xs
xsm
sm
md
lg

ศาล รธน.ตอกฝาโลง “ก้าวไกล” เซาะกร่อนบ่อนทำลาย เปลือยธาตุแท้แกนนำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ” ชี้คำวินิจฉัยศาล รธน.ชำแหละพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ของพรรคก้าวไกล ละเอียดยิบชัดเจนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่ท่าที “พิธา-ชัยธวัช” และแกนนำก้าวไกล ยังทำไขสือ ทำเป็นไม่เข้าใจว่าอะไรคือล้มล้างการปกครอง แถมอวดดี ข่มขู่ว่าคำวินิจฉัยจะเกิดผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคต เผยตัวตนที่แท้จริงแกนนำพรรคก้าวไกลว่าต้องการอะไร



ในรายการ  “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก”เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการได้กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 31 ม.ค.2567 ที่มีมติเอกฉันท์ว่าการกระทําของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล กรณีเสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกมาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น เป็นคำวินิจฉัยที่มีรายละเอียดครบถ้วน โดยที่ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงแค่การเสนอร่างกฎหมายแต่ได้ดูพฤติกรรมอื่นๆ ของพรรคก้าวไกลประกอบด้วย


อย่างไรก็ตาม คดีนี้ไม่ใช่คดียุบพรรคตามที่สังคมหรือกองเชียร์บางพรรคเข้าใจ แต่ผู้ร้อง คือนายธีรยุทธ สุวรรณเกสร ซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความ มีเจตนาให้หยุดการกระทำที่จะยกเลิกการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 เท่านั้น แต่ต่อจากนี้พรรคก้าวไกลจะถูกยุบ และ ส.ส.ถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือไม่ ต้องมีผู้ไปร้อง 2 หน่วยงาน ได้แก่

หนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้พิจารณาคำร้องตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 ที่ระบุว่ามีการกระทำ 13 ข้อเป็นเหตุให้เสนอยุบพรรคการเมือง ได้แก่ วงเล็บ 1 กระทำการล้มล้างการปกครองฯ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และวงเล็บ 2 กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ส่งศาลรัฐธรรมนูญวิฉัยยุบพรรค

สอง คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)พิจารณาประเด็นจริยธรรมร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสอง และมาตรา 235 ประกอบมาตรฐานทางจริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นถึงจะส่งศาลฎีกาวินิจฉัย หากเห็นว่า ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม โทษสูงสุด ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

ทั้งนี้ นายพิธาและสมาชิกพรรคก้าวไกลรวม 44 คน ต้องลุ้นว่าจะโดนตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ


นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นต้น


ที่ผ่านมามีนักการเมืองโดนตัดสิทธิตลอดชีวิต ยกตัวอย่าง เช่น น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รุกป่าเขาใหญ่, น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ เสียบบัตรแทนกัน น.ส.พรรณการ์ วานิช หรือ “ช่อ” โพสต์ข้อความพาดพิงในหลวงรัชกาลที่ 9 และกรมสมเด็จพระเทพฯ

สำหรับคดีนี้นายธีรยุทธ สุวรรณเกสร ยื่นคำร้องต่อประธาน กกต.เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 ขอให้ตรวจสอบพรรคก้าวไกลในประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ดังหล่าว โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ ปี 2562 และกรณีการปราศรัยข้อเรียกร้องเพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของนายอานนท์ นำภา และแกนนำม็อบราษฎร ปี 2564 มีประเด็นข้องเกี่ยวกับมาตรา 112 นั้นเข้าข่ายบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์กระทบต่อความมั่นคง ดังนั้นการที่พรรคก้าวไกลดำเนินการให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งถูกกำหนดเป็นนโยบายของพรรค รวมถึงตัวผู้สมัคร อีกทั้งนายพิธายังพูดถึงนโยบายและแนวทางการแก้ไขมาตรา 112 อย่างต่อเนื่อง เข้าข่ายบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์กระทบต่อความมั่นคงเช่นกัน จึงขอให้ กกต.พิจารณาการกระทำของพรรคก้าวไกลว่า ควรจะยับยั้งไม่ให้บานปลายหรือไม่ หากมีความผิดอยากให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่วนจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่อยู่ที่ศาลพิจารณา

นายธีรยุทธ สุวรรณเกสร
ปรากฏว่า ในวันที่ 11 มิถุนายน 2567 กกต.ได้ตีตกคำร้องดังกล่าว นายธีรยุทธ จึงยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และ ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงต่อหลังจากที่อัยการสูงสุดเงียบไปเกิน 15 วัน

ต่อมา ใน วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งรับคำร้องของนายธีรยุทธไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสาม

ประเด็นคือ กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร?

ดังนั้นก่อนหน้านี้ ที่ กกต. วินิจฉัยว่า ใช้มาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งได้ แต่วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาในทิศทางตรงกันข้าม คำถามคือ แล้ว กกต. จะรับผิดชอบอย่างไร?

“ณ วันนี้ ที่พอจะทำได้ก็คือ กกต.ต้องรีบเสนอยุบพรรคก้าวไกลตาม มาตรา 92(1) แต่ตามลำดับเวลา ก่อนที่จะยุบพรรคก้าวไกล พรรคภูมิใจไทยต้องไปก่อน เพราะถ้ายุบก้าวไกลมาก่อนจะเป็นการเลือกปฏิบัติ ผมทราบมาว่าท่านเลขาฯ กกต. คุณแสวง บุญมี เป็นลูกศิษย์ของ นายชัย ชิดชอบ(บิดาของนายเนวิน และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ)และเป็นคนบุรีรัมย์ด้วย ยิ่งต้องรีบดำเนินการให้เร็ว อย่าให้คนเคลือบแคลงในตัวท่าน” นายสนธิ กล่าว


นายสนธิกล่าวว่า คำวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติเป็นเอกฉันท์นั้น ตนเห็นว่าศาลฯ ได้ตัดสินไว้อย่างละเอียดมาก บรรดา ส.ส.พรรคก้าวไกล หรือ สาวกพรรคก้าวไกลต้องกลับอ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม และพิจารณาอย่างละเอียด อย่าเพิ่งไปเชื่อคำปลุกระดม หรือ คำให้ร้ายศาลฯ อย่างที่พรรคก้าวไกลมักจะอ้างว่า เราไม่สามารถแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งที่ในอดีตกาลเคยแก้ไขได้ คุณอ้างว่ากฎหมายยังไม่ทันจะออก เพียงแค่ร่างกฎมหายเท่านั้น แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมาวินิจฉันสกัดกั้นเสียแล้ว

ประการแรก คือ ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็ไม่ได้โง่ หรือหลงกลคุณ เขาไม่ได้ดูแค่ร่างกฎหมาย หรือ สิ่งที่คุณยื่น หรือกำลังจะยื่นแก้ไข แต่ได้พิจารณาจากพฤติการณ์ ของพวกคุณตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น
-คุณมีพฤติกรรมไปร่วมม็อบล้มเจ้า
-มีพฤติกรรมไปประกันตัวเขา
-พรรคก้าวไกลมี ส.ส. หมิ่นเจ้าเต็มไปหมด มีคำพูดที่หมิ่นเหม่ สุ่มเสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนต่อสถาบัน


จุดนี้ศาลวินิจฉัยว่า พบว่าพรรคก้าวไกลได้แสดงบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองสอดรับกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ โดยการรณรงค์ ปลุกเร้า และยุยง ปลุกปั่น เพื่อสร้างกระแสในสังคมให้สนับสนุน ให้ยกเลิก หรือแก้ไขมาตรา 112

โดยพบว่ามีกลุ่มบุคคลที่มีชื่อทำกิจกรรม "ยืน หยุด ขัง" เรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคเสนอนโยบายยกเลิกมาตรา 112 มีกลุ่มบุคคลที่ปัจจุบันเป็น ส.ส. พรรคก้าวไกล จัดชุมนุมโดยแนวร่วมคณะราษฎร ยกเลิก 112, มีการรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 มีพฤติการณ์สนับสนุนเรียกร้อง ให้ยกเลิก หรือแก้ไขมาตรา 112 และมีพฤติการณ์สนับสนุน เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 โดยโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว

นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมเป็นนายประกัน ให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยในข้อหาตามมาตรา 112 คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายชัยธวัช ตุลาธน นายรังสิมันต์ โรม นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล นายธีรัจชัย พันธุมาศ เป็นต้น ขณะที่เป็นหรือเคยเป็น ส.ส.พรรคก้าวไกล


อีกทั้งยังมีสมาชิกพรรคก้าวไกล กระทำความผิดตามมาตรา 112 หลายราย ได้แก่ “โตโต้” นายปิยรัฐ จงเทพ จำนวน 2 คดี , “ลูกเกด” น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว จำนวน 2 คดี, “ไอซ์”น.ส.รักชนก ศรีนอก เป็นต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าพรรคก้าวไกล เป็นกลุ่มการเมืองที่มีอุดมการณ์ต้องการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายที่คุ้มครองสถาบันฯ

นอกจากนี้ เมื่อ วันที่ 24 มีนาคม 2566 มีการจัดกิจกรรมปราศรัยใหญ่ ณ สวนสาธารณะเทศบาลแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ปรากฏว่ามี น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ น.ส.อรวรรณ ภู่พงศ์ (แกนนำกลุ่มทะลุวัง) ขึ้นปราศรัยเชิญชวนนายพิธาและผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ร่วมกิจกรรม "คุณคิดว่ามาตรา 112 ควรยกเลิกหรือแก้ไข" ซึ่งนายพิธานำสติ๊กเกอร์สีแดงติดลงในช่องยกเลิก มาตรา 112 แม้นายพิธากล่าวต่อศาลว่าเป็นเพียงการแสดงออกเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ตั้งกระทู้ถาม และผู้ฟังการปราศรัยโดยทั่วไปสงบสติอารมณ์ ก่อนที่จะฟังเหตุผลที่สมควรแก้ไขมาตรา 112 และบริหารสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรงนั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฎในหนังสือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า นายพิธากล่าวปราศรัยความต่อหนึ่งว่า 

"พี่น้องประชาชนเสนอกฎหมายยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้ามา พรรคก้าวไกลก็จะสนับสนุนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นต้องขอโทษน้องทั้งสองที่พี่ต้องแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ในสภาก่อนถ้าสภายังไม่ได้รับการแก้ไข ก้าวไกลจะออกไปสู้ด้วยกันครับ"


แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของนายพิธาที่พร้อมจะสนับสนุนยกเลิกมาตรา 112 ทำให้บทบัญญัติแห่งการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์หมดสิ้นไป เพราะหากไม่ได้รับการแก้ไขในสภาผู้แทนราษฎร ก็พร้อมจะดำเนินการโดยอาศัยวิถีทางอื่น นอกเหนือจากวิธีการนิติบัญญัติ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2564 ว่า การกระทำที่มีเจตนาทำลายล้างสถาบันฯ โดยชัดแจ้ง เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประการต่อมา คือ สิ่งที่ นายพิธากับ ส.ส.พรรคก้าวไกล 44 คน เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตั้งแต่ วันที่ 25 มีนาคม 2564 เห็นชัดเจนว่า ในเนื้อหานั้นต้องการลดสถานะของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


ตรงจุดนี้ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า แม้การเสนอร่างกฎหมายต่อสภาฯ เป็นวิธีการทางนิติบัญญัติ ที่มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติโดยตรง ผ่านการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็มีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญมาตรา 49 มุ่งหมายปกป้องคุ้มครองระบอบการปกครองของประเทศ ให้เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คุ้มครองไม่ให้ใช้สิทธิหรือเสรีภาพ ที่จะส่งผลบั่นทอนทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ และสั่นคลอนคติรากฐานของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ดำรงอยู่​ให้เสื่อมทรามหรือสิ้นสลายไป

การที่นายพิธาและ ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คน เสนอแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม ยกเลิกมาตรา 112 เดิม แล้วแบ่งลักษณะความผิดออกเป็น 13 ลักษณะ เรียงลำดับความสำคัญและความร้ายแรงในแต่ละหมวดไว้ในแต่ละมาตรา แม้นายพิธาและพรรคก้าวไกลโต้แย้งว่า ไม่ได้กำหนดลำดับศักดิ์ของหมวดหมู่และลักษณะของกฎหมาย แต่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า

“มาตรา 112 อยู่ในลักษณะหนึ่งความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐแห่งราชอาณาจักร เนื่องจากต้องคุ้มครองทั้งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร​ และเกียรติยศประมุขของรัฐ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในมาตรา 2 ที่บัญญัติรับรองว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะพระมหากษัตริย์ ประเทศไทย หรือชาติไทยดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ และธำรงความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในประเทศ การกระทำความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของประเทศด้วย”

การที่นายพิธาและพรรคก้าวไกลเสนอให้เอามาตรา 112 ออกจากลักษณะหนึ่งความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มุ่งหวังให้มาตรา 112ไม่มีความสำคัญ และไม่ให้ถือเป็นความผิดที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศอีกต่อไป มุ่งหมายที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์กับความเป็นชาติไทยออกจากกัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ


นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยว่า แม้การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายมาตรา 112 จะเป็นหน้าที่และอำนาจของ ส.ส. ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ และถึงจะไม่ได้บรรจุในวาระการประชุม ส.ส.ก็ตาม แต่เมื่อร่างกฎหมายนี้กลับดำเนินการโดย ส.ส.พรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียว นายพิธาและพรรคก้าวไกลยอมรับว่า พรรคก้าวไกลเสนอนโยบายแก้มาตรา 112 แก่ กกต.เพื่อใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง และยังปรากฏในเว็บไซต์พรรคก้าวไกล ถึงแม้ว่าจะไม่มีร่างแก้ไขให้เห็นว่าจะแก้ไขในประเด็นใด แต่ตามเว็บไซต์ของพรรคก้าวไกล กลับมีเนื้อหาร่างที่จะแก้ไขมาตรา 112 ทำนองเดียวกับที่เสนอต่อประธานสภาฯ เมื่อปี 2564

ถือว่าพรรคก้าวไกลร่วมกับนายพิธา เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ดูจากเนื้อหาแล้วเป็นพฤติการณ์ ที่แสดงออกถึงเจตนา ต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันฯ ลง โดยผ่านร่างกฎหมาย และอาศัยกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อสร้างความชอบธรรมโดยซ่อนเร้น โดยใช้วิธีการผ่านกระบวนการทางรัฐสภา

ประการที่ 3 คือ ศาลบอกว่า พรรคก้าวไกลอาประเด็นเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นหาเสียง ซึ่งเท่ากับว่า การดึงประเด็นเรื่องพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จะถูกดึงลงมาเป็นประเด็นทางการเมืองไม่ได้


จุดนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดเจนว่า พรรคก้าวไกลยังมีพฤติการณ์รณรงค์หาเสียงเพื่อเสนอแนวคิดให้กับประชาชนทั่วไปผ่านรูปแบบนโยบายของพรรคก้าวไกลอย่างต่อเนื่อง ประชาชนทั่วไปซึ่งไม่รู้เจตนาที่แท้จริงอาจหลงตามความคิดเห็นที่แสดงออกผ่านการเสนอร่างกฎหมายและนโยบายของพรรค

“เป็นการใช้นโยบายพรรคการเมืองโดยนำสถาบันฯ ลงมาเพื่อหวังผลคะแนนเสียงทางการเมืองและประโยชน์ในการชนะการเลือกตั้ง มุ่งหมายให้สถาบันฯ อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน ทำให้สถาบันฯ ต้องเข้าไปเป็นฝักฝ่ายต่อสู้แข่งขัน รณรงค์ทางการเมือง อันอาจนำมาซึ่งการโจมตี ติเตียน โดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีหลักสำคัญว่า พระมหากษัตริย์ต้องดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมือง”

อีกทั้งการเสนอแก้ไขมาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง มีเจตนาเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันฯ เป็นเหตุให้ชำรุด ทรุดโทรม เสื่อมทราม หรืออ่อนแอลง นำไปสู่การล้มล้างการปกครอง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การกระทำของนายพิธาและพรรคก้าวไกล ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นเพื่อทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยซ่อนเร้นหรือผ่านการนำเสนอกฎหมายแก้ไข มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรค แม้คำร้องผ่านพ้นไปแล้ว แต่การรณรงค์ยังดำเนินการต่อเนื่องเป็นขบวนการ โดยใช้หลายพฤติการณ์ ทั้งการชุมนุม การจัดกิจกรรม การรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร การใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง หากยังปล่อยให้กระทำการดังกล่าวต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองฯ จึงเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งวรรคสอง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธาและพรรคก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง สั่งการให้ทั้งสองเลิกการกระทำ เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา และการสื่อความหมายวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิกมาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ด้วยวิธีการซึ่งไม่ใช่ทางนิติบัญญัติโดยชอบที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

การตอบโต้ของพิธา-ก้าวไกล

ในช่วงเย็น วันพุธที่ 31 มกราคม 2567  ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนายพิธา และ ส.ส.พรรคก้า


นายชัยธวัชขู่ว่า คำวินิจฉัยศาลในวันนี้ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเมืองไทยในระยะยาวด้วย เช่น อาจกระทบกับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต อาจกระทบต่อความเข้าใจ และความหมายตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการสำคัญของระบบการเมือง ไม่มีความชัดเจนแน่นอน อีกทั้งมีความคลุมเครือ ทั้งในแง่การตีความข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและเจตนาว่าอะไรคือการล้มล้างการปกครอง

นายสนธิได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกการกระทำเพื่อให้มีการยกเลิกมาตรา 112 เพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ท่าทีของนายพิธาและพรรคก้าวไกล รวมทั้งนายชัยธวัชยังคงทำเป็นไขสือ อวดดี ข่มขู่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเกิดผลกระทบต่อการเมืองไทย และยังทำเป็นไม่เข้าใจว่าอะไรคือล้มล้างการปกครอง ทั้งๆ ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาละเอียดยิบ


นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยมาแล้วว่า การเคลื่อนไหวปฏิรูปสถาบันฯ ของพวกม็อบสามนิ้ว เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง คำวินิจฉัยปี 64 ก็ออกมาแล้ว แต่ยังดันทุรังจะยกเลิกมาตรา 112 ให้ได้ กลายเป็นนโยบายหาเสียง แสดงให้เห็นว่านายพิธาและพรรคก้าวไกลไม่ได้เกรงกลัวคำวินิจฉัยตรงนี้เลย เคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภาให้ได้ คำวินิจฉัยที่ออกมาทุกบรรทัดเป็นการเผยตัวตนที่แท้จริงของนายพิธาและพรรคก้าวไกลว่าต้องการอะไร?

“ผมจะเตือนคุณเอาไว้นะคุณชัยธวัช อดีต บก.ฟ้าเดียวกัน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นตัวแทนของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เพื่อคุมเกมโดยเชิดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์


คุณชัยธวัช อย่าทำตัวเป็นอีแอบ อ้างโน่นอ้างนี่ บอกว่าแก้ไขเพื่อธำรงไว้เพื่อสถาบัน ไม่ได้เซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบัน แยกสถาบันออกจากประชาชน ทั้ง ๆ ที่ ความคิด พฤติกรรม คำพูด และการกระทำ ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา เตชจตนาและการกระทำของของพวกคุณมันก็ชี้ให้เห็นชัดอยู่แล้ว

“ส่วนคุณพิธานั้นด้วยความที่เป็นคนหิวแสงอยู่แล้ว และมีความสามารถในการพูดโกหกได้ทุกเรื่อง ก็ยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นเครื่องมือเขา แม้ว่าจะเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ และสังคมไทยก็ตาม



“สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป ก็การยื่นยุบพรรคก้าวไกล และ การตัดสิทธิทางการเมืองของสมาชิกพรรคก้าวไกลตลอดชีวิต ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้อย่างแน่นอน

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนว่า “พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่” ที่จะมาสืบทอดต่อจากพรรคก้าวไกล จะคิดได้ คือ ละวางประเด็นเรื่องสถาบัน และล้มเจ้า โดยหันไปขับเคลื่อนประเด็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับประชาชนโดยตรงได้ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปัญหาการคอร์รัปชัน ปัญหาทางสังคม ปัญหาความเดือดร้อนของสังคม รวมไปถึง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

“หรือ พวกคุณธนาธร-คุณพิธา-คุณชัยธวัช จะถือโอกาสใช้คำวินิจฉัยของศาล เพื่อจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ด้วยการปลุกม็อบลงถนนตามมาในวันข้างหน้า ผมขอบอกว่า อย่า คุณชัยธวัช อย่าลงถนนช้า ให้เห็นดำเห็นแดงไปเลย คุณจะได้รู้ว่าคนที่เขาค้องการระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้นมีพลังเงียบอยู่มหาศาล ที่คุณเองก็รู้อยู่แล้ว แต่คุณไม่เชื่อ”
นายสนธิกล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น