที่สงสัยว่าติดเชื้อต้องมาขอรับการตรวจคัดกรอง ซึ่งคิวยาวมาก กว่าจะได้ตรวจก็มีการแพร่เชื้อต่อ มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ต้องตายไปเพราะโรคโควิด-19
การตรวจคัดกรองด้วย rt-PCR ใช้เวลายาวนานมาก และมีราคาแพง ไม่ทันกับการตอบโต้การแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีการคัดกรองอย่างรวดเร็ว ประชาชนจึงตื่นตระหนก คนในชุมชนแออัดเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด เพราะบ้านช่องอยู่กันแออัด และเป็นกลุ่มที่สามารถแพร่เชื้อออกไปเป็นวงกว้าง ชาวชุมชนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงบริการตรวจโควิด-19 ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในกรุงเทพฯ มีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก คิวตรวจยาวเหยียด มีภาพชาวบ้านนั่งรอคิวตรวจตั้งแต่หลังเที่ยงคืน และภาพคนนอนค้างคืนบนถนนเพื่อหวังจะได้สิทธิเข้ารับการตรวจ ดูสภาพแล้วน่าจะเป็นการเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการติดเชื้อ และแพร่เชื้อมากกว่า
ต่อมาทีมชมรมแพทย์ชนบทที่นำโดย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ได้พาทีมแพทย์อาสามาช่วยตรวจคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะชาวบ้านในชุมชนแออัดที่เข้าไม่ถึงระบบบริการสาธารณสุขซึ่งมีจำนวนมาก หากไม่มีการลงพื้นที่ของทีมแพทย์ชนบทในครั้งนั้นเพื่อตรวจด้วย Rapid test และจ่ายยารักษาเบื้องต้น ประชาชนเกือบสองแสนคนจะไม่มีโอกาสเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที และจะมีการแพร่เชื้อออกไปอีกมากมายแค่ไหน หลายชีวิตอาจต้องเผชิญความเสี่ยงในการติดเชื้อถึงขั้นเสียชีวิต และยังเป็นผู้แพร่เชื้อออกไปอีกมากมายแค่ไหน ยากจะประมาณการได้
การพาทีมแพทย์อาสามาช่วยตรวจคัดกรองชาวกรุงเทพฯ 3 รอบเมื่อกลางปี 2564 ด้วยอุปกรณ์ตรวจ Rapid test ได้ตรวจชาวชุมชนจำนวนมากถึง 192,905 คน และพบผู้ติดเชื้อ 22,451 คน มีการแจกยาทั้งยาฟาวิพิราเวียร์ และฟ้าทะลายโจร รวมถึงการฉีดวัคซีนให้ด้วย รวมทั้งได้แนะนำการดูแลรักษาตัว ถือว่าเป็นการทำงานที่ช่วยเหลือประชาชน ลดความโกลาหล ความตื่นกลัวของประชาชนได้เป็นจำนวนมาก เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับกระทรวงสาธารณสุข หากไม่มีการตรวจคัดกรองแยกผู้ป่วยติดเชื้อจำนวน 22,451 คนออกมา คนติดเชื้อเหล่านี้จะกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อให้ในวงกว้างขนาดไหน
แต่กลับกลายเป็นว่า นพ.สุภัทรถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกจากราชการ กรณีจัดซื้อชุดตรวจ Raid test จำนวน 5 ครั้งจากการมาตรวจคัดกรองที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง หมอสุภัทรถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมว่าการจัดซื้อ Rapid test จำนวน 5 ครั้งตามงบครั้งละ 2 ล้านบาทที่หมอสุภัทรมีอำนาจสั่งซื้อ ถือว่าเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ไม่ถูกต้องตามระเบียบของราชการ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือบริษัทผู้ขาย
ทั้งที่ตามระเบียบราชการได้มีการยกเว้นกฎระเบียบในการจัดซื้อจัดจ้างในสถานการณ์โควิด-19 ที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในยุคของนายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ประกาศให้ Covid-19 เป็น “โรคติดต่ออันตราย” ตั้งแต่ 1 มี.ค. 63 ไว้แล้ว (ราชกิจจาฯ ฉบับวันที่ 26 ก.พ. 2563 ประกาศ COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14) โดยกรมบัญชีกลางได้ออกแนวทางให้ถือว่าการจัดซื้อจัดจ้าง เกี่ยวกับ Covid-19 “ทุกวงเงิน” เป็นความจำเป็น “เร่งด่วน” โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้สามารถบริหารจัดการพัสดุได้อย่างคล่องตัว ทันต่อสถานการณ์และช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างทันท่วงที
คำถามถัดมาคือ การแบ่งซื้อ Rapid test 5 ครั้ง ซื้อแพงไหม มีการทุจริตเอื้อประโยชน์ให้เอกชนจนทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงไหม ในขณะนั้น ระหว่างเดือน ก.ค.-ส.ค. 2564 อย.ยังไม่มีการขึ้นทะเบียน ATK แบบ Home use มีแต่ Rapid test สำหรับ Professional use เท่านั้นที่ WHO กำหนด มีเพียง 2 ยี่ห้อ คือ Standard Q และ Abbot ที่ขณะนั้นมีใช้ในรพ.เท่านั้น จึงมีปริมาณการใช้น้อย ราคาขายจึงแพงถึงชุดละ 350+ บาท (ดูเอกสารราคาประกอบตามภาพ) การแบ่งซื้อ Rapid test ถือเป็นการประหยัดงบประมาณของราชการ เพราะการเดินทางมาตรวจคัดกรองแต่ละครั้งไม่อาจคาดการณ์จำนวนคนที่มารับการตรวจ จึงซื้อเฉพาะครั้ง เพื่อไม่ให้มีการซื้อเกินจำนวนที่ใช้จริง
นอกจากนี้ นพ.สุภัทรยังสามารถต่อรองราคา Rapid test เหลือหน่วยละ 230 บาท ดังนั้นประเด็นทุจริต หรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชน จึงไม่มี และรายรับทั้งหมดที่ สปสช.จ่ายชดเชยให้ รพ.ซึ่งเหมาค่าบริการรวมเป็น 450 บาทต่อเคส ได้นำเงินรายรับเข้าสู่บัญชี รพ.จะนะ ไม่ได้เอาเข้าพกเข้าห่อให้ตัวเอง ส่งผลให้ รพ.จะนะ เฉพาะคราวแพทย์ชนบทบุกกรุงทั้ง 3 ครั้งนั้นมีรายรับมากกว่ารายจ่ายกว่า 7 ล้านบาท แถมยังช่วยชีวิตประชาชน และช่วยแยกผู้ติดเชื้อ เป็นการลดการแพร่กระจายเชื้อโรคในวงกว้าง ซึ่งเป็นผลงานของทีมอาสาชมรมแพทย์ที่สมควรได้รับการชื่นชมมากกว่าถูกลงโทษ ใช่หรือไม่?!
การเดินทางมาช่วยคัดกรองที่กรุงเทพฯทั้ง 3 ครั้ง ไม่ได้มาโดยพลการ ครั้งที่ 1 เป็นการเชิญโดย สปสช. ส่วนครั้งที่2, 3 ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ออกหนังสือเชิญ ซึ่งหนังสือเชิญออกนอกพื้นที่ ต้องแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ เพื่อสามารถเบิกจ่ายจากต้นสังกัดและรวมทั้งมีอำนาจการจัดซื้อจัดจ้างแทนผู้ว่าราชการจังหวัด
ในปฏิบัติการทั้ง 3 คร้ัง หมอสุภัทรและทีมแพทย์ชนบทยังได้รับคำชมเชยทั้งจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับคำขอบคุณจากกรุงเทพมหานคร ได้รับรางวัลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ข้อกล่าวหาว่าหมอสุภัทรกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ทั้งที่ระเบียบได้เปิดให้ทำได้ และไม่มีการทุจริต เอื้อประโยชน์เอกชน หากกรรมการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาแล้วสรุปว่าหมอสุภัทรมีความผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกจากราชการ ตัดโอกาสได้บำเหน็จ บำนาญของหมอสุภัทร ทำลายชื่อเสียงและคุณงามความดีที่ทำมา ต่อไปใครจะกล้าทำดีทำสิ่งที่จำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนยามเกิดวิกฤต ใช่หรือไม่?!
คำตัดสินลงโทษหมอสุภัทรไม่ว่าผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก หรือปลดออกจากราชการ จะทำให้หมอสุภัทรไม่สามารถสมัครสมาชิกสภาผู้แทนฯ ได้ จึงน่าจะเป็นการกลั่นแกล้งอย่างไร้ซึ่งหิริโอตตัปปะของผู้บริหาร ใช่หรือไม่? ย่อมจะเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของวิญญูชนว่าเหตุใดผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขยุคหลังจึงไม่สามารถยืนตัวตรงอย่างมีศักดิ์ศรีดังผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขในอดีตที่ทำแบบอย่างไว้แล้วว่าไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้อง หรือคำสั่งที่ไม่ถูกต้องใดๆ ดิฉันจึงขอให้ท่านผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขในยุคนี้ได้ทบทวนจิตสำนึกทางจริยธรรมของตนเองว่า การตัดสินลงโทษอย่างรุนแรงต่อข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริตในครั้งนี้ ทำไปเพราะเหตุใด การรักษาสถานะตำแหน่งของตนเอง ก็ต้องคำนึงถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่ ?!
การคืนความเป็นธรรมให้แก่ข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ย่อมทำให้เกียรติศักดิ์ศรีของกระทรวงสาธารณสุขกลับคืนมาในสายตาของประชาชน"


