จับผิดละครลวงโลก “บิ๊กต่อ-บิ๊กโจ๊ก” ร่วมแถลงจูบปากยุติความขัดแย้ง ทั้งที่วันก่อนจะฆ่ากันตาย แฉคืนวัน 19 มี.ค. “สุรเชษฐ์” ดอดคุย “ต่อศักดิ์” ก่อนเปิดแถลงข่าวเกี้ยเซียะวันต่อมา เพราะต่างฝ่ายต่างเอามือบีบไข่ซึ่งกันและกัน เลยตกลงต่างฝ่ายปล่อยมือออกจากไข่ เอาตัวเองรอด อ้างเซ็ตซีโร่ รักษาภาพลักษณืองค์กร
ในรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก”เมื่อวันศุกร์ที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการได้กล่าวถึงกรณีเมื่อวันพุธที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวร่วมกันระหว่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ว่า เป็นการเล่นละครรักหวานเจี๊ยบชื่นมื่นกัน ทั้งๆ ที่วันก่อนจะฆ่ากันตายเสียให้ได้ทั้งสองคน ซึ่งคำแถลงข่าวทั้งของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์" ถูกจับผิดได้หมด
นายสนธิ กล่าวว่า ก่อนการแถลงข่าว คืนวันอังคารที่ 19 มีนาคม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เข้าไปหา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปคุยกันตัวต่อตัวเป็นเวลานาน แน่นอนที่สุด มีการต่อรองว่าให้เรื่องมันจบ ต่างฝ่ายต่างจากกันด้วยดี และให้ส่งเรื่องคดีทั้งหมดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปที่ ป.ป.ช. เพราะว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่กล้าที่จะรับหมายเรียก
“ต่อศักดิ์” อ้างลบภาพความขัดแย้งกับ “สุรเชษฐ์” จะส่งคดีทั้งหมด ให้ ป.ป.ช.
สำหรับการแถลงข่าวละครลวงโลก เมื่อวันที่ 20 มีนาคมนั้น เริ่มจาก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ อ้างว่าเพื่อไม่ให้มีภาพความขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็เลยจะส่งคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทั้งหมดไปที่ ป.ป.ช.เพื่อจะให้เป็นคนกลางในการทำให้เกิดความยุติธรรม เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด
“ถ้าคุณพูดอย่างนี้ก็แสดงว่าที่พนักงานสอบสวนและสืบสวน บช.น. ที่เขาทำมาตลอด เขาไม่ใช่คนกลางหรือ เขาทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เขาว่าไปตามหลักฐานหมด แม้กระทั่งต่อศักดิ์ คุณเองคุณก็เคยพูดไม่ใช่หรือ ให้ผมขุดออกมาไหม เอาคำพูดของคุณมาตบหน้าคุณ คุณบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามหลักฐาน แล้ววันนี้คุณกลับบอกว่าเพื่อให้คนกลางให้ความยุติธรรม นั่นข้อแรก” นายสนธิ กล่าว
ในการแถลง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ยังอ้างอีกว่าได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีแล้ว ในการส่งคดีทั้งหมดไป ป.ป.ช. ทั้งที่คดีฟอกเงินเว็บพนัน BNK Master ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดนพร้อมกันกับลูกน้องอีก 4 คน รวมเป็น 5 คนนั้น ตำรวจออกหมายจับไปแล้ว 4 และให้ออกหมายเรียก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงถือว่าเริ่มกระบวนการของพนักงานสอบสวนไปแล้ว
คดีนี้ ข้อแรก เป็นคดีฟอกเงิน ไม่ใช่คดีมาตรา 157 ที่ต้องส่ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนคดีฟอกเงิน ซึ่งนายกฯ ควรจะสำเหนียกเรื่องนี้เอาไว้ด้วย หลังจาก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์บอกว่าเรียนนายกฯ แล้ว ถ้านายกฯ เออออห่อหมกด้วย ก็ทำผิดกฎหมาย เพราะอำนาจ ป.ป.ช.ไม่มีในคดีฟอกเงิน
เรื่องที่สอง คดีนี้เป็นคนละคดีกับคดีเว็บพนันมินนี่ เพราะนี่คดีแยกต่างหากออกมาเลย เหตุเกิดที่เตาปูน และหาดใหญ่ ไม่ใช่คดีมินนี่ ที่ส่งเข้า ป.ป.ช.ไปหมดแล้ว
ข้อที่สาม คดีนี้ส่งไปให้อัยการ อัยการส่งไปให้ศาลแล้ว
ข้อที่สี่ ศาลอาญาที่อนุมัติหมายจับและให้ออกหมายเรียกนั้น มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ พิจารณาหลักฐานทั้งหมดที่ฝ่ายตำรวจเสนอไป เห็นว่าถูกต้องแล้ว มีหลักฐานครบเพียงพอ จึงอนุมัติให้ออกหมายจับ 4 หมาย ส่วนหมายจับที่ 5 ให้เปลี่ยนเป็นหมายเรียกก่อน
“คุณต่อศักดิ์ คุณสุรเชษฐ์ และท่านนายกฯ ครับ ท่านจะรู้ดีกว่าศาลอาญาได้อย่างไร ก็ศาลท่านดูแล้ว ก็แสดงว่าสิ่งที่ตำรวจทำเรื่องนี้ขึ้นไป แล้วไปยื่นต่อศาลนั้น เป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด เพราะถ้าหลักฐานมีไม่พอ หรือหลักฐานปรุงแต่งอะไรก็ตาม ศาลจะไม่ยอมให้ออกหมายจับอย่างแน่นอนที่สุด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่”
“คำถามมีต่ออีก ถ้าเรื่องถึงศาลแล้ว คุณจะเรียกเรื่องกลับได้อย่างไร
“คุณบอกไม่มีความขัดแย้ง หรือจะมีความขัดแย้ง มันเป็นเรื่องของคุณ แต่เรื่องทำผิดกฎหมาย นี่คือเรื่องทำผิดกฎหมาย พวกคุณทั้งต่อศักดิ์ ทั้งสุรเชษฐ์ ชอบอ้างเลยว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ชอบเหลือเกินเวลาพูดแล้วตัวเองเท่ แต่พอมาวันนี้เกี้ยเซียะกัน ตกลงกันว่าจะเอามือปล่อยออกจากไข่ของแต่ละคน ไม่บีบกันแล้ว ก็เลยบอกว่าส่งไปที่ ป.ป.ช.” นายสนธิ กล่าว
ทั้งนี้ คดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่ เป็นกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทำผิดมาตรา 149, 157 เป็นการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ทำแล้ว แต่กรณีกระทำผิดเกี่ยวกับเว็บ BNK Master ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น เป็นฐานความผิดตามพระราชบัญญัติการฟอกเงิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. จะโยนให้ ป.ป.ช.ทำได้อย่างไร
“แล้วคุณคิดว่าตำรวจที่น่าสงสาร ที่ตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ เที่ยงตรง มันจะรู้สึกอย่างไรกับคุณต่อศักดิ์ ? คุณนี่วุฒิภาวะความเป็นผู้นำไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว คุณเอาตัวรอด เพราะคุณไม่ต้องการให้สุรเชษฐ์ มาแฉเรื่องของคุณใช่ไหม คุณถึงตกลงกันว่าเอาส่ง ป.ป.ช. เป็นคนกลางแล้วกัน คุณสุรเชษฐ์ คุณก็แฮปปี้ คุณได้ยืดเวลาต่อ เพราะคุณก็รู้ว่า ป.ป.ช. ต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 1-2 ปี คุณจะได้มีโอกาสวิ่งเต้นตามวิสัยที่คุณถนัด”
ส่วน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ปากหวาน อ้างพี่น้อง ไม่มีความขัดแย้ง ทั้งที่ประชาชนทั่วไปรู้มาตั้งนานแล้วว่ามีความขัดแย้งกันกันมานานแล้ว
นายสนธิ กล่าวอีกว่า เดิมที พล.ต.อ.สุรเชษฐ์คิดว่าจะรอให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์เกษียณก่อน แล้วตัวเองมีภาษีที่เป็นรองผู้บัญชาการแห่งชาติที่อาวุโสสูงที่สุดก็น่าจะได้ขึ้นเป็นคนถัดไป แต่เรื่องมันเกิดเพราะ "กำนันนก" คนที่เข้าข่ายที่จะต้องโดนเล่นงาน ชื่อ พ.ต.อ.เบิ้ม ที่ฆ่าตัวตายไป เป็นเด็กของพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ จึงมีการโทรศัพท์ไปข่มขู่ครอบครัวของ พ.ต.อ.เบิ้ม เพื่อบีบให้ พ.ต.อ.เบิ้มให้การเพื่อซัด พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ แต่ พ.ต.อ.เบิ้ม ตัดสินใจตัดตอนตัวเองไปเสีย
“ทำไมสุรเชษฐ์ ถึงสนใจในเรื่อง พ.ต.อ.เบิ้ม มากนัก ? ก็เพราะว่าไปดูหมอดูมา เป็นคนเชื่อหมอดู หมอดูบอกว่าต้องขึ้นปีนี้ให้ได้ ถ้าไม่ขึ้นปีนี้ จะต้องรอไปอีกนาน กว่าจะได้ขึ้น คนเชื่อหมอดู คนเชื่อไสยศาสตร์ คนเชื่อสายมูฯ นิสัยจะเป็นอย่างนี้กันทั่วๆ ไป”
นายสนธิ กล่าวต่อว่า จากวันนั้นเป็นต้นมา ความขัดแย้งก็เริ่มปะทุ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ชอบพูดอยู่เรื่องเลยว่ามีเบื้องหลังของเงินผิดกฎหมายโอนเข้าบัญชี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ หลายๆ บัญชี ชอบพูดให้คนใกล้ชิดทราบ แต่ทำไม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่แจ้งความ เก็บเอาไว้รอแบล็กเมลหรือเปล่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ก็เลยเอาคืน เพราะรู้อยู่แล้วว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับลูกน้อง เกี่ยวพันกับเว็บพนันอะไรบ้าง นั่นคือที่มาของการดำเนินคดีกับตำรวจ 8 คน รวมทั้ง พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ที่มีคอมพิวเตอร์บันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ลูกน้องทำ ทุกเรื่องมีหมดแม้กระทั่ง "ตั๋วช้าง" ที่ส่งไปให้นายรังสิมันต์ โรม เอาไปอภิปรายในสภาฯ
“ต่อ-โจ๊ก” เจื้อยแจ้วปากหวานอ้างพี่น้อง โยนขบวนการสื่อเป็นตัวการ
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่า "วันนี้ต้องเรียนว่า เรื่องเดิม เรื่องเก่า เราไม่ต้องคุยแล้ว วันนี้ต้องเดินหน้าทำงานให้ประชาชนอย่างเดียว วันนี้ผมต้องทำงานช่วยท่าน ผบ.ตร. ทำงานขับเคลื่อนอย่างเดียว"
ขณะที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เสริมว่า "เรียนพี่น้องสื่อมวลชน จริงๆ เราไม่ได้มีความขัดแย้งเลย เราฟังจากสื่อโซเชียล ผมบอกเลย จากวันนี้ไป ถ้ามันมีโซเชียลออกมาในลักษณะเหมือนกับผมออก พี่โจ๊กออก มันไม่ใช่ผมสองคนเลยนะ ผมอยากจะรู้ มันก็มีคนที่มีความพยายามที่จะให้เกิดความขัดแย้ง จากนี้ไปถ้ามีโลกโซเชียลที่พยายามจะให้เราขัดแย้ง มันไม่ใช่จากพี่ หรือจากพี่โจ๊กเลย แสดงว่ามันต้ตองมีขบวนการที่จะทำอย่างนี้"
“คุณต่อศักดิ์ คุณสุรเชษฐ์ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องการกระทำความผิดของตำรวจ แล้วพวกคุณกุมไข่กันเอง ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ แล้วพวกคุณใช้เงินผลประโยชน์เข้าล่อกับเครือข่ายสื่อมวลชนที่พวกคุณซื้อได้ ส่วนสื่อมวลชนอย่างผมมันจะไปกระพือความขัดแย้งได้อย่างไร เพราะสิ่งที่ผมพูดออกมาทุกอาทิตย์ มันเป็นความจริงที่มีหนึ่งเดียว พวกคุณหยุดเล่นละครได้แล้วว่าไม่มีความขัดแย้ง” นายสนธิ กล่าว
“โจ๊ก”ไขสือ อ้างยังไม่ได้รับหมายเรียก ถึงเวลา Set Zero กู้ภาพลักษณ์ตำรวจ
นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังบอกว่า "กระบวนการรับหมายยังไม่เริ่ม การแถลงข่าววันนี้ เวลานี้ เป็นการให้สัญญาณประชาชนแล้วว่าวันนี้ เวลานี้ เราเริ่มสตาร์ทแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ความสุข ความสามัคคี ตำรวจที่ทำงานจะต้องมีความสุข ทุกคนก็เป็นรุ่นน้องของ ผบ.ตร.ต่อศักดิ์ ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องกินข้าวกับ ผบ.ตร. จันทร์ พุธ ศุกร์ อย่างนี้เป็นต้น ท่านอยู่ที่ไหน ผมขอไปกินกับท่าน อันนี้ในฐานะเป็นน้อง อันนี้คือจบ และวันนี้ต้องเซ็ตซีโร่”
“คุณเซ็ตซีโร่อะไร คุณต่อศักดิ์ คุณสุรเชษฐ์ คนทั่วไปทำผิดกฎหมาย คุณจับเขา คุณดำเนินคดี ส่งอัยการ ส่งศาลพิพากษา ซึ่งพิพากษาว่าผิดก็ต้องติดคุก ไม่ผิดก็รอดคุก แต่พอดีพวกคุณเป็นตำรวจ รักษากฎหมาย บอกว่าพวกกูทำผิด พวกกูช่วยอาชญากรเว็บพนัน กูฟอกเงินให้อาชญากร เฮ้ย ลืมๆ ไปแล้วกันนะ เซ็ตซีโร่ อย่างนี้ได้หรืออย่างไร คุณบ้าหรือเปล่า คุณเป็นตำรวจได้อย่างไร ผมโคตรดูถูก คนนินทาหมาดูถูกจริงๆ พวกคุณนี่” นายสนธิกล่าว
“โจ๊ก” อ้างเป็นคนมีคุณธรรม ไม่แก้แค้นกลุ่มพนักงานสอบสวน 200 กว่าคน
พอผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถ้าส่งเข้า ป.ป.ช. แล้วเป็นเงื่อนเวลาที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะเอาคืนกับพนักงานสอบสวนหรือเปล่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ตอบว่า "พี่เชื่อว่าในวันนี้เราคุยกัน สิ่งที่คนที่จะเติบโตขึ้นมาระดับนี้ หรือระดับ ผบ. ที่กำลังจะเป็น ผบ."
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบเสริม "อีกอย่าง ถามว่าผมเหลือเวลาเกษียณอีก 7 ปี มันไม่ได้นาน มันไม่มีใครขัดแย้งกันจนเกษียณหรอก อีกอย่างนะ รู้จักกันทั้งนั้น ใช้คุยทีเดียวแบบลูกผู้ชายก็จบแล้ว ทุกวันนี้ต้องให้อภัย ผู้บังคับบัญชาต้องเสียสละ และให้อภัย"
นายสนธิ กล่าวว่า ถ้าคนระดับ ผบ. อย่างทั้งสองคนมีคุณธรรมจริงอย่างที่ว่า เรื่องทั้งหมดนี้คงไม่เกิดขึ้น แล้วทั้งสองคนก็ไม่ต้องมานั่งตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จแถลงข่าวกันอย่างนี้ องค์กรตำรวจก็ไม่ต้องปั่นป่วนเละเทะเน่าเฟะกันอยู่ทุกวันนี้ แล้วอ้างว่าจะช่วยพนักงานสอบสวน 200 กว่าคนที่อ้างว่าจะถอนฟ้องให้ เพื่ออะไร ?
พนักงานสอบสวน 200 คนเขาพร้อมจะทำหน้าที่ของเขา เขาพบการกระทำผิดเขาก็สืบสวนสอบสวนคดี เดินหน้าไป ส่วนกลุ่มผู้ต้องหาจะฟ้อง ก็ฟ้องไป เขาพร้อมจะสู้คดีไป
“อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ มีคนตั้งเงินกองทุนแล้วที่จะว่าจ้างทนายเพื่อสู้คดีที่คุณฟ้อง เขาไม่ได้กลัวอะไรคุณเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะสุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏ ศาลก็จะตัดสินไปเอง ใครได้ประโยชน์ ? ประเทศชาติ ประชาชน สังคมได้ประโยชน์ ไม่ใช่ต่างคนต่างกุมไข่กันไประหว่างคุณกับต่อศักดิ์ เกี้ยเซียะกัน พูดจาสวยหรู ว่าไม่มีความขัดแย้ง ถอนฟ้องเรื่องก็จบ มันจะจบได้อย่างไร ก็ความผิดมันสำเร็จแล้ว ทุกอย่าง แดงออกมาแล้ว วิธีเดียวที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้คือต้องทำความจริงให้ปรากฏ” นายสนธิกล่าว
อ้างรีบจับมือแถลงข่าว ไม่เกี่ยวกับการเปิดชื่อย่อ
ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับกรณีมีการเปิดเผยชื่อย่อนายตำรวจใช่ไหม ? พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบว่า "ต้องเรียนว่าท่าน ผบ. ท่านก็คุยกับผมตั้งแต่เมื่อเช้าว่าไม่มีประเด็นไหนเลย มีประเด็นอย่างเดียวคือต้องการจะทำให้ตำรวจยุติ ต้องการทำให้เกิดความสามัคคี ไม่มีความเข้าใจที่เคลือบแคลง แล้วเดินหน้าทำงานให้ประชาชน"
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า "แล้วที่ท่านนำเกียรติ เปิดเผยชื่อย่อไปเมื่อวานนี้ ต้องมีการตรวจสอบว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร เส้นทางการเงินก็ต้องมีคำอธิบาย ? พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบว่า "ก็วันนี้ยังไม่มีอะไร ส่วนนั้นก็ต้องว่ากันไป" พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เลยเสริม "พี่สั่งไปแล้ว แต่มันยังไม่ได้เป็นคดี ยังไม่เป็นคดี น้องต้องเข้าใจก่อน สิ่งที่น้องจะถาม กำลังจะทำให้เกิดประเด็นอย่างนี้ คือทำให้เกิดความแตกแยก ทำให้องค์กรถูกลด ด้อยค่าองค์กรพี่ …ประเด็นพวกนี้ ชื่อย่อ) พี่ตรวจสอบหมดแล้วล่ะ แฟร์ๆ พี่นี่แฟร์ที่สุด”
"คุณต่อศักดิ์ คุณสุรเชษฐ์ครับ ไอ้ชื่อย่อที่ พล.ต.ต.นำเกียรติ ซึ่งเป็นคนสนิทของสุรเชษฐ์ เอามาเปิดนั้น คุณต้องทำเป็นคดีสิ คุณจะมาเปิดแบบนี้แล้วบอกแฟร์ๆ ได้อย่างไร คุณสุรเชษฐ์ ถ้าชื่อที่เปิดแล้วมันเกี่ยวพันกับต่อศักดิ์ ในเรื่องการฟอกเงิน แล้วเข้าไปถึงครอบครัวเขาด้วย คุณต้องเปิด และคุณต้องแจ้งความดำเนินคดี ก็ไม่ใช่เพราะชื่อย่อพวกนี้ของคุณเหรอ ที่เอามาเพื่อแบล็กเมล และนำไปสู่การพบปะกันเมื่อวันอังคารที่ 19 ที่ห้องทำงานของ ผบ.ต่อศักดิ์
“จะมาตรวจสอบทางลับ ฮั้วกันว่าไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว ไม่ได้ เพราะเพียงคุณสองคนเท่านั้น ต่อศักดิ์ และ สุรเชษฐ์ ที่รู้ พนักงานสอบสวนอีกหลายคนก็รู้ เพราะมีหลักฐานเช่นกัน ผมก็รู้ เพราะผมก็มีหลักฐาน
“ผมท้าคุณสุรเชษฐ์ คุณนำเกียรติ รวมทั้งถึงรักษาการ ผบ.ตร. ที่อยู่ปัจจุบัน ต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นคดี ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง "ต." นั้นหมายถึงต่อศักดิ์ หรือว่าหมายถึง "เติมศักดิ์" "ก." หมายถึง "กุ๊กไก่" ภรรยาของ "ต่อศักดิ์" หรือเป็นชื่ออะไรของใครก็ได้ มันหมายถึงใครกันแน่ มาพูดกันลอยๆ อย่างนี้ได้อย่างไร
ส่วนที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ บอกว่า "กองเชียร์ต้องเข้าใจสถานการณ์ ถ้าท่านทำอย่างนี้ ท่านกำลังทำลายองค์กร ทุกอย่างมีกรรม ท่านกำลังทำกรรมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ"นั้น นายสนธิ กล่าวว่า “คนที่ทำลายองค์กรตำรวจนั้น ไม่ใช่สื่อมวลชน ไม่ใช่นักข่าว ไม่ใช่ตำรวจชั้นผู้น้อยที่เขาทำตามหน้าที่สืบสวนสอบสวนผู้กระทำผิด แต่เป็นพวกคุณนี่ล่ะ นายตำรวจระดับสูง ระดับผู้นำองค์กรอย่างคุณ และระดับรองผู้นำองค์กร พวกคุณนี่กัดกินองค์กรตำรวจ เหยียบหัวลูกน้อง แย่งชิงตำแหน่ง เกี้ยเซียะกันเองเพื่อเอาตัวคุณรอด”
ทั้งนี้ เมื่อบ่ายวันพุธที่ 20 มีนาคม หลังจากมีคำสั่งเด้งเข้าสำนักนายกฯ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "ยอมรับคำสั่งตามนายกรัฐมนตรี ยังยืนยันตนไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความทุกข์ใดๆ ภูมิใจที่เป็น ผบ.ตร. คนที่ 14 ถึงจะให้อยู่สำนักนายกฯ จนเกษียณ ก็ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น เหนื่อยแล้ว พักแล้ว สบายใจมาก แม้ถูกย้ายไปช่วยราชการ พี่กยังเป็น ผบ.ตร.อยู่ ส่วนจะกลับมาได้ภายใน 194 วันหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยินดีหากต้องเกษียณอายุราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และไม่ได้กังวลอะไร คนเรามาเพื่อจาก จะกลับหรือไม่กลับ พี่ก็เป็น ผบ.ตร. คนที่ 14 …ไม่ได้หวั่นไหว ไม่ได้ท้อ ไม่ได้เหนื่อย แรงบันดาลใจของพี่คือรัชกาลที่ 9 ท่านเหนื่อยมาทั้งชีวิต พี่รับราชการแค่ 20 ปี บอกพี่ท้อ พี่เหนื่อย พี่ท้อ พี่เหนื่อย เพราะพี่ทำทุกวันนี้เพื่อพระองค์ท่าน”
นายสนธิ กล่าวว่า รับไม่ได้ที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์อ้างในหลวง รัชกาลที่ 9 ว่าเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของตัวเอง และอ้างว่าทำงานเพื่อสถาบัน เพราะตั้งแต่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. ไม่เห็นทำหน้าที่ปกป้องสถาบันที่เป็นรูปธรรม มีเพียงการแสดงความจงรักภักดีด้วยการจัดพิธีกรรม แค่นั้นเอง หลายๆ เรื่อง ลูกน้องทำเองทั้งหมด อย่างเช่นเรื่องสามนิ้ว เรื่อง “แบม-ตะวัน” เรื่องโน้นเรื่องนี้ การจงรักภักดีของพล.ต.อ.ต่อศักดิ์คือการทำพิธีกรรม กราบไหว้บูชาแล้วก็บอกว่าจงรักภักดี
“ถ้าคุณจงรักภักดีจริง คุณสาบานต่อหน้าฟ้าดินไหม ว่าคุณเป็นตำรวจมาคุญไม่เคยทุจริต ไม่เคยรับเงินรับทองใคร จะทำงานเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตราบชีวิตจะหาไม่ คุณกล้าไหม ทำพิธีสาบานอย่างจริงจังเลย ถ้าผมพูดไม่จริง ขอให้ผมพินาศฉิบหาย ถึงวงศ์ตระกูลของผมด้วย คุณไม่กล้าหรอก”
นายสนธิ กล่าวต่อ ว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์รู้ใช่หรือไม่ ว่าล่าสุดฝ่ายปกครองเข้าไปจับบ่อนที่นนทบุรี คนรู้กันทั่วว่าผู้การเมืองนนท์นั้นเป็นคนสนิทของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สนิทมานานแล้ว แต่ไม่รู้เรื่องเลยใช่ไหมว่าเมืองนนท์มีบ่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดมานานแล้ว จนกระทั่งฝ่ายปกครองทนไม่ไหว ต้องเข้าไปจับเอง
ส่วน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ชอบพูดตลอดว่า ไปสู้กันที่ศาล ถ้ามั่นใจว่าไม่ผิด ทำไมไม่ไปมอบตัว ซึ่งก็ต้องถุามกลับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ว่า ถ้าไม่ผิดทำไมไม่ไปมอบตัวเลย ทำไมต้องดิ้นเพื่อให้ส่งไปที่ ป.ป.ช.
“ผมรู้ว่าเกมของคุณ ถึงแม้ว่าอิทธิพลที่คุณมีต่อ ป.ป.ช. วันนี้อาจจะเสื่อมถอยลงไปบ้าง แต่คุณให้ส่ง ป.ป.ช. เพื่อคุณจะได้ซื้อเวลาช่วงหนึ่ง เพราะคุณรู้ว่า ป.ป.ช. ต้องใช้เวลาเป็นปี เปิดโอกาสให้คุณสามารถจะติดต่อคนรู้จักกัน เพื่อจะช่วยดูแลคุณเป็นพิเศษ”
“แล้วผมได้ข่าวมา เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ เรื่องเกี่ยวกับการได้เงินสดเข้ามา ได้จากค่านายหน้าของการแนะนำขายพระให้กับเซียนพระชื่อดัง ชื่อ "อั๊ง ชลบุรี" ผมจะบอกข่าวร้ายให้คุณรู้นะ คนที่คุณไปสัมภาษณ์เขา อ้างชื่อเขาว่าเป็นอดีตผู้ว่าฯ อายุ 90 ปี เขาคุยให้การกับ ปปป. เรียบร้อยแล้ว ว่าจริงๆ แล้วขายพระไปแค่หมื่นเดียว ไม่รู้นะ ผมอาจจะผิดก็ได้ แต่ได้ข่าวว่าเขาไปให้การกับ ปปป.แล้ว ว่าทั้งหมดขายพระไปแค่หมื่นบาท แล้วพระตั้งสิบกว่าล้านบาท องค์ 8 ล้านบาท แล้วอั๊ง ก็บอกว่าเขาให้ค่าคอมมิชชันคุณไป 4 ล้านบาท โน่นนี่ มาจากไหนกันแน่
“เพราะฉะนั้นแล้ว คุณรู้ว่าที่คุณต้องวิ่งไปเจอวันที่ 19 ก็เพราะว่า คุณรู้ว่าถ้าหากคุณยังล่าช้า ไม่คุยกันให้รู้เรื่อง พอหมายที่ 2 หมายที่ 3 มา เขาจะออกหมายจับคุณได้แล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว คุณบอกมาซิ คุณคงไม่บอกแน่นอน ถึงบอก เราไม่มีวันรู้ความจริง คุณพูดความจริงหรือเปล่าว่า คืนวันที่ 19 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในห้องของต่อศักดิ์ พวกคุณสองคนคุยอะไรกัน เจรจาต้าเอี้ย เกี้ยเซียะอะไรกันบ้าง” นายสนธิ กล่าว
นายสนธิ กล่าวอีกว่า หาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คุณมั่นใจว่าไม่ผิด ต้องไปมอบตัวแล้วสู้กันในศาล แต่ที่ไม่ยอมมอบตัว เพราะกลัวว่าถ้ามอบตัวแล้วกลายเป็นจำเลย ก็จะถูกดำเนินการทางวินัย ตำรวจซึ่งถูกดำเนินคดีความนั้นจะต้องให้พักราชการก่อน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์รับไม่ได้ที่ต้องถูกพักราชการ จึงพยายามยื้อออกไปก่อน เมื่อคดียังไม่เริ่มต้น ก็ยังเป็นรอง ผบ.ตร.อยู่ และมีสิทธิ์จะเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร. จึงต้องซื้อเวลาเท่านั้น แต่ต้องวิ่งหนักหน่อย
จากนี้ไป จะเห็นทั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เล่นละครหลอกพวกประชาชนต่อไปด้วยคำหวาน ทั้งสองคนจะเน้นว่าจะให้ไปเป็นอะไรก็ได้ ไม่ขัดข้อง แต่ขอให้พี่น้องประชาชนได้รับการดูแลจากตำรวจ เป็นคำหวานที่ประชาชนฟังมาจนเอียนแล้ว
“ผมจะแนะนำอะไรให้อย่างนะครับ คุณต่อศักดิ์ คุณบอกว่าคุณเหนื่อย คุณขอพัก เชื่อผมสิ คุณอย่าพักเลย คุณลาออกไปเลยดีกว่า สิ้นเรื่องสิ้นราว คุณสุรเชษฐ์ คุณพูดตลอดเวลา มีประจักษ์พยานคำพูดของคุณ เวลาคุณดำเนินคดีใคร คุณก็บอกมาตลอดเวลา ว่า ถ้าเชื่อว่าตัวเองไม่ผิด ก็มามอบตัวและสู้คดีในศาล ให้ศาลเป็นคนตัดสิน ผมขอคุณแค่นี้ คุณทำให้ได้ไหม คุณก็ทำให้ไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นแล้ว มันก็พิสูจน์ชัดว่าพวกคุณตกลงกัน”
นายสนธิ กล่าวอีกว่า ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่พ้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ต่อด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ มาจนถึงปัจจุบัน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล 3 คนนี้ไม่มีวุฒิภาวะผู้นำเลย เอาตัวเองเป็นตัวตั้งหมด การเป็นผู้นำในองค์กรอย่างเช่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องสามารถทำให้ประชาชนเห็นว่า ประชาชนสามารถพึ่งพาได้ในเรื่องความยุติธรรม และสามารถพึ่งพาตำรวจได้ในยามที่เขามีทุกข์ อีกมิติหนึ่งต้องมีภาวะผู้นำ ให้ลูกน้องมีความเชื่อมั่นว่าผู้นำของเขาสามารถออกมาดูแลปกป้องพวกเขาได้เมื่อทำคดีแล้วถูกอำนาจอิทธิพลมากลั่นแกล้งเขา อย่างเช่นลูกน้องของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ที่ทำคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ตอนนี้ ก็ไม่สบายใจเพราะ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ไม่ออกมาปกป้องเขาเลย ทิ้งเขาไปหมด


