พิสูจน์อำนาจอิทธิพล “บิ๊กโจ๊ก” ใน ป.ป.ช. เมื่อเจ้าหน้าที่เป็นเสียเอง ช่วยตกแต่งหลักฐานทรัพย์สินหวังให้รอดพ้นคดีพิวพันเว็บพนัน “มินนี่” แต่งานนี้ไม่พ้นสายตาตำรวจ ปปป.แจ้งความดำเนินคดีแล้ว 3 ราย ซ้ำยังพบเส้นทางเงิน พ่อบ้านนายตำรวจใหญ่จ่ายผ่านบัญชีม้าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.พร้อมลูกเมีย แถมรับคนใกล้ชิดเข้ารับเป็นตำรวจเป็นการตอบแทน
ในรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก”เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการได้กล่าวถึงพฤติกรรมของคนในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ที่กระทำการทุจริตประพฤติมิชอบเสียงเอง กรณีที่มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ช่วยตกแต่งพยานหลักฐานประกอบการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายตำรวจใหญ่
ทั้งนี้ หากเปรียบการชี้แจงรายการทรัพย์สินของข้าราชการเหมือนการทำข้อสอบ ก็จะมีกรรมการ-เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่ทุจริตไม่เพียงแต่หยิบเอาข้อสอบมาเปิดให้ข้าราชการที่ทุจริตดูข้อสอบล่วงหน้าเท่านั้น แต่ยังอาจกล่าวได้ว่า แทบจะจับมือ “ช่วยเขียน-ช่วยทำ” ข้อสอบให้เลยก็ว่าได้
กรณีล่าสุด คือเมื่อวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2567 สำนักข่าวอิศราก็ได้เผยแพร่ข่าวที่สั่นสะเทือนวงการข้าราชการ และการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยพาดหัวข่าว “เหตุเกิดที่ สตช.! แกะรอยคดี 3 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. 'ชาย 2 หญิง 1' ช่วย 'บิ๊กตำรวจ' ตกแต่งบัญชีทรัพย์สิน?”
โดยเนื้อความระบุว่า “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังจะลุกเป็นไฟ! หลังปรากฏข่าว เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 มีผู้นำแบบรายงานเหตุอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ เหตุที่น่าสนใจและเหตุที่ต้องรายงานด่วน ต่อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 3 ราย ถูกตั้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาเผยแพร่ใน ปปป.
“โดย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทั้ง 3 ราย ถูกระบุว่าเป็น 1.อนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจ 1 ราย 2.พนักงานสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 ราย และ 3.เจ้าหน้าที่ ในสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 ราย
“โดยทั้ง 3 คน โดนกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าให้ความช่วยเหลือในการตกแต่งพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจงแก่นายตำรวจยศสูงรายหนึ่ง ในการจัดทำเอกสารยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นผลมาจากการสืบสวนตรวจสอบข้อมูล เซลเลไบรต์โทรศัพท์มือถือ ของนายตำรวจ ยศ พ.ต.ท. รายหนึ่ง ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดนายตำรวจยศสูง รายนี้ พบข้อมูลการสนทนากับเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน ป.ป.ช. มีการพูดคุยเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของ นายตำรวจยศสูง รายนี้
“นายตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ จึงได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ กับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทั้ง 3 ราย ก่อนที่จะมีการจัดทำแบบรายงานเหตุอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ เหตุที่น่าสนใจและเหตุที่ต้องรายงานด่วน ต่อ ผบ.ตร.”
การที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ทำรายงานคดีถึง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหนังสือลง วันที่ 8 มีนาคม 2567 รายงานดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่
เพราะ กรณีนี้โดยสรุปแล้ว ก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียด้วยความพยายามช่วยเหลือ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ให้รอดพ้นจาก “คดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่” นั่นเอง
การแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าวเป็นบทพิสูจน์ว่า นอกจากบุคคลระดับหัวขององค์กร ป.ป.ช. นั่นคือ กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีความสนิทสนมกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์แล้ว ยังมีทั้ง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ที่แฝงตัวในอนุกรรมการของคณะต่างๆ ของ ป.ป.ช. คอยช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อีกด้วย
โดยมีการวางตัวคอยรอรับเรื่อง “คดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่” ไว้เรียบร้อยเสร็จสรรพ โดยหากคดีความถูกส่งมาถึง ป.ป.ช. ก็จะสามารถนำข้อมูลสำคัญในสำนวนไปบอกกับกลุ่มผู้ต้องหา เพื่อหาทางแก้ลำได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ในเรื่องของเอกสารการแสดงบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ก็เคยเล่นแร่แปรธาตุ แปลงร่างให้เบ็ดเสร็จ เพื่อหลบเลี่ยง หาช่องทางเพื่อให้หลุดพ้นจากการตรวจสอบ จนอาจเรียกได้ว่านอกจากจะนำข้อสอบมาบอกล่วงหน้าแล้ว ยังแทบจะจับมือเขียนคำตอบให้เลยก็ว่าได้ !!!
แฉ “พ่อบ้าน บิ๊กตำรวจ” ใช้เงินบัญชีม้าเปย์ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.
นอกจากนี้ เมื่อ วันอังคารที่ 12 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมายังมีรายงานข่าวด้วยว่ามีเส้นเงินจาก “บัญชีม้าตัวเมีย” ที่พ่อบ้านนายตำรวจใหญ่คนนี้ถืออยู่ใช้จ่ายเป็น
-ค่าใช้จ่ายรับรองดูแลส่วนตัว เป็นค่าเครื่องบินให้กับชุดเจ้าพนักงาน ป.ป.ช.จำนวนหลายคน ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ให้เดินทางไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2565
-จ่ายค่าเครื่องบินให้ลูก-เมีย และ แฟนของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ในเที่ยวบินนี้ด้วย ซึ่งกรณีนี้เห็นว่าอยู่ในระหว่างสืบสวนของ บก.ปปป.
-ส่วนแฟนของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่พ่วงไปดังกล่าว ปัจจุบันพบว่า หลังจากกลับจากนั่งเครื่องเที่ยวบินจากเส้นเงินบัญชีม้าหญิงนี้แล้ว ยังได้รับบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบันทำงานอยู่เป็นนายตำรวจในกองบัญชาการแห่งหนึ่ง
สำหรับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. 3 ราย ที่ร่วมบินทริปหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อ 11 มีนาคม 2565 โดยใช้ “บัญชีม้าสาว” จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรมหรู สปา ทัวร์ไหว้พระประกอบไปด้วย
1. นาย ส. พร้อม ลูก-เมีย
2. นาย จ. พร้อมกิ๊กสาว
3. นาย ว.
โดย เมื่อเดินทางกลับมาจากหาดใหญ่ กิ๊กสาว ของ “นาย จ.” ได้รับการอนุเคราะห์ให้เข้ารับราชการตำรวจ สังกัด สตม. นอกจากนี้ยังมีเครือญาติที่เป็นผู้ชายอีกคนของ “นาย จ.” ยังได้รับการฝากฝังเข้าทำงาน สมช.ในเวลาเดียวกันมีหญิงสาว ที่เป็นเครือข่ายของ พรรคพวก “นาย ส.” ก็ได้รับการอนุเคราะห์ให้เข้ารับราชการตำรวจด้วย อีก 1 คน
ถามว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทำอย่างนี้จะเรียกตัวเองได้ว่าเป็น องค์กรหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมไปถึง ตรวจสอบทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างไร?
เพราะแทนที่จะ ทำหน้าที่ตรวจสอบ กลับทำข้อสอบหลุด แถมถึงขั้นทำข้อสอบแทนให้ด้วย ... อย่างนี้ต้องเรียกว่า“เลวบัดซบ”ก็คงไม่เกินเลยไปนัก
ทั้งนี้ ข้อความตอนหนึ่งในรายงานระบุว่า สืบเนื่องจากพนักงานสืบสวน ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลจากการตรวจสอบข้อมูลเซลเลไบรต์โทรศัพท์มือถือของ พ.ต.ท.รายหนึ่งคนใกล้ชิดที่ไว้วางใจของนายตำรวจยศสูงซึ่ง พ.ต.ท. คนดังกล่าวก็คือ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธร สำโรงเหนือ คนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์นั่นเอง
เจ้าหน้าที่ พบข้อมูลการสนทนาระหว่าง พ.ต.ท.คริษฐ์ กับผู้ใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ในสำนักงาน ป.ป.ช. มีการพูดคุยเกี่ยวกับการทำเอกสารยื่นบัญชีทรัพย์และหนี้สินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในการจัดทำคำชี้แจงต่อพนักงานสืบสวนกรณีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าของผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ จำนวน 2 แสนบาท เพื่อนำไปบริจาคให้กับวัดแห่งหนึ่ง ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งถูกกล่าวโทษฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานของรัฐทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เกิน 3,000 บาท ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 128 , 129 และ 169 ด้วย
อธิบายเพิ่มเติม ก็คือ กรณีการโอนเงินจำนวน 200,000 บาท จากบัญชีธนาคารกสิกรไทยของ น.ส.เบญจมิน แสงจันทร์ ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ใช้ทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ให้คนในครอบครัว โดยมีการโอนไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดศาลาปูนวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อร่วมทำบุญในพิธีถวายผ้าพระกฐินหลวง ที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เดินทางไปเป็นประธานถวายใน วันที่ 29 ตุลาคม 2565 นั่นเอง!
ทั้งนี้ ผู้ต้องหา คือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือในการตกแต่งพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจง ตำรวจจึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับบุคคลดังกล่าวตามกฎหมาย
โดยในประเด็นนี้ ผู้บริหารระดับสูง สำนักงาน ป.ป.ช. รับทราบเรื่องแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทั้ง 3 ราย มีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาจริงหรือไม่
การที่ทีมสอบสวน“คดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่”สามารถเจาะทะลุทะลวงเข้าไปถึงสายสนกลในของ ป.ป.ช.ที่มีพฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบเสียเอง นั้นเป็นการตอกย้ำเรื่องที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เคยไปคุยโอ้อวดว่าว่าตัวเองมีเส้นใน ป.ป.ช.
และตอกย้ำเรื่องที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พยายามโน้มน้าวให้การพิจารณา“คดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่”ที่ตัวเองตกเป็นจำเลยพร้อมกับพวกอีก 5 คน ไปอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. อ้างเหตุผล ป.ป.ช.มีความน่าเชื่อถือกว่าตำรวจ ทั้งที่ตัวเองก็เป็นตำรวจ
ด้วยนั่นก็เพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มั่นใจว่ามีคนในองค์กร ป.ป.ช.คอยช่วยเหลือ และอุ้มชูจริง ๆ ตั้งแต่ระดับหัวแถว ยันหางแถว
บอกได้เลยว่า ความสัมพันธ์ที่ลึกลับซับซ้อนระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับ คนใน ป.ป.ช. กลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่แค่คนสองคน แต่ถือได้ว่าเป็นขบวนการใน ป.ป.ช. เลยก็ว่าได้ จึงจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรปราบโกงอย่าง ป.ป.ช. ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเรื่องฉาวโฉ่ โดยบุคลากรระดับ รองเลขาฯ ป.ป.ช. อย่างนายประหยัด พวงจำปา และภรรยา นางธนิภา พวงจำปาร่ำรวยผิดปกติถึง 658 ล้านบาท
ณ เวลานี้ กลับกลายเป็นว่าดันมี“เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.”ถูกดำเนินคดีเสียเอง จากพฤติการณ์ช่วยเหลือผู้ต้องหาในการแจกแจงบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นเท็จ นอกจากนี้ยังอาจถือว่ามีส่วนช่วยปกปิดทรัพย์สินอีกต่างหาก
“ผมอยากจะถามคุณวัชรพล ประธาน ป.ป.ช.ว่า แล้วการตรวจสอบทรัพย์สิน การไต่สวนพิจารณาคดีของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมา ประชาชน ข้าราชการ และนักการเมืองทั้งหลาย จะเชื่อมั่นในความซื่อตรง และความเที่ยงธรรมได้ยังไง
“เวลานี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทั้งหลาย จะต้องถามตัวเองกันได้แล้ว ว่าจะมาทำงานเพื่อชาติหรือ เพื่อคนชั่วและพวกพ้องกันแน่” นายสนธิกล่าว


