หมอยงเผยย้อนการระบาดใหญ่ของไวรัสนิปาห์จากมาเลเซียถึงเอเชียใต้ ผู้เชี่ยวชาญเตือน ไทยมีปัจจัยเสี่ยงจากค้างคาวผลไม้-การเกษตร-อุตสาหกรรมสุกร แม้ยังไม่พบผู้ป่วย แต่หากเกิดขึ้น ผลกระทบอาจรุนแรงต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
วันนี้ (25 ม.ค.) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569
ไวรัสนิปาห์เริ่มถูกค้นพบจากการระบาดครั้งใหญ่ในช่วงปี พ.ศ. 2541-2542 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะในรัฐเประ (Perak) และลุกลามลงสู่สิงคโปร์ มีผู้ป่วยรวม 265 ราย และเสียชีวิตมากกว่า 108 คน นับเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุดของโรคนี้ในประวัติศาสตร์
ในระยะแรก ผู้ป่วยมีอาการไข้สูงและสมองอักเสบ ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JE) แม้จะมีการปราบยุง แต่การระบาดไม่ยุติ จนกระทั่งตรวจพบความเชื่อมโยงกับสุกร และสามารถแยกเชื้อไวรัสได้จากหมู ต่อมาพบว่าต้นตอที่แท้จริงคือค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งเป็นรังโรคตามธรรมชาติ โดยเชื้อจากน้ำลายค้างคาวปนเปื้อนผลไม้ ตกลงสู่คอกหมู ทำให้เกิดการแพร่เชื้อจากหมูสู่หมู และจากหมูสู่คน อัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับสูง แต่การระบาดครั้งนั้นไม่แพร่เข้าสู่ประเทศไทย
หลังจากนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา พบการระบาดของไวรัสนิปาห์เป็นระยะในลักษณะกลุ่มก้อนขนาดเล็ก โดยพบมากในเอเชียใต้ โดยเฉพาะประเทศบังกลาเทศ และต่อเนื่องมาถึงอินเดีย รูปแบบการติดต่อแตกต่างจากกรณีมาเลเซีย คือเป็นการติดต่อจากค้างคาวสู่คนโดยตรง ผ่านผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำอินทผลัมสด
อาการของโรคในระยะหลังเปลี่ยนไป ผู้ป่วยมักมีไข้ร่วมกับปอดบวมอย่างรุนแรง และพบการติดต่อจากคนสู่คนในบางกรณี แม้การแพร่เชื้อจะไม่ง่ายและไม่รวดเร็วเท่าโรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 แต่ก็ถือเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง
ความเสี่ยงในประเทศไทย
แม้ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ โดยเฉพาะการพบค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus ซึ่งเป็นรังโรคตามธรรมชาติ กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่ชุมชน วัด และสวนผลไม้ เพิ่มโอกาสการปนเปื้อนของเชื้อผ่านน้ำลายหรือปัสสาวะสู่สิ่งแวดล้อมและอาหาร
ลักษณะการเกษตรและพฤติกรรมการบริโภคของไทย เช่น สวนผลไม้ใกล้ชุมชน การบริโภคผลไม้สด เครื่องดื่มคั้นสด รวมถึงอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน (spillover) นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดการติดเชื้อในสัตว์ อาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในมาเลเซียในอดีต
ในมุมของระบบสาธารณสุข ผู้ป่วยไวรัสนิปาห์มักมีอาการสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง อาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคติดเชื้ออื่นในระยะเริ่มต้น และหากเป็นสายพันธุ์ที่ติดต่อจากคนสู่คน อาจเกิดการแพร่เชื้อในครอบครัวหรือสถานพยาบาลได้
ศ.นพ.ยงระบุว่า แม้ความเสี่ยงของประเทศไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ แต่หากเกิดการระบาดจริง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังเชิงรุก และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ที่บูรณาการการดูแลคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
ทั้งนี้ จะมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ แนวทางการป้องกันไวรัสนิปาห์ ในลำดับถัดไป


