ยูทูบเบอร์เจ้าของเพจดัง "The Country Collectors" ออกโรงแฉ ถูกทางการกัมพูชาสั่งระงับแชร์วิดีโอ หลังเจ้าตัวเล่านาทีระทึกถูกทำร้ายที่นครวัดต่อหน้าเจ้าหน้าที่แต่ไร้คนช่วย เผยถูกตำรวจข่มขู่ให้เซ็นเอกสารขอโทษแลกการไม่ต้องติดคุก 3 ปี พร้อมโต้เดือดปมรับเงินรัฐบาลไทยมาดิสเครดิตเพื่อนบ้าน ยันมีหลักฐานถูกซ้อมจนซี่โครงร้าวแต่กลับถูกเมินรักษา พร้อมขู่คนในประเทสแชร์คลิปเท่ากับเป็นกบฏ
จากกรณี ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุชายชาวต่างชาติเจ้าของเพจ "The Country Collectors" ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงที่นครวัดในประเทศกัมพูชาต่อหน้าฝูงชน ไกด์ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม้ว่าเราจะขอความช่วยเหลือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่มีใครเข้าgเข้ามาช่วยเหลือเลย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวหนุ่มเจ้าของเพจที่มีผู้ติดตามมากถึงกว่า 1 แสนคน ยังได้เปิดเผยเรื่องน่าสนใจอีกว่า ตนโดนข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและการดูแลทางการแพทย์ที่ล่าช้า และความพยายามที่จะปิดปาก
ต่อมา เมื่อวันที่ 7 ม.ค. เจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความอีกครั้ง ชี้ ว่าตนเองโดนรัฐบาลของประเทศกัมพูชาปิดปาก ด้วยการระงับการแชร์วิดีโอประสบการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"รัฐบาลกัมพูชาได้ดำเนินการอย่างเป็นทางการเพื่อปิดปากเรื่องนี้
ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเรื่องนี้จะบานปลายขนาดนี้ หลังจากที่ฉันแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการถูกทำร้ายที่นครวัด หน่วยงาน APSARA แห่งชาติได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับวิดีโอของฉัน รวมถึงเอกสารที่ขอให้ประชาชนหยุดแชร์วิดีโอนั้น นั่นหมายความว่าหากพวกเขาไม่เชื่อฟัง พวกเขาจะถูกจำคุกในข้อหากบฏ
ลองคิดดูสักครู่
ฉันจะบอกว่ามันน่าตกใจ แต่หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย แทนที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องความหละหลวมด้านความปลอดภัยในสถานที่ หรือวิธีที่ตำรวจจัดการกับสถานการณ์หลังจากนั้น กลับกลายเป็นว่าพวกเขาพยายามปรับเปลี่ยนเหตุการณ์ ลดทอนความสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้น และปิดกั้นการพูดคุยโดยสิ้นเชิง
เอกสารเหล่านั้นอธิบายเหตุการณ์ว่าเป็น “ข้อพิพาทส่วนตัว” อ้างว่าได้รับการแก้ไขในวันเดียวกัน และแนะนำว่าเจ้าหน้าที่จัดการทุกอย่างอย่างเหมาะสม นั่นไม่ได้สะท้อนถึงประสบการณ์จริงของเราเลย
สิ่งที่รบกวนจิตใจฉันมากที่สุดไม่ใช่คำวิจารณ์ แต่เป็นความคิดที่ว่าบุคคลที่แชร์ประสบการณ์จริงที่มีหลักฐานบันทึกไว้ กลับไม่ได้รับการตอบสนองด้วยความรับผิดชอบหรือความโปร่งใส แต่กลับถูกกดดันจากทางการให้เงียบ
ฉันได้ชี้แจงอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่า
• นี่ไม่ใช่การโจมตีประชาชนชาวกัมพูชา
• ฉันได้พบกับชาวบ้านที่ใจดีและให้ความเคารพมากมาย
• นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เดียว ความล้มเหลวในการรักษาความปลอดภัย และการตอบสนองที่น่ากังวลอย่างยิ่งหลังจากนั้น
การพูดความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่สบายใจไม่ใช่การไม่เคารพ
การปิดปากต่างหากที่เป็นการไม่เคารพ นี่คือเอกสารที่ออกให้ ฉันแบ่งปันเพื่อให้ผู้คนได้เห็นด้วยตนเองและตัดสินใจว่าพวกเขาคิดอย่างไร
สำหรับผู้ที่โจมตีฉัน ทั้งชาวต่างชาติและชาวกัมพูชา นี่คือส่วนที่คุณมองข้ามไป ข้อความของวิดีโอนี้เกี่ยวกับคุณ มันเกี่ยวกับว่าผู้คนหันหลังให้เร็วแค่ไหน ความเห็นอกเห็นใจหายไปได้ง่ายแค่ไหน บ่อยครั้งที่สัญชาตญาณคือการปกป้องระบบแทนที่จะเป็นผู้คนและง่ายกว่ามากที่จะเมินเฉยเมื่อสิ่งต่างๆ เลวร้ายหรือผิดพลาด มากกว่าที่จะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง
คำถามที่แท้จริงที่ฉันถามในวิดีโอนั้นไม่ใช่ "ใครถูกใครผิด?"
แต่คือ คนดีๆ หายไปไหนหมด?
ฉันยืนยันในประสบการณ์ของฉัน ฉันยืนยันในการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ฉันยืนยันในผู้คนที่กล้าหาญที่จะออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมา และฉันยืนยันในการพูดความจริง แม้ว่ามันจะทำให้ผู้มีอำนาจรู้สึกไม่สบายใจจนอยากจะปิดปากมันก็ตาม
ฉันรู้สึกเห็นใจประชาชนชาวกัมพูชาที่ดีที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวต่อสถานการณ์เช่นนี้ ความหวาดกลัวที่ไม่ได้เกิดจากประชาชนทั่วไป แต่เกิดจากความล้มเหลวของระบบราชการและการขาดความรับผิดชอบ และแม้แต่คนที่โจมตีฉัน เสียงโกรธเกรี้ยวในความคิดเห็น ก็สมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าการใช้ชีวิตภายใต้ระบบที่สอนให้เงียบงัน ข่มขู่ และไม่แยแส แทนที่จะปกป้องและให้ความยุติธรรม"
ต่อมา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. เจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความอีกครั้ง ระบุ สวัสดีนักสะสมประเทศทุกท่าน นี่คือวิดีโอที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้ทำอีกครั้ง หลังจากที่ฉันแชร์ประสบการณ์การถูกทำร้ายที่นครวัด วิดีโอนั้นถูกจำกัดและแบนในกัมพูชาโดยรัฐบาล และเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริงก็เริ่มแพร่กระจายแทนที่จะเป็นการรับผิดชอบ
วิดีโอในวันนี้ไม่ใช่เรื่องดราม่า แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การตอบสนองหลังจากนั้น และทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั่วโลก นี่ไม่ใช่การโจมตีชาวกัมพูชา แต่เป็นเรื่องของความล้มเหลวของระบบและความสำคัญของการพูดอย่างตรงไปตรงมา
สำหรับคลิปวิดีโอในช่องยูทูปของเจ้าตัวจากช่อง The Country Collectors ชื่อตอนว่า "Cambodian Cover-Up: THE TRUTH About My Angkor Wat Attack" ซึ่งเป็นการออกมาอธิบายและโต้ตอบหลังจากที่คลิปก่อนหน้านี้ (เรื่องที่เขาถูกทำร้ายร่างกายที่นครวัด) กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
1. การถูกบิดเบือนและ "ปิดปาก" โดยทางการกัมพูชาแถลงการณ์แบนคลิป เจ้าของช่องนำเอกสารทางการจากหน่วยงานของกัมพูชา (APSR) มาแสดง ซึ่งสั่งแบนคลิปของเขา โดยระบุว่าเหตุการณ์เป็นเพียง "การทะเลาะวิวาทส่วนตัว" และมีการใช้คำหยาบคายทั้งสองฝ่าย
เจ้าของช่องยืนยันว่าข้อมูลในแถลงการณ์เป็นเท็จ เขาไม่ได้ใช้คำหยาบ และไม่ได้เริ่มก่อน แต่เป็นการเตือนนักท่องเที่ยวรัสเซียที่แซงคิวและคุกคามหญิงชรา
ประเด็นที่รุนแรงที่สุดคือ เขาเปิดเผยว่าตำรวจขู่จะจำคุกเขาและเพื่อน 3 ปี หากไม่ยอมเซ็นเอกสารขอโทษ ทำให้การขอโทษที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไม่ได้มาจากความสมัครใจ แต่เกิดจากการข่มขู่
2. ประเด็นดราม่าพาดพิงถึง "ไทย"
มีคอมเมนต์จำนวนมากกล่าวหาว่าเขาได้รับเงินจ้างวานจากรัฐบาลไทยให้มาดิสเครดิตกัมพูชา หรือตั้งคำถามว่าทำไมถึงมีซับไตเติลภาษาไทย
เขาปฏิเสธเรื่องการรับเงินอย่างสิ้นเชิง และอธิบายว่าเขามีผู้ติดตามชาวไทยเยอะมาก (จากการทำคลิปในไทย) จึงแปลภาษาไทยเป็นปกติอยู่แล้ว และย้ำว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในกัมพูชา ไม่ควรโยงไปเป็นประเด็นระหว่างประเทศ
3. การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่
เขาเล่าถึงความเจ็บปวดจากการถูกทำร้าย (กระดูกซี่โครงร้าว, ตาบาดเจ็บจนมองไม่เห็นชั่วคราว) แต่กลับถูกปฏิเสธการรักษาพยาบาลเป็นเวลานาน
ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในที่เกิดเหตุไม่ให้ความช่วยเหลือ แถมยังหัวเราะเยาะ และพยายามกลบเกลื่อนเรื่องราวมากกว่าจะให้ความยุติธรรม
4. สงครามโซเชียลและข่าวปลอม (Fake News)
มีการสร้างข่าวปลอมเพื่อดิสเครดิตว่าอาการบาดเจ็บของเขาเป็นเรื่องโกหก หรือเป็นเพียงรอยช้ำเล็กน้อย ทั้งที่เขามีหลักฐานทางการแพทย์ชัดเจน
เขาแสดงความเห็นใจคนกัมพูชาที่ต้องอยู่ภายใต้การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร โดยอ้างว่ามีคนเตือนเขาว่าคนกัมพูชาที่แชร์คลิปนี้อาจมีความผิดฐานกบฏ
คลิปนี้ไม่ได้ต้องการโจมตีชาวกัมพูชา แต่เป็นการ "แฉ" กระบวนการยุติธรรมและการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่พยายามปกปิดความจริง รวมถึงการตอบโต้กลุ่มคนที่เข้ามาโจมตีด้วยข้อมูลเท็จ โดยเขายืนยันเจตนาเดิมคือต้องการให้สังคมกล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนก็ตาม


