xs
xsm
sm
md
lg

เปิดคำทำนาย “บาบา วังกา” 2569 โลกล่มสลายอย่างเงียบเชียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดคำทำนาย “บาบา วังกา” นักพยากรณ์ตาบอด เชื่อปี 2569 ปีแห่งการล่มสลายอย่างเงียบเชียบ เกิดสงครามที่ไร้ปืน การก้าวขึ้นมาของเครื่องจักรที่ไร้จิตวิญญาณ โลกจะเผชิญความมืดมน และวิกฤตพลังงาน มหาอำนาจดั้งเดิมเสื่อมถอย มหาอำนาจใหม่ที่ไม่เน้นความแข็งแกร่งทางทหารแต่มุ่งควบคุมข้อมูลและทรัพยากรจะขึ้นมาแทน อย่างไรก็ตามแม้คำทำนายส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยความน่ากลัว แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นคือการชำระล้างมโนธรรม บีบให้มนุษย์กลับไปสู่ความดีความ



ในรายการ“คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก” เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ได้กล่าวถึงคำทำนายของ บาบา วังกา (Baba Vanga) หรือ วังแกลียา ปันแดวา กุชแตรอวา เป็นนักพยากรณ์ตาบอดชาวบัลแกเรีย ผู้มีชื่อเสียงด้านญาณทิพย์และการทำนายอนาคต จนได้รับฉายา “นอสตราดามุสแห่งบอลข่าน” ซึ่งมีการตีความกันว่า ปี 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายที่ไม่ได้เกิดจากสงครามในรูปแบบดั้งเดิม แต่เกิดจากสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างเงียบ ๆ แต่จะเริ่มลุกลามไปอย่างรวดเร็ว


บาบา วังกา เกิดเมื่อปี พ.ศ.2454 ที่หมู่บ้านสตรูมิกา ปัจจุบันอยู่ในมาซิโดเนียเหนือ และสูญเสียการมองเห็นตั้งแต่อายุ 12 ปีจากพายุหมุนรุนแรง หลังจากนั้นมีผู้กล่าวอ้างว่าเธอเริ่มได้รับนิมิตเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต

แม้ไม่ได้รับการศึกษาและอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่คำทำนายของบาบา วังกา กลับเป็นที่เลื่องลือว่ามีความแม่นยำสูง ชื่อเสียงของเธอแพร่กระจายไปทั่วยุโรปตะวันออก มีทั้งประชาชนทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้นำการเมืองเข้าขอคำปรึกษา เธอมองว่าความสามารถนี้เป็น “ภาระ” มากกว่าพรจากพระเจ้า และใช้ชีวิตอย่างสมถะ ก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ.2539 ด้วยวัย 84 ปี


อย่างไรก็ตาม คำทำนายของบาบา วังกา เป็นที่ถกเถียง เนื่องจากไม่มีบันทึกที่เธอเขียนเอง หลักฐานที่ใช้อ้างอิงมาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่

1.บันทึกการศึกษาของรัฐบาลบัลแกเรียในยุคคอมมิวนิสต์ โดยสถาบันเสนอแนะวิทยา ซึ่งอ้างว่าคำทำนายบางส่วนแม่นยำราว 80% แต่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีวัตถุประสงค์ด้านโฆษณาชวนเชื่อ

2.บันทึกจากครอบครัว โดยเฉพาะหลานสาว คราซิมิรา สโตยาโนวา ผู้รวบรวมคำพูดและเขียนหนังสือเกี่ยวกับบาบา วังกา ชื่อVanga: the whole truthตีพิมพ์เมื่อปี 2564 ซึ่งนักประวัติศาสตร์มองว่าอาจมีการตีความย้อนหลัง


3.คำบอกเล่าจากพยานบุคคลและการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น อดีตผู้นำโซเวียต หรือศิลปิน มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังจากปี 2539 ที่บาบา วังกา เสียชีวิตไปแล้ว


คำทำนายที่มักถูกยกมาอ้างถึงความแม่นยำ ได้แก่ เหตุการณ์ 9/11 ที่เชื่อมโยงกับคำว่า “นกเหล็ก”, คลื่นสึนามิปี 2547 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โศกนาฏกรรมเรือดำน้ำนิวเคลียร์คูรสก์ของรัสเซียในปี 2543 การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ หรือ Brexit เป็นต้น


ด้วยประวัติความแม่นยำเหล่านี้เอง คำพยากรณ์ของเธอสำหรับปี ค.ศ.2026 หรือปี 2569 จึงถูกนำมาเปรียบเทียบ ตีความ และถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แม้ว่าบาบา วังกา ไม่เคยพูดถึงปี ค.ศ. แต่จากกระบวนการเปรียบเทียบและแปลความคำทำนาย แล้วสรุปว่าช่วงเวลาที่สอดคล้องที่สุดคือปีนี้ ปี ค.ศ.2026

ปี 2026 - ปีแห่งการล่มสลายอย่างเงียบเชียบ

มีการตีความคำพยากรณ์ของบาบา วังกา ว่า ปี 2569 นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายที่ไม่ได้เกิดจากสงครามในรูปแบบดั้งเดิม แต่เกิดจากสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างเงียบ ๆ แต่จะเริ่มลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

บาบา วังกา อธิบายว่าโลกจะอ่อนแอลงจากภายใน เหมือนบ้านที่ถูกปลวกกัดกินโดยที่ผู้อยู่อาศัยไม่รู้ตัว การล่มสลายนี้จะมีชนวนมาจากการตัดสินใจของ “ผู้มีอำนาจ” ที่นำโดยความโลภ ความทนงตน และความกระหายในการควบคุม ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือการพังทลายของระบบสำคัญๆ เช่น พลังงาน และการสาธารณสุข


นอกจากนี้ วลีหนึ่งที่น่าฉงน และชวนสงสัย ที่สุดที่เธออาจหมายความว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569 นี้ ก็คือ “ความเงียบงันครั้งใหญ่” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญตีความว่าอาจหมายถึง “การตัดขาดทางการสื่อสารอย่างสิ้นเชิง” เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่หรือความล้มเหลวทางเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนถูกตัดขาดจากกันและเกิดความโกลาหล ในโลกที่พึ่งพาการเชื่อมต่ออย่างมหาศาลเช่นนี้ เธอเตือนว่าเมื่อใดที่ความเชื่อมั่นสูญสิ้นไป การล่มสลายก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สงครามไร้เงาและการเสื่อมถอยทางดิจิทัล

บาบา วังกา กล่าวเตือนถึงยุคสมัยที่สงครามจะไม่ใช่เรื่องของรถถังหรือระเบิดอีกต่อไป แต่เป็น “สงครามที่ปราศจากปืน (War without guns)” โดย ข้อมูลกลายเป็นอาวุธ คำลวงจะแพร่กระจายไปเร็วกว่าความจริง และความไว้วางใจซึ่งกันและกันของผู้คนจะหายไป

เธออธิบายถึง “หมอกในจิตใจของผู้คน (fog in the minds of the people)” ที่ซึ่งความจริงจะถูกบิดเบือนได้ง่าย ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเธอหมายถึง ยุคแห่งการบิดเบือนข้อมูล ข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม (Fake News)และ การปั่นกระแสผ่านโซเชียลมีเดียเหมือนในช่วงเลือกตั้งของไทยช่วงนี้


โดยในนิมิตของ บาบา วังกา นี้ เธอบอกว่า ผู้นำจะไม่จำเป็นต้องใช้กำลังในการควบคุมประชาชนอีกต่อไป แต่จะควบคุมผ่านสิ่งที่ผู้คนเห็น คิด และเชื่อ

นอกจากนี้เธอยังอ้างถึง “อาการป่วยทางจิต (mental sickness)” ที่แพร่ระบาดในวงกว้าง แต่ไม่มียารักษา ซึ่งแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยในปัจจุบัน ก็สันนิษฐานว่า อาจจะเชื่อมโยง หมายถึงอัตราความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคทางจิตเวชที่พุ่งสูงขึ้นจากการเสพสื่อที่เต็มไปด้วยความกลัว และการเสพติดโลกดิจิทัล

ความน่ากลัวของคำทำนายนี้คือมันไม่ได้ระเบิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มันค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาทำลายสังคมจากข้างใน และปี 2569 จะเป็นปีที่มันเริ่มแสดงแสนยานุภาพอย่างเต็มที่

การก้าวขึ้นมาของเครื่องจักรและการสูญสิ้นจิตวิญญาณ

เป็นเวลานานก่อนที่โลกจะมีสมาร์ทโฟนหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะแพร่หลายเพราะ บาบา วังกา เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2539 หรือ 30 ปีที่แล้ว แต่เธอเคยเตือนถึงอนาคตว่า มนุษยชาติจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นได้อีกต่อไป เธอกล่าวประโยคที่ชวนขนลุกว่า “จะถึงเวลาที่เครื่องจักรคิดได้ แต่หัวใจของมนุษย์จะถูกลืมเลือน (The time will come when machines will think, but the heart of man will be forgotten.)”


โดยเธอพยากรณ์ถึงช่วงเวลาที่ระบบที่ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้มนุษย์จะเริ่มตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยอ้างอิงจากตรรกะ และเป้าหมายที่ถูกโปรแกรมไว้โดยปราศจากความเมตตาหรือมโนธรรม

เธอเกรงว่ามนุษย์จะพึ่งพาระบบเหล่านี้มากจนไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้หากปราศจากมัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการโครงข่ายไฟฟ้า การดูแลสุขภาพ หรือความมั่นคง และสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่เครื่องจักรที่มีเจตนาร้าย แต่คือเครื่องจักรที่ "ไร้ความรู้สึก" โดยปี 2569 จะเป็นปีที่ความเปลี่ยนแปลงนี้ปรากฏชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้

ความมืดมน และวิกฤตพลังงานโลก

วังกาเคยเตือนถึงเวลาที่ “โลกจะมืดมิดไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์ แต่เป็นเพราะมนุษย์ (the world would "go dark not because of the sun, but because of man.)” ซึ่งในปัจจุบันถูกตีความว่าเป็นคำเตือนโดยตรงเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลก

แต่ เธอไม่ได้อธิบายถึงเหตุการณ์เดียว แต่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ความล้มเหลวหนึ่งนำไปสู่อีกความล้มเหลวหนึ่ง จนทำให้ภูมิภาคทั้งภูมิภาคตกอยู่ในความเงียบงัน สถานีไฟฟ้าที่ถูกตัดขาดจากระบบ, การสื่อสารล่ม และ เมืองต่างๆ ที่ไม่มีพลังงานหล่อเลี้ยงก็เหมือนเมืองที่หยุดนิ่ง ถูกแช่แข็งเอาไว้


นิมิตเรื่องความมืดของ บาบา วังกา ยังรวมถึง "ความหนาวเหน็บที่แผ่ไปถึงที่ที่อุ่นที่สุด (Cold that reaches even the warmest places)" ซึ่งอาจหมายถึง สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน จากภาวะโลกร้อน หรือ เหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในช่วงฤดูหนาวที่ทำให้คนนับล้านขาดความร้อนและการสื่อสาร เธออธิบายว่าช่วงเวลานี้ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวทางเทคนิค แต่เป็นบททดสอบธรรมชาติของมนุษย์ ว่าผู้คนจะช่วยเหลือกันหรือจะต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอด

และปี 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นของความมืดมนนี้ ซึ่งมันจะไม่ได้เริ่มด้วยเสียงระเบิด แต่เริ่มจากการที่ “มีการปิดสวิตช์ไฟ”ซึ่งตีความง่าย ๆ ก็คือ คนในโลกขาดแคลนพลังงาน

การสิ้นอำนาจของพญาอินทรีและการเปลี่ยนผ่านสู่ตะวันออก

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ วังกา เคยพูดถึงการล่มสลายของ "พญาอินทรีผู้ครองเวหา (Eagle that ruled the skies)" ซึ่งหลายคนเชื่อว่าหมายถึงมหาอำนาจของโลกที่จะเริ่มเสื่อมถอยจากภายใน เธอไม่ได้ระบุชื่อประเทศโดยตรง แต่สิ่งที่เธอกล่าวไว้ แปลความได้ทางหนึ่งก็คือ การพังทลายที่เกิดจากความแตกแยก การทุจริต และการขาดความเชื่อมั่นต่อกัน ราวกับว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ภายในพรมแดนของตนเอง


ในขณะที่มหาอำนาจเดิมค่อย ๆ เสื่อมถอย เธอกล่าวถึง “เสียงใหม่ที่ดังกังวานจากทิศตะวันออก” ซึ่งเป็นสัญญาณของการก้าวขึ้นมาของผู้นำรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้เน้นความแข็งแกร่งทางทหาร แต่เน้นที่ข้อมูล อิทธิพล และการควบคุมทรัพยากรโลก เธออธิบายว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจที่โลกเก่าจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่ไม่คุ้นเคยและน่าหวั่นใจ โดยปี 2569 จะเป็นปีที่การเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างถาวร

การตื่นรู้ทางจิตวิญญาณและหนทางสู่สันติ

แม้คำทำนายส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยความน่ากลัว แต่ท่ามกลางคำเตือนเหล่านั้นกลับมีข้อความแห่งความหวังซ่อนอยู่ โดย บาบา วังกา เชื่อว่าวิกฤตที่กำลังจะมาถึงคือ "การชำระล้างมโนธรรม (cleansing of conscience)" เป็นความเจ็บปวดที่จำเป็นเพื่อบีบให้มนุษย์กลับไปสู่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ นั่นคือ พระผู้เป็นเจ้า ความซื่อสัตย์ และความรัก


เธอเชื่อว่าในขณะที่ระบบและประเทศต่างๆ พังทลายลง ผู้ที่มี "ความสงบภายใน (peace inside)" และ ยึดมั่นในศรัทธาจะยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยเหตุนี้ ปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ปีแห่งการทำลายล้าง แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ เธอเห็นภาพผู้คนหันหลังให้กับคำลวงและโลกดิจิทัลที่วุ่นวาย เพื่อหันหน้าเข้าหากันและหาทางเยียวยาโลกด้วยความเมตตา

บทเรียนสุดท้ายของเธอคือการเตรียมตัวที่ไม่ใช่ด้วยความตื่นตระหนก แต่เป็นการเตรียมจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง เพราะในท้ายที่สุดผู้ที่จะอยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่มีเงิน หรือ อำนาจมากที่สุด แต่คือผู้ที่มีความเชื่อถือ และศรัทธามากที่สุด

“ท่านผู้ชมครับ ผมไม่อยากจะพูด นี่คือคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพุทธศาสนิกชนที่จริงจังกับคำสอนและปฏิบัติตาม จะได้ประโยชน์จากตรงนี้” นายสนธิ กล่าวทิ้งท้าย


กำลังโหลดความคิดเห็น