xs
xsm
sm
md
lg

ปาหี่ “คณะอ้วน ชวนอ้วก” โชว์กินข้าวเก่า แผนพา “ปู” กลับบ้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ภูมิธรรม” ขุนพลคู่ใจ “ทักษิณ” ยอมกินข้าวเก่าเก็บ 10 ปีโชว์ ไม่สนเสียงทักท้วงเรื่องความปลอดภัย เราะต้องการสร้างภาพ ก่อนนำข้าวไปไประมูลขาย ฟอกขาวให้โครงการจำนำข้าว กลบบาดแผลให้พรรคเพื่อไทย พร้อมพา “ยิ่งลักษณ์” กลับประเทศ จับตาบริษัทประมูลได้ ขายที่ไหน ราคาเท่าไหร่ โยงคนเพื่อไทย ซ้ำรอยจีทูจีเก๊ หรือไม่



ในรายการ  “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก”เมื่อวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการได้กล่าวถึงเรื่องที่น่าตลกขบขันกรณีกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำข้าราชการ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ไปยังโกดังเก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ยุค รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังระบายไม่หมด โดยนายภูมิธรรมได้พยายามโชว์กินข้าวเก่าค้างเก็บอายุ 10 ปี ให้สื่อมวชนได้เก็บภาพ หลังจานั้นก็รีบโพสต์ทวิตเตอร์ทันทีว่า “พิสูจน์ด้วยภาพ หลังจากพิสูจน์ด้วยสายตาสื่อหลากหลายฉบับ”


รวมทั้งมีความพยายามโพสต์ภาพ “แยม” นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวคนดังของช่อง 3 และ เว็บไซต์ The Reporters ทำท่าดมข้าวสวยที่อ้างว่าหุงจาก “ข้าวเก่าอายุ 10 ปี” จากโครงการจำนำข้าว เสมือนว่าข้าวหุงเสร็จแล้วก็สามารถนำมารับประทานได้ปกติ

ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วข้าวดังกล่าวนั้นมีการซาวข้าวไปแล้วถึง 15 ครั้ง จึงจะมีการนำมาหุงให้รับประทานขณะที่ในอีก 2 วันต่อมา นายภูมิธรรมกลับอ้างว่า ซาวแค่ 5 ครั้งเท่านั้น และบอกว่าข้าวแต่ละถุงมีความแตกต่างกัน มีฝุ่นมากฝุ่นน้อย จะซาวจะกี่ครั้งก็ซาวเถอะ ซาวให้สะอาด ซึ่งวันนั้นซาวกันแค่ 5 ครั้ง ส่วนใครจะซาว 10 หรือ 15 ครั้ง ก็ขึ้นอยู่กับความในใจของตัวเอง นี่ไม่ใช่ประเด็น อย่าเบี่ยงประเด็นไปอย่างอื่นและอ้างว่าที่ต้องทำอย่างนี้ เนื่องจากข้าวถูกทิ้งไว้ในโกดังปิดตายมา 10 ปีแล้ว จึงต้องจัดการให้มันจบ โดยตนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เป็นข้าวดี ไม่ใช่ข้าวเน่า


การกระทำดังกล่าวของนายภูมิธรรม เรียกได้ว่าสวนข้อเท็จจริง, ผิดหลักของความเป็นจริง, ผิดหลักวิทยาศาสตร์ ราวกับว่า นายภูมิธรรม คิดว่าคนไทย 70 ล้านคนโง่เง่า และคงจะกินแกลบ ไม่เคยกินข้าว ไม่เคยหุงข้าวรับประทานกันมาก่อน !?!

เพราะเป็นที่รับรู้กันไปทั่วว่าโดยปกติแล้วประเทศไทยนั้นเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ คนไทยกินข้าวสาร ข้าวหอมมะลิ เป็นอาหารหลักโดยข้าวสารที่เก็บไว้หนึ่งปีก็ถือว่าเป็นข้าวเก่า ข้าวนานแล้ว และไม่ค่อยรับประทานกัน ส่วนคนที่หุงข้าว ทำครัว ที่บ้านก็จะทราบดีว่า แม้แต่ข้าวที่บรรจุถุง หรือ ใส่ในภาชนะพลาสติกสุญญากาศอย่างดี แต่ก็มักจะมีมอด แมลงขึ้นได้อยู่เสมอ โดยเพียงแค่ระยะเวลาไม่กี่เดือน หรือ ไม่ถึงปี ถ้าเก็บอย่างไม่ระมัดระวังข้าวที่เก็บไว้ในตู้ก็มีมอด แมลง หรือ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ มากินจนข้าวจากเมล็ดสวย ๆ ก็จะแตกหัก หรือ ป่นกลายเป็นผงไปบางส่วนแล้ว ต้องนำมาล้าง มาซาวข้าวก่อนนำไปหุงรับประทาน


ยิ่งไปกว่านั้น การซาวข้าวก่อนหุงปกติก็มักจะซาวกันไม่เกิน 3 ครั้ง หรือ อย่างมากก็ไม่เกิน 5 ครั้ง ไม่ใช่ซาวแล้วซาวอีกกันเป็น 10 ครั้ง 15 ครั้ง ก็ไม่ใช่วิธีปฏิบัติอย่างปกติทั่วไป

ที่สำคัญคือ นายอภูมิธรรมไม่สนเสียงวิจารณ์หรือทักท้วง ในเรื่องความปลอดภัยใด ๆ เนื่องจากข้าวที่เก็บไว้ไม่น้อยกว่าสิบปีแบบนี้ นั้นต้องมีการรมควันกันมอดกันหลายครั้ง และสารพัดยากำจัดแมลง รวมทั้งเพื่อรักษาความชื้นให้ได้มาตรฐาน คนที่กินอาจมีปัญหากับสุขภาพทันที หรือ ส่งผลในระยะยาวได้


“ผมเห็นข่าวผมก็โทรไปคุยกับ พี่ชายผม สุเทพ ลิ้มทองกุล ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ทำเรื่องข้าวมาชั่วชีวิตเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าว กระทรวงเกษตร นอกจากนี้ยังได้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จนเกษียณอายุในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ

“พี่เทพผมพอได้ยินเรื่องก็หัวเราะแล้วบอกว่า ตามหลักแล้ว ข้าวสารจะเก็บได้นานต้องเก็บในที่มิดชิด อุณหภูมิก็ต้องต่ำกว่า 20 องศา  แล้วเมืองไทยมันกี่องศา แถมเก็บในโกดังอีก ปกติ 1-2 ปีก็นานแล้ว นี่สิบปีมันจะไปเหลืออะไร”
นายสนธิกล่าว

นอกจากนี้ นักวิชาการด้านเกษตรหลายคน ระดับอาจารย์ทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น รองศาสตราจารย์พันทิพา พงษ์เพียจันทร์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเกษียณอายุไปแล้ว และเป็นผู้เชี่ยวชาญสอนด้านการผลิตอาหารสัตว์ เขียนตำรามาหลายต่อหลายเล่มเลย ก็ออกมาโพสต์ว่า อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สัตว์ก็ยังไม่สามารถรับประทานข้าวเก่าที่เก็บมา 10 ปีนี้ได้


อาจารย์พันทิพา โพสต์ข้อความสรุบได้ว่า

1.การนำข้าวเก่า ค้าง 10 ปี มาหุงรับประทานโชว์กัน นั้นผู้ที่รับประทานเข้าไปจะได้รับสารพิษจากเชื้อราไปแล้วไม่น้อย หลายตัวหลายชนิด

2.ปกติสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์ จะเก็บพวกธัญเมล็ดต่างๆ (รวมถึงข้าว) ได้อย่างมาก 1 ปี ที่อุณหภูมิห้อง เช่นเดียวกับที่โรงสีที่โชว์เก็บ แต่ก่อนเก็บนอกจากรมควันแล้ว ความชื้นในเมล็ดธัญพืชจะต้องไม่เกิน 12% เพราะพวกนี้สามารถดูดซึมน้ำกลับได้ ซึ่งสภาพการเก็บของโรงสีที่เห็น ใส่ในกระสอบป่าน โอกาสดูดซึมน้ำกลับ ทำให้ความชื้นของเมล็ดข้าวสูงขึ้นแน่นอน หากจะเก็บไว้นานกว่านี้ ต้องเก็บในสภาพเย็นแบบแห้ง (Cold dry processing) อุณหภูมิต้องไม่เกิน 13 °C ทำให้แมลงไม่ฟักออกเป็นตัว

3.การที่เมล็ดข้าวมีความชื้น ส่งเสริมการเติบโตของมอด แมลงต่างๆ หลักฐานประจักษ์ขณะซาวข้าว(15 ครั้ง ตามข่าว ซึ่งข้าวปกติเราล้างไม่ถึง 3 ครั้ง)การมีมอดแมลง มูลของแมลงเหล่านี้นำมาซึ่งการเจริญของเชื้อรา และแบคทีเรีย ทำให้เน่าได้รับสารพิษโดยไม่รู้ตัว

4.จากสภาพข้าวที่หุงออกมา จะมีข้าวจำนวนไม่น้อย ที่มีสีน้ำตาลตรงปลายเมล็ด นั่นคือเมล็ดข้าวที่ขึ้นรา อย่างน้อยต้องตรวจพบสารพิษอะฟลาท็อกซิน 1 ตัว ซึ่งสารนี้ทนอุณหภูมิได้ถึง 250°C และยังจะมีสารพิษอื่น ๆ ตามมาอีกหลายตัว อุณหภูมิข้าวที่เราหุงน้ำเดือด 100°C ไม่สามารถทำลายพิษจากเชื้อราได้ อาจได้แค่แบคทีเรียจากมูลของแมลง


อาจารย์พันทิพา สรุปว่า ข้าวดังกล่าวไม่สามารถนำไปขายให้คน หรือ สัตว์รับประทานได้เนื่องจากจะมีคนป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น ส่วนเมื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ก็จะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ เนื้อ นม ไข่ ที่มีสารพิษจากเชื้อราตกค้างในอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้นเช่นกัน

ส่วนแนวคิดของการนำข้าวดังกล่าวไปขายให้อัฟริกา ชื่อเสียงข้าวเน่าเสียของไทยจะกระจายไปทั่วโลก คู่แข่งเราจะได้เปรียบ กว่าเราจะกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาคงหลายปี เสียตลาดข้าวให้คู่แข่ง โดยเขาไม่ต้องออกแรงเลย และที่สำคัญบาปตกอยู่กับผู้คิด ผู้ขาย แน่นอน และท้ายที่สุด อาจารย์พันทิพาแนะนำว่า ข้าวค้างเก่า 10 ปีเหล่านี้เพียงสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อ ผลิตเป็นแอลกอฮอล์ หรือน้ำส้มสายชู ได้เท่านั้น !

กินข้าวเน่า กับภารกิจพา “ปู” กลับบ้าน

แม้เสียงทักท้วง เสียงก่นด่าจะอื้ออึงไปทั่วทั้งประเทศ แต่ของแบบนี้ “อ้วน ภูมิธรรม” ซึ่งเป็นขุนพลการเมืองคู่ใจของ ทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่ยุคก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ก็พร้อมที่จะลุยถั่วไปแบบหน้าด้าน ๆ โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

เพราะเบื้องหลัง และจุดประสงค์ของ การจัดฉากโชว์กินข้าวเก็บไว้ 10 ปีไม่เสีย ดังกล่าว ของอ้วน ภูมิธรรม แน่นอนว่าคนต่างมองเห็นว่า เป็นความเชื่อมโยงกับเรื่อง "จำนำข้าว" และกลายเป็นคำถามที่พูดกันให้แซดในแวดวงสื่อมวลชนว่า “อ้วน ภูมิธรรม” กำลังวางแผนฟอกขาวโครงการจำนำข้าว ให้กับน้องสาวเจ้าของพรรคเพื่อไทย ใช่หรือไม่ ?


เพราะอย่างที่เห็นกัน โครงการจำนำข้าว คือ บาดแผลอักเสบทางนโยบายของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับประเทศหลายแสนล้านบาท และยังเป็นนโยบายที่ทำให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถูกศาลฎีกาฯตัดสินจำคุก 5 ปี จนต้องหนีไปต่างประเทศไปอยู่กับพี่ชาย ตั้งแต่ปี 2560

ทิ้งให้สองรัฐมนตรีที่เคยอยู่กระทรวงพาณิชย์ ทั้ง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และ นายภูมิ สาระผล รวมถึงข้าราชการอีกหลายคนต้องติดคุกอยู่จนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ บาดแผลในเรื่องความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว ก็เป็นเรื่องที่ทิ่มแทงใจเพื่อไทยมาตลอด ชนิดเถียงไม่ขึ้น เพราะหลายหน่วยงานในภาครัฐ รวมถึงฝ่ายต่าง ๆ ที่ออกมาตรวจสอบ โครงการจำนำข้าว ก็ให้ข้อมูลตัวเลขเหมือนกันว่าเสียหายหลายแสนล้านบาท

เรียกได้ว่า บาดแผลลึกจากจำนำข้าว เพื่อไทย เมื่อตอนนี้กลับมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องพยายาม กอบกู้-ชำระล้าง อย่างน้อยเปลี่ยนจากสีดำให้เป็นสีเทาก็ยังดี โดยใช้กลไกอำนาจรัฐเข้ามาช่วย ซึ่งสิ่งที่ “อ้วน ภูมิธรรม” กำลังทำ ก็น่าจะอยู่ในแผนนี้


ที่สำคัญที่สุดก็คือ หลายคนกำลังจับตากันตอนนี้ว่า จะมี “ดีลลับรอบสอง” พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับไทยโดยไม่ต้องรับโทษติดคุก เพราะก่อนหน้านี้ นายทักษิณ บอกไว้เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาว่า ต้องการให้ ยิ่งลักษณ์ กลับมาเล่นสงกรานต์ที่เชียงใหม่บ้านเกิดในปีหน้า

ประกอบกับตอนนี้ คดีความของยิ่งลักษณ์ในชั้นศาล จบหมดแล้ว หลังศาลฎีกายกฟ้องทั้งคดีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และ คดีงบโรดโชว์ ซึ่งต่อมาทั้งอัยการสูงสุด และ ป.ป.ช. ก็กลับไม่ยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองที่เกี่ยวข้องกับยิ่งลักษณ์

จะหลงเหลือก็แค่ “คดีจำนำข้าว คุก 5 ปี” คดีเดียว ที่ยังเป็นปัญหาสำคัญของทักษิณและเพื่อไทยว่าจะพายิ่งลักษณ์กลับมาอย่างไร ซึ่งนายทักษิณ ก็คงกำลังหาหนทางช่วยน้องสาวอยู่

เรื่องการช่วยยิ่งลักษณ์ ให้สามารถกลับประเทศไทยได้แบบสะดวกโยธินเหมือนพี่ชาย นั้นติดตรงที่ ศาลฎีกาฯ นั้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ทั้งยังมีประเด็นน่าสนใจตรงที่ว่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน ศาลปกครองสูงสุด ก็เพิ่งจะสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว เป็นเงินกว่า 35,000 ล้านบาท


ด้วยเหตุนี้จึงต้องพยายามคลี่คลายทำให้ “คดีจำนำข้าว” และ “ความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว” เบาบางลง เพื่อเป็นการฟอกขาว ลดกระแสต่อต้าน หากยิ่งลักษณ์กลับมา โดยวิธีการอย่างหนึ่ง ก็คือ ต้องพยายามทำให้ คนทั่วไปมองว่า โครงการจำนำข้าวไม่ได้สร้างความเสียหายมากมายอย่างที่หลายคนคิด และเริ่มให้คนของเพื่อไทย ออกมาสร้างกระแส ความผิดของยิ่งลักษณ์ เป็นแค่เรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่การทุจริต

ซึ่งหากทุกอย่างเดินไปตามนี้ แล้วได้ผล เพื่อไทย คงมองว่า จะเป็นการค่อย ๆ เปิดประตู พายิ่งลักษณ์ กลับมาได้ โดยมีแรงต้านน้อยที่สุด

แต่คนในสังคม ก็เริ่มออกมาแสดงท่าทีรู้ทัน กลเกมของเพื่อไทยและทักษิณ จึงไม่แปลก ที่ อ้วน ภูมิธรรม รีบออกมาดักทางไว้ก่อน ว่า การกินข้าวโชว์ดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับคดีจำนำข้าว และจะมีการนำข้าวไปประมูล ซึ่งเชื่อว่า กองข้าวดังกล่าว น่าจะขายได้ ร่วมๆ 200-400 ล้านบาท


“การที่“อ้วน ภูมิธรรม” ที่มีตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ออกมาโต้ชาวเน็ตด้วยว่า อย่าใช้จินตนาการเกินความจริง ถ้าข้าวมีพิษตัวคุณภูมิธรรมเองก็ตายก่อน ผมอยากบอกอย่างนี้ครับว่า ขอโทษนะครับ กินโชว์ไปคำ 2 คำคงไม่ถึงกับตาย ถ้าให้ดี ก็ให้ ครม. ทั้งสภา ส.ส.เพื่อไทย ทั้งหมดกินไปเลยทุกวันทุกมื้อ กินให้พอใจ

“ส่วนสื่อมวลชนคนไหน ไม่เฉพาะ แยม ฐปนีย์ หรือ สรยุทธ สุทัศนะจินดา จะกินก็อย่าแค่กินโชว์ กินทุกวันไปเลย เอาไปให้พนักงานช่อง 3 กับพรรคพวก ครอบครัว เพื่อนฝูงกินด้วย เพื่อพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่แค่เล่นละคร ปาหี่หลอกประชาชนไปวัน ๆ ซึ่งเป็นเรื่องบาปมหันต์



“ที่สำคัญถ้าขายข้าวข้ามทศวรรษนี้ ออกได้ ก็อย่าลืมเปิดเผยด้วยว่า บริษัทอะไรที่ประมูลไป? เอาไปขายที่ไหน? ขายได้ราคาเท่าไหร่? ให้ประชาชนรับทราบ เพื่อไม่ให้คนเขาครหาได้ว่ากลุ่มที่มาประมูล ก็อาจมีความสัมพันธ์กับ ส.ส. หรือคนในพรรคเพื่อไทยก็ได้ เหมือนกับกรณี จำนำข้าวจีทูจีเก๊ ของ “เสี่ยเปี๋ยง” นายอภิชาติ จันทร์สกุล

“สุดท้าย ถ้าข้าวปนเปื้อนสารพิษ ทั้งยากำจัดมอด ยารักษาความชื้น สารอะฟลาท็อกซิน แล้วเอาออกไปจำหน่ายเนี่ย ผมเห็นว่าประชาชนต้องร่วมกันฟ้องร้องทั้งรัฐ และเอกชนที่ดำเนินการนะครับ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องปากท้อง สุขภาพของคนไทย และชื่อเสียงของข้าวไทยโดยตรง”
นายสนธิกล่าว