xs
xsm
sm
md
lg

ควันหลงดีเบตข้าว! "สิทธิพล" ร่ายยาวแย้งมุมมอง "ศุภจี" ยันรัฐไม่ควรตรวจสต๊อก-แนะโละกฎระเบียบล้าหลัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศึกดีเบตส่งออกข้าวยังเดือด! 'สิทธิพล' ส.ส.พรรคประชาชน ออกโรงโต้ปมเกณฑ์สต๊อก 100 ตัน หลังกระแสโซเชียลแห่ชม 'ศุภจี' ชี้เหตุผลความคุ้มค่าและความน่าเชื่อถืออาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยันการบังคับสต๊อกคืออุปสรรคขัดขวางรายย่อยและ Young Smart Farmer พร้อมเสนอ 'กิโยตินกฎหมาย' ปลดล็อกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นเพื่อดัน GDP ประเทศโต 1%

จากกรณีสืบเนื่องจากประเด็น "ใบอนุญาตส่งออกข้าว" ที่กำหนดต้องมีเกณฑ์สต๊อก 100 ตัน ระหว่างคุณศุภจี กับคุณศิริกัญญา ก่อนที่สุดท้ายแล้วชาวเน็ตต่างลงความเห็นชื่นชม “คุณสุภจี สุธรรมพันธุ์” จากพรรคภูมิใจไทย กันอย่างมากมายพร้อมยกให้เป็นการดีเบตสระหว่าง CEO ที่ทำงานจริงกับมักศึกษาฝึกงาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 ม.ค. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ของพรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความ หลังมีความเห็นต่างเรื่อง "เกณฑ์สต๊อกข้าว 100 ตัน" โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"สืบเนื่องจากประเด็น "ใบอนุญาตส่งออกข้าว" ที่กำหนดต้องมีเกณฑ์สต๊อก 100 ตัน ระหว่างคุณศุภจี และคุณศิริกัญญา

ในมุมคุณศุภจี เชื่อว่าจากความตั้งใจดี บอกเหตุผลของการกำหนดต้องมีสต๊อก 100 ตัน หลักๆ 2 เรื่อง คือ
- ความคุ้มค่า ..โดยมองว่าน้อยกว่านี้ ส่งไปไม่คุ้ม
- ความน่าเชื่อถือ ..ถึงเวลา ผู้ขายจะได้มีของส่ง

ผมเห็นว่าเหตุผลที่คุณศุภจีอธิบาย อาจสร้างความเข้าใจที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก อยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมเผื่อเป็นประโยชน์

- ประเด็นเรื่องคุ้มไม่คุ้ม ควรเป็นหน้าที่เอกชนที่จะพิจารณาเอง ไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล ถ้าเขาไม่คุ้ม เขาก็ไม่ขาย โดยเฉพาะในวงการข้าว รวมถึงสินค้าเกษตรหลายอย่าง ที่ในการขายใช้วิธีหาออเดอร์ ผู้ซื้อผู้ขายคุยราคากันก่อน แล้วผู้ส่งออก ค่อยไปดูว่าหาสินค้าจากไหน ราคาเท่าไหร่

ดังนั้นผู้ค้าส่วนใหญ่เขาจะรู้แต่แรกว่าราคานี้กับต้นทุนนี้ คุ้มหรือไม่คุ้ม ขายหรือไม่ขายดี

- 100 ตันในมุมคุณศุภจี ที่บอกว่าน้อยกว่านี้ไม่คุ้ม ..เอาเข้าจริง ในการค้าข้าว เวลาขายกับลูกค้าใหม่ ปกติเขาไม่สั่งถึง 100 ตัน เขาจะลองสั่งตู้เดียวก่อน หรือแค่ 25 ตัน เพื่อดูคุณภาพสินค้า ซึ่งผู้ส่งออกก็จะปรับราคาสำหรับสินค้าล๊อตนี้ให้ครอบคลุมต้นทุนของเขา และถ้าราคาไม่ได้ ผู้ส่งออกก็ไม่รับออเดอร์

ดังนั้นการส่งออกน้อยกว่า 100 ตันจึงไม่ถึงกับไม่คุ้ม เพราะผู้ส่งออกปรับราคาได้ แต่กำไรอาจไม่มาก เพราะยอดขายมันน้อย ปริมาณมันน้อย แต่สิ่งนี้ถ้ารายเล็กทำได้ มันช่วยให้รายเล็กเปิดตลาดได้ สร้างโอกาสใหม่ๆให้เค้า ไม่งั้นผู้ส่งออกก็จะมีแต่รายใหญ่รายเดิมๆ

- ข้อกำหนด 100 ตัน จึงเป็นอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นหน้าใหม่ ผู้เล่นรายเล็ก ทั้งที่รัฐบาลบอกพยายามผลักดันให้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มี young smart farmer แต่พอถึงเวลาเขาอยากขายเอง เปิดตลาดเอง รัฐกลับสร้างอุปสรรค โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลกเชื่อมต่อง่าย คนรุ่นใหม่มีเครื่องมือเทคโนโลยีในการทำมาค้าขาย เขาอาจหาตลาดใหม่ เปิดตลาดในประเทศ ในเมืองใหม่ๆ ในอีกซีกโลกได้ ..ข้อกำหนด 100 ตันจึงเป็นอุปสรรคสำหรับเขา หากลูกค้าอยากลองเริ่มซื้อแค่ตู้เดียว

โดยเฉพาะข้าวประณีต ข้าว GI ที่คุณศุภจีพยายามผลักดัน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี น่าสนับสนุน การปลดล็อกนี้คือการสนับสนุนเขาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่ปลูกจนถึงขายได้

- ข้อกำหนด 100 ตันจึงเป็นภาระสำหรับการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เกษตรกรรุ่นใหม่ที่อยากค้าขายเอง ขณะเดียวกัน จะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ก็ทำให้ผู้ส่งออกจำกัดแต่ในรายเดิมๆ ที่มีอยู่

- ส่วนเรื่องทำให้ลูกค้าเชื่อถือ เบี้ยวหรือไม่เบี้ยว ..ประเด็นข้อกำหนด 100 ตัน ไม่ได้ช่วยให้ผู้ส่งออกไม่เบี้ยวส่งข้าว เพราะถ้าเขามี 100 ตัน แต่ไปโม้ขาย 200 ตัน หรือ 1,000 ตัน แต่ถึงเวลาหาข้าวไม่ได้ ก็ไม่มีข้าวส่งอยู่ดี พูดง่ายๆ ข้อกำหนด 100 ตัน ไม่ได้รับประกันว่ามีของส่ง แต่สร้างภาระให้รายย่อยในการส่งออกเอง .. ที่สำคัญถ้ารัฐจะคิดแบบนี้ คงต้องไปแทรกแซงทุกตลาดสินค้า ไปรับประกันสต๊อกสินค้าส่งออกทุกประเภท ทั้ง หมูเห็ดเป็ดไก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ จิวเวลรี
และระหว่างเอกชน-เอกชน เค้ายังมีกลไกป้องกันการเบี้ยวระหว่างกัน เช่น การมัดจำ การทำหลักประกัน (Finacial Guarantee) ระหว่างกันได้ ซึ่งปกติในการค้าขาย ก็มีอยู่

- ที่สำคัญ ไม่แน่ใจคุณศุภจีทราบหรือไม่ ผู้ส่งออกข้าวจำนวนมากไม่มีสต๊อกเก็บข้าวเอง ต้องไปใช้สต๊อกของโรงสี ดังนั้นข้อกำหนดนี้เอาจริงสร้างภาระหลายอย่าง ทั้งทำให้ผู้ส่งออกต้องไปหาโรงสีสำหรับไว้ให้รัฐตรวจ ซึ่งแน่นอน เกิดต้นทุนกับทั้งโรงสีและผู้ส่งออก ขณะเดียวกันก็สร้างสต๊อกลมในวงการข้าว หลายครั้งมีการนับซ้ำ จนไม่รู้มีปริมาณข้าวจริงในตลาดเท่าไหร่

- ประเด็นเรื่องทำให้ลูกค้าเชื่อถือ ถ้ารัฐคิดอยากทำ ก็ควรหามาตรการอื่นในการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ส่งออก โดยไม่ต้องใช้ข้อกำหนด 100 ตัน เช่น สร้างกลไกที่สามารถส่งสัญญาณความน่าเชื่อถือของแต่ละบริษัท เช่น เปิดเผยข้อมูลบริษัทเป็นสาธารณะ ทั้งข้อมูลผู้ถือหุ้น ผู้จดทะเบียน กรรมการ วันเดือนปีที่ก่อตั้ง ประวัติการซื้อขาย ซึ่งจริงๆ ถ้ารัฐจะทำเรื่องนี้ ไม่ควรเจาะจงเฉพาะเรื่องข้าวด้วยซ้ำ ควรทำทั้งหมด การทำเรื่องนี้ยังมีประโยชน์หลายเรื่อง เช่น แก้ปัญหานอมินี แก้ปัญหาล้งต่างชาติที่เข้ามาผูกขาดหลายสินค้าเกษตรในบ้านเรา แก้ปัญหาบริษัทปลอมทำยอดส่งออกเทียมหลอกลวงผู้ถือหุ้น

สำหรับพรรคประชาชน เราเห็นว่ารัฐควรยกเลิกกฎระเบียบและใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นทั้งหมด เพราะสร้างข้อจำกัดและต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ กฎระเบียบและใบอนุญาตทุกประเภท ควรมีเท่าที่จำเป็น ที่สำคัญกฎระเบียบหรือใบอนุญาตทุกใบสร้างต้นทุนกับผู้ประกอบการรายเล็กมากกว่ารายใหญ่เสมอ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลประชาชนจะเอาจริง คือการยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เราจึงมีทีมบริหารด้านปฏิรูปรัฐโดยเฉพาะ ที่มีภารกิจทำเรื่องนี้เลย และจะทำในทุกกระทรวง

เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยเติบโต หลายครั้งเวลาเราบอกประเทศไม่มีงบประมาณ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ถดถอย จะเอาเงินที่ไหนมาทำให้เศรษฐกิจเติบโต อยากบอกว่า การปรับปรุงกฎหมาย ยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น นี่แหละ คือของฟรี ไม่ต้องใช้ตังค์ แต่ต้องใช้ความตั้งใจ ต้องเอาจริง ต้องมีความรู้และเจตจำนงทางการเมือง (Professional Will & Political Will) ..ถ้าทำได้ จะช่วยลดต้นทุนให้ระบบเศรษฐกิจ สร้าง GDP ให้ประเทศมหาศาล ที่สำคัญเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยโตได้ง่ายขึ้น ประชาชนทุกคนใช้ชีวิตง่ายขึ้น การปรับลดกฎระเบียบ ใบอนุญาตเหล่านี้ ช่วยประหยัดต้นทุน ให้เศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่า 1% ของ GDP ..ที่สำคัญ ทำทีเดียว เกิดประโยชน์ตลอดไป !!"


กำลังโหลดความคิดเห็น