รายงานพิเศษ
“ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมที่มาจากฝ่ายการเมือง เริ่มมีความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจากเชิงนโยบายของการจัดการกับของเสียอันตรายหรือกากอุตสาหกรรมแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ควรเดินหน้าต่อ ไม่ว่ารัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนใหม่จะเป็นใคร”
ดาวัลย์ จันทรหัสดี ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม มูลนิธิบูรณะนิเวศ แสดงความเห็นถึงหนึ่งในปัญหาที่อาจจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในระหว่างที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศไทย หลังศาลรัฐธรรมนูญคำสั่งสั่งให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
“ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรมคนต่อไปมาความสำคัญกับนโยบายการจัดการปัญหากากอุตสาหกรรมอย่างมาก” ดาวัลย์ กล่าว
“ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่มีหนึ่งในงานที่ต้องยอมรับว่ามีความก้าวหน้าไปเรื่อยๆ คือ การแก้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจากโรงงานกลุ่มรับกำจัดหรือบำบัดของเสีย ... การดำเนินการกับกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาเปิดโรงงานรีไซเคิลที่ทำผิดกฎหมายมากมายต่อเนื่องมาตลอด 7-8 ปี ที่ผ่านมา ในฐานะอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม... การจัดการกับขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งมารีไซเคิลกับโรงงานทุนจีน”
“รวมไปถึงการพยายามในการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ตั้งแต่ความพยายามในการหางบประมาณมาฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับกระทบในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานมาก ... การเริ่มดำเนินคดีอาญากับผู้ประกอบการที่กระทำผิด ... การเริ่มมีกระบวนการตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมเองที่มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ... ไปจนถึงการเสนอให้มีกฎหมายใหม่มาใช้แก้ปัญหา” ดาวัลย์ อธิบาย
“ถ้าต้องกลับมานับ 1 กันใหม่ คงจะน่าเสียดายมาก”
ดาวัลย์ ผู้ซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปี ทำงานต่อสู้กับมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม จึงต้องการส่งข้อความนี้ไปยัง “นายกรัฐมนตรี” คนต่อไป เพื่อขอให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม” โดยขอให้เลือกคนที่พร้อมจะสานงานต่อในการแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรง และขอให้อย่าเลือกใครก็ตามที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพื่อแสวงหาประโยชน์จากขบวนการกากอุตสาหกรรม
“เราไม่อยากได้รัฐมนตรีอุตสาหกรรมที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังกับผลประโยชน์ในวงการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม” ดาวัลย์ ย้ำด้วยเสียงหนักแน่น
“ในอดีตที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมทำหน้าที่ในการส่งเสริมอุตสาหกรรม แต่กลับละเลยการจัดการของเสียอันตรายที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม ... ซึ่งในช่วงหลังที่เราได้ทำงานร่วมกับข้าราชการหลายระดับในกระทรวงอุจสาหกรรมมากขึ้น ก็เป็นเพราะฝ่ายการเมืองมีนโยบายให้ข้าราชการสามารถเข้าไปจัดการกับโรงงานเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องมีความกังวลใดๆ”
“เราพบว่า ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม เขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอะไร จัดการอย่างไร จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรครั้งสำคัญที่จะต้องเดินหน้าต่อ ... มันอยู่ที่ “นโยบาย” จากฝ่ายการเมืองเท่านั้น ที่จะต้องบอกว่า อนุญาตให้เขาได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังหรือไม่” ดาวัลย์ ทิ้งท้ายเสียงดัง
นี่เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ... รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม