เอ็ดดี้ อัษฎางค์' นักวิชาการอิสระ ชำแหละอินโฟกราฟิกสื่อดังเข้าข่ายปฏิบัติการไอโอ บิดเบือนความรับรู้ประชาชนด้วยงานดีไซน์ แฉเทคนิคให้พื้นที่พรรคส้มเกินจริง-จงใจซ่อนชื่อ 'ศุภจี' ตัวเต็งเศรษฐกิจภูมิใจไทย พร้อมกางนโยบาย SMEs ฉบับเต็มของ ปชป.-ภท. โต้กลับสื่อที่ถูกตราหน้าว่า Double Standard!
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "เอ็ดดี้ อัษฎางค์" หรือ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ออกมาโพสต์ภาพอินโฟกราฟิกของสื่อ "The Standard" ที่เจ้าตัวชี้ว่ามีลักษณะเป็น "ปฏิบัติการไอโอ" ที่บิดเบือนความรับรู้ของประชาชนผ่านงานดีไซน์ โดยจัดทำให้พื้นที่ของพรรคประชาชนดูมีการแจกแจงรายละเอียดเป็นข้อๆ อย่างชัดเจน ในขณะที่พรรคอื่นถูกสรุปทิ้งเพียงคำโปรยสั้นๆ ทั้งนี้ นายอัษฎางค์ ได้ระบุข้อความว่า
"The Double Standard มาตรฐานแห่งการไร้ยางอายสิ้นดี!
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ภาพอินโฟกราฟิกนี้ไม่ใช่แค่การสรุปข่าวธรรมดา แต่มันคือ “ปฏิบัติการไอโอ“ ผ่านการออกแบบที่ชี้นำจิตวิทยาคนดูอย่างแนบเนียน หากมองในมุม “เกมอำนาจสื่อ” เราจะเห็นเทคนิคการบิดเบือนความรับรู้ได้
1. คนกระจอกมักจะขี้โม้
สังเกตช่อง "สีส้ม" (พรรคประชาชน) ได้รับพื้นที่ตัวอักษรมากที่สุด มีการแจงเป็นข้อ 1-2-3-4-5 พร้อมคำอธิบายละเอียดยิบ ในขณะที่พรรคอื่น ถูกสรุปหดเหลือแค่ "คำโปรย" สั้นๆ
การกระทำแบบนี้ส่ง ผลทางจิตวิทยา ทำให้คนดูผ่านๆ จะรู้สึกทันทีว่า "พรรคส้มทำการบ้านมาดีที่สุด" หรือ "มีแผนงานชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุด" ในขณะที่พรรคอื่นดู "กลวง" ทั้งที่ความเป็นจริง พรรคอื่นอาจจะมีรายละเอียดเยอะกว่านี้ แต่สื่อจงใจ "ตัดตอน" ข้อมูลออกเพื่อให้สีส้มดูโดดเด่นเหนือคู่แข่ง
2. "คนละครึ่ง" !!!
ความย้อนแย้งและการแย่งชิงผลงาน
"คนละครึ่ง" คือ Masterpiece ของ "ลุงตู่" ที่เคยช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากจนสำเร็จ แต่ในอดีตพรรคก้าวไกล (เดิม) เคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแจกเงินหรือการกระตุ้นระยะสั้นแบบนี้
สื่อที่มีมาตรฐานจริง ควรระบุว่านี่คือการ "สานต่อ" หรือ "ประยุกต์" จากของเดิม ไม่ใช่เขียนเหมือนเป็นนวัตกรรมใหม่ของพรรคส้มพรรคเดียว
3. ทำไมต้องซ่อนคุณศุภจี ?
พูดเรื่อง SMEs เรื่องเศรษฐกิจ ก็ควรเอารูปหัวหน้าเศรษฐกิจลงคู่กับหัวหน้าพรรคเพื่อโปรโมทนโยบายเศรษฐกิจมั้ย?
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ คือ "ของจริง" ในโลกธุรกิจระดับอินเตอร์ และถือเป็นจุดแข็งที่สุดของภูมิใจไทยในทีมเศรษฐกิจยุคใหม่
หากเอาหน้าคุณศุภจี มาวางเทียบกับทีมเศรษฐกิจของพรรคส้ม (ซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่าเก่งแต่ทฤษฎีในตำรา ขาดประสบการณ์บริหารจริง) จะทำให้ทีมส้มดู "หมอง" ลงทันที ดังนั้น สื่อ Double Standard จึงต้องใช้วิธี "ตัดตัวเปรียบเทียบที่แข็งแกร่งที่สุดออก" เพื่อไม่ให้ทีมที่ตนเชียร์ดูด้อยกว่า
4. บทสรุปของ The Double Standard: มาตรฐานที่หายไป?
ชื่อหัวสื่อคือ "Standard" แต่การนำเสนอชิ้นนี้สะท้อนว่า "Double Standard" (สองมาตรฐาน) ด้วยการ "จัดฉาก" ให้พรรคส้มดูเป็นพระเอกที่มีวิสัยทัศน์ละเอียดรอบคอบ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเดิมดูเป็นผู้ตามที่ไร้รายละเอียด
นี่คือตัวอย่างของ "สื่อที่ไร้มาตรฐาน" ที่พยายาม "สะกดจิตหมู่" คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ โดยใช้กราฟิกสวยๆ บังหน้าความจริงที่บิดเบี้ยว
และแสดงความ "กลัวบารมีคุณศุภจีจนออกนอกหน้า ไม่กล้าเอาภาพมาลง”
ทีนี้้ ไปดูนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยในเรื่อง SMEs อย่างย่อๆ ด้วยกัน
นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่อง SMEs
อยู่ในกรอบแคมเปญ “คนไทยหายจน” 27 นโยบาย โดยเน้นจัดซื้อจัดจ้างรัฐให้โอกาส SMEs ไทยเป็นหลัก ลดอุปสรรคกฎระเบียบ และเชื่อม SMEs เข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่
มาตรการจัดซื้อจัดจ้างเอื้อ SMEs
• ปรับเกณฑ์คัดเลือกจัดซื้อจัดจ้างรัฐ โดยให้คะแนน “แหล่งกำเนิดไทย” ก่อนราคาถูกที่สุด เพิ่มคะแนนผลประโยชน์กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ บังคับสัดส่วนสินค้าไทย และให้สิทธิสินค้า Made-in-Thailand (MiT) เสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งต่างชาติได้
• ออกแบบสัญญาใหม่ลดความเสี่ยง SMEs เช่น แบ่งจ่ายงวดงานเร็วขึ้น ลดวงเงินค้ำประกันสัญญาสำหรับสินค้าผลิตในไทย และรัฐร่วมทุน R&D กับเอกชน โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีสูง
ลดภาระภาษีและกฎระเบียบ
• ไม่เสียภาษีเงินได้สำหรับรายได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน (เพิ่มจากเดิม 26,583 บาท/เดือน) เพื่อลดภาระเจ้าของ SMEs และกระตุ้นกำลังซื้อจากผู้ประกอบการรายย่อย
• ลดกฎระเบียบล้าสมัยด้วย “Super Act” พรบ.แม่บทปรับปรุงกฎหมายไม่จำเป็น ลดขั้นตอนราชการ และเปิด Government Data (Open Data) แบบ Machine-Readable เพื่อตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ใช้ AI ตรวจจับผิดปกติ
พัฒนา SMEs สู่อุตสาหกรรมอนาคต
• เร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), อุปกรณ์อัจฉริยะ, เกษตร–อาหารทันสมัย, เทคโนโลยีขั้นสูง, เครื่องมือแพทย์, พลังงานทางเลือก, เกม, อวกาศ, FinTech โดยรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน ส่งเสริมเทคโนโลยี และลดกฎระเบียบเพื่อให้ SMEs เข้าถึง
• แผน 90 วันแรกของรัฐบาล เปิดข้อมูลรัฐ ลด bureaucracy ช่วย SMEs/Startups เข้าถึงเทคโนโลยีราคาถูก ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันกู้ เปิดตลาดโลก สนับสนุน Freelancers ด้วยสัญญาแฟร์และกองทุนครีเอทีฟเพื่อผลิตสินค้าส่งออก
นโยบาย SMEs ของพรรคภูมิใจไทย
อยู่ภายใต้กรอบ
• เศรษฐกิจ 10 พลัส
• เทรดพลัส
• แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส
• คนละครึ่งพลัส” ที่ออกแบบมาเพื่ออัดสภาพคล่อง ลดภาระภาษี และดึง SMEs เข้าโซ่อุปทานโลกเป็นหลัก
• นโยบาย “แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส”
เน้นเติมทุน ค้ำประกันสินเชื่อ และช่วยให้ SMEs ปรับตัวสู้ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยผูกกับเป้าหมายการเติบโต GDP 3%+ และ “เศรษฐกิจ 10 พลัส”
• นโยบาย “เทรดพลัส – ไทยแลนด์พลัส” มุ่งเชื่อม SMEs กับห่วงโซ่การค้าโลก สนับสนุนให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะเกษตรและเอสเอ็มอี ไปสู่โมเดลออนไลน์/asset‑light และขยายตลาดต่างประเทศโดยไม่ผูกกับขั้วภูมิรัฐศาสตร์ใดขั้วหนึ่ง
• สานต่อและขยาย “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 เน้นให้รัฐอุดหนุนสัดส่วนการใช้จ่ายของประชาชน เพื่อเพิ่มยอดขายและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายเล็ก สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยชูว่าจะ “ต้องดีกว่าเดิม” จากแบบเดิมของรัฐบาลที่ผ่านมา
• การกระตุ้นกำลังซื้อถูกวางเป็นเครื่องมือหลักให้ SMEs ได้ยอดขายทันทีควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ภาคบริการมูลค่าสูงและอุตสาหกรรมใหม่ ที่ระบุว่าต้องดึง SMEs เข้าร่วม supply chain ให้มากที่สุด
ภาษีและกฎระเบียบที่เกี่ยวกับ SMEs
• มีแนวทางลดภาระภาษีสำหรับผู้มีรายได้จากกิจการขนาดเล็ก/เอสเอ็มอี ผ่านการเพิ่ม “ค่าใช้จ่ายเหมา” ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากฐานเดิม 60% ไปสู่ระดับสูงสุด 90% จนถึงเพดานรายได้ปีละ 5.4 ล้านบาท ช่วยให้เจ้าของกิจการรายย่อยถูกสมมุติว่ามีกำไรต่ำลง จ่ายภาษีน้อยลง
• การผลักดันระบบอนุญาตและกฎระเบียบให้ทันสมัย เช่น ดิจิทัลไลเซนส์/วันสต็อปเซอร์วิส เพื่อลดต้นทุนเวลาและต้นทุนใต้โต๊ะของผู้ประกอบการ แม้ประเด็น “อวสานเงินใต้โต๊ะ” ถูกพูดเด่นในอีกพรรคหนึ่ง แต่ภูมิใจไทยก็วางตัวเองในภาพพรรคที่ใช้นโยบายที่ “ทำได้จริง” และลดความยุ่งยากทางราชการให้ภาคธุรกิจ
• ชูการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV, ดาต้าเซ็นเตอร์, สมาร์ทเกษตร, การแพทย์และสุขภาพ เป็น “เครื่องยนต์ใหม่” และย้ำเงื่อนไขให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย พร้อมทั้งดึง SMEs เข้า value chain ของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ให้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่
• สนับสนุนเกษตรกรและ SMEs ให้ใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากโมเดลใช้สินทรัพย์หนัก เป็นโมเดลบริการ/แบรนด์และเครือข่าย (asset‑light) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค"


