สตง. ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาตรวจสอบการใช้ “รถหลวง” ของ ไทยพีบีเอสย้อนหลัง 5 ปี หลังผู้บริหารอ้าง ในองค์กรไม่มีระเบียบเรื่องนี้มาก่อน ชี้ถ้าเจอผิดปกติ-พบทุจริต ส่ง ป.ป.ท.-ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ ด้านฝ่ายข่าวยังเคว้งหา “ผู้อำนวยการสำนักข่าว” ตัวจริงไม่ได้
รายงานข่าวจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่าหลังจากผู้ใช้นาม “พนักงานไทยพีบีเอส” ส่งเรื่องร้องเรียนการทุจริตการใช้รถส่วนกลางหรือรถหลวงขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. - ไทยพีบีเอส) ของพนักงานระดับผู้บริหารที่ได้เงินค่ารถเหมาจ่ายเป็นรายเดือนแต่ยังมาหาประโยชน์ใช้รถหลวง สร้างความเสียหายให้กับไทยพีบีเอสโ ดยส่งเอกสารร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการนโยบาย (บอร์ด)ไทยพีบีเอส โดยผู้ถูกร้องเรียนได้แก่ นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวข่าว, น.ส.จิตติมา บ้านสร้าง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักช่าวด้านบริหาร และนายเทพชัย หย่อง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งเรื่องนี้ตกเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงสื่อสารมวลชน
ล่าสุดมีข่าวแจ้งว่า สตง. โดย นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนเช่นกัน โดยที่การใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารทั้ง ๆ ที่ได้เงินค่าพาหนะเหมาจ่ายเป็นรายเดือนอยู่แล้วกลายเป็นรับเงินซ้ำซ้อน รับประโยชน์สองทาง เป็นที่สนใจเป็นพิเศษของประชาชนและเป็นประเด็นร้อนแรง สื่อมวลชนและคนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อออนไลน์อย่างกว้างขวาง
นายมณเฑียรได้สั่งตั้ง “ทีมเฉพาะกิจ” ขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้โดย ระดมมือดีจากหลายกองมารวมกันลงไปตรวจ ประกอบไปด้วยผู้ชำนาญการพิเศษที่สามารถตัดสินใจได้เมื่อพบพฤติการณ์ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อดูเรื่องระเบียบ นิติกรดูข้อกฎหมาย โดยเฉพาะที่มีการให้สัมภาษณ์ของผู้อำนวยการไทยพีบีเอสบอกว่า หน่วยงานไม่มีระเบียบเรื่องการใช้รถหลวงมาก่อนนับตั้งแต่ก่อตั้งไทยพีบีเอสเมื่อปี 2551 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ทำให้ผู้บริหารไทยพีบีเอสที่ได้เงินค่ารถเหมาจ่ายเป็นรายเดือนไปแล้วยังใช้รถส่วนกลางเรื่อยมาจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่
ซึ่งกรณีนี้ ผู้ว่าการ สตง.ได้สั่งการให้ทีมเฉพาะกิจเร่งรัดในการตรวจให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว การตรวจสอบให้กระทำย้อนหลังไปอย่างน้อย 5 ปี หารายละเอียดจากหลักฐานข้อมูลของผู้บริหารตั้งแต่ผู้อำนวย รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยสำนักและศูนย์ ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับค่าตอบแทนค่ารถแล้วว่า มีการใช้รถส่วนกลางไปอย่างไร เข้าข่ายทุจริต หรือปล่อยปละละเลย หรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ เมื่อตรวจเสร็จให้เสนอรายงานต่อผู้ว่าการ สตง.เพื่อเสนอให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินวินิจฉัยว่ามีมูลหรือไม่ จะต้องชดใช้เงินคืนค่าเสียหายอย่างไร หรือไม่ อย่างไรก็ตาม กรณีพบว่ามีมูลความผิด สตง.จะส่งหนังสือแจ้งไทยพีบีเอสให้ดำเนินการแก้ไขภายใน 60 วัน พร้อมกันนั้น สตง.จะส่งเรื่องต่อไปยัง ป.ป.ช.หรือ ป.ป.ท.ทันทีหากพบว่า เรื่องนี้เข้าข่ายทุจริต
อนึ่ง สตง.เคยดำเนินการส่งทีมเฉพาะกิจลงไปตรวจกรณีจัดซื้อจัดจ้างแพงเกินจริงที่เป็นข่าวอื้อฉาวเมื่อหลายปีก่อน เช่น โครงการจัดซื้อเสาไฟประติมากรรม (เสาไฟกินรี) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอบต.ราชาเทวะ สมุทรปราการ พบว่าเข้าข่ายผิดระเบียบ ทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง ขาดความคุ้มค่า เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของราชการ มีการส่งเรื่องให้ป.ป.ช. ดำเนินคดีฐานทุจริตต่อหน้าที่ ขณะที่ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดทั้งทั้งอาญาแบะวินัยร้ายแรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
ผู้บริหารเลิกใช้รถส่วนกลางแต่ไม่วายดิ้นหาทางรอด
แหล่งข่าวในไทยพีบีเอกล่าวว่า หลังจากตกเป็นข่าวอื้อฉาวเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2568 เรื่องผู้บริหารไทยพีบีเอสได้เงินค่ารถเหมาจ่ายไปแล้ว ในอัตรา 17,000 - 30,000 บาท สุดแท้แต่ตำแหน่งบริหาร แต่ยังใช้รถส่วนตัวไปเพื่องานส่วนตัวและงานที่เกี่ยวกับข่าว ทำให้ผู้บริหารระดับสูงเช่น ผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการศูนย์ รองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ไม่มีใครกล้าขอเบิกรถส่วนกลางมาใช้เหมือนในอดีตเนื่องจากเกรงว่าจะถูกขุดคุ้ย ขณะเดียวกัน มีผู้บริหารบางคนก็พยายามวิ่งเต้นหาทางที่จะผ่อนหนักเป็นเบา วิ่งเต้นกับผู้ที่มีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับงานบุคคล แต่ก็ไม่ประสบผลเพราะเรื่องนี้ไม่มีใครช่วยได้ ในส่วนการเก็บข้อมูลการขอใช้รถส่วนกลางซึ่งอยู่ในสารบบของการปฏิบัติงาน ผู้จัดการที่รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลก็ปฏิเสธกับผู้ที่มาพูดคุยหารือบางคนว่า ไม่สามารถที่จะลบ ทำลาย หรือปรับแก้ไขข้อมูลใด ๆ ในการขอใช้รถซึ่ีงเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะการกระทำเช่นนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมาย มีโทษถึงขั้นจำคุก
สำนักข่าวเคว้งตั้งรักษาการ
แหล่งข่าวในไทยพีบีเอสแจ้งว่า หลังจากนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสเสนอวาระให้คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ให้อนุมัติแต่งตั้ง นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ซึ่งเกษียณอายุจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 แต่กรรมการนโยบายไม่รับพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากเห็นว่า นายก่อเขตกำลังมีปัญหากรณีถูกร้องเรียนเรื่องทุจริตใช้รถส่วนกลาง และที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาการทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักข่าวไม่มีผลงานเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ตำแหน่งรองผู้อำนวยการด้านข่าวว่างขาดคนรับผิดชอบมาเป็นเวลา 6 เดือน
สำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวที่นายก่อเขตเกษียณอายุไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายวันชัยแต่งตั้งคนมารักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าว แต่ในการทำงานจริงกลับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ด้วยประสบการณ์ โดยแหล่งข่าวรายงานว่า คนที่นั่งหัวโต๊ะควบคุมงานข่าวในแต่ละวันปัจจุบันกลายเป็นบรรณาธิการบริหารด้านข่าวสืบสวน ที่ถือว่าเป็นคนมีความสามารถนั่งควบคุมงานข่าวประจำวันแทน ขณะที่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวที่ว่างอยู่ แม้จะมีการเปิดรับสมัครมาแล้ว 3 รอบแต่ก็ยังหาคนมาดำรงตำแหน่งนี้ไม่ได้ และไม่มีใครทราบว่า จะอยู่ในสภาพเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด ทำให้บรรดาพนักงานในสำนักข่าวต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่มีประสิทธิภาพของนายวันชัยและทีมบริหาร รวมทั้งกรรมการนโยบายที่ปล่อยให้หน่วยงานนี้ขาดผู้นำทีมทางการบริหารและการปฏิบัติ ทั้งรองผู้อำนวยการด้านข่าว และผู้อำนวยการสำนักข่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของพนักงานที่ตั้งใจทำงานและต่อการบริหารงานที่ระดับหัวจะต้องกำกับดูแลการเสนอข่าวและรายการข่าว ซึ่งสื่อสาธารณะจะต้องแข่งขันกับสื่ออื่น ๆ เพื่อแสดงบทบาทด้านข่าวให้เกิดประโยชน์ต่อการรับรู้ข่าวสาร ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า คุัมค่ากับเงินภาษีที่ได้รับปีละ 2,000 ล้านบาท
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นายวันชัยได้นำเสนอต่อคณะกรรมการสรรหาและคณะกรรมการนโยบายเมื่อตอนคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฯ ว่า จะทำให้เรตติ้งของสถานีอยู่หนึ่งในสิบ อีกทั้งนายวันชัยยังเคยได้รับคะแนนสูงจากการนำเสนอทีมบริหารที่เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก ซึ่งทีมบริหารที่นายวันชัยเคยมีการเสนอชื่อ รองผู้อำนวยการที่จะมารับผิดชอบด้านงานข่าวที่มีคุณสมบัติทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ที่มีผลต่อการให้คะแนนในส่วนดังกล่าวด้วยเพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของไทยพีบีเอส แต่ท้ายที่สุดได้ถอนตัวออกไป ทำให้ตำแหน่งว่างจนถึงปัจจุบัน


