ปี 2566 ธุรกิจธนาคารทำไรรวมกันถึง 2.2 แสนล้านบาท มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เหตุจาก ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารยิ่งเป็นเสือนอนกินได้สบาย เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยกู้กับเงินฝากยังห่างเหมือนเดิม แม้ชาวบ้านจะลำบากแสนสาหัส แต่คนแบงก์ชาติยังหลงตัวเองว่าเป็นผู้รักษาเสถียรภาพทางการเงิน ล่ามโซ่ประชาชนไว้ด้วยนโยบายดอกเบี้ย ปล่อยให้นายทุนแบงก์พาณิชย์ร่ำรวยมั่งคั่ง ทำนาบนหลังคนต่อไป
ในรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก”เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการได้กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2567 นี้ว่า อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงมาก เพราะประชาชนคนธรรมดาตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก จากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นโดยมีตัวผลักดันคือราคาพลังงานไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันรถ ค่าแก๊ส และดอกเบี้ยธนาคาร
แต่ขณะที่ประชาชนกำลังยากลำบาก กลุ่มธุรกิจพลังงานและธนาคารกลับมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์
หลักฐานพิสูจน์ชัดจากผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกของปีที่แล้ว ปี 2566 ว่า กลุ่ม ปตท.ทั้ง 7 บริษัท ประกอบด้วย .บมจ.ปตท. (PTT) บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ.ไทยออยล์ (TOP) บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ (GPSC) บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC)และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีกำไรสุทธิรวมกัน 164,710 ล้านบาท โดยเฉพาะงวดไตรมาส 3/2566 มีกำไรสุทธิ 71,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291.7%
ขณะที่รัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ในปีงบประมาณ 2566 และคาดการณ์ปี 2567 โดยงบการเงินที่ยังไม่ได้รับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า ในปี 2566 กฟผ. มีรายได้ 798,126.14 ล้านบาท รายจ่าย 769,117.85 ล้านบาท กำไรสุทธิ 29,008.29 ล้านบาท (นำส่งรายได้เข้ารัฐ 50% ของกำไร 17,142.00 ล้านบาท)
ส่วนใน ปี 2567 คาดว่า กฟผ. จะมีรายได้ 769,277.45 ล้านบาท รายจ่าย 729,438.06 ล้านบาทกำไรสุทธิ 39,839.39 ล้านบาท หรือเกือบ 40,000 ล้านบาท !!!
เมื่อมองย้อนหลังกลับไป 4 ปี พบว่า ปี 2565 กำไรสุทธิ 42,184 ล้านบาท ปี 2564 กำไรสุทธิ 25,771 ล้านบาท ปี 2563 กำไรสุทธิ 25,480 ล้านบาท ปี 2562 กำไรสุทธิประมาณ 45,000 ล้านบาท (ปี 2563 สาเหตุที่กำไรลดลงกว่า 19,000 ล้านบาทจากปีก่อนหน้า เพราะสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตามนโยบายของ รมว.พลังงานยุคนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่ฟังคำแนะนำผ่านรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ)
อีกภาคส่วนที่รุมกระทืบประชาชนมาอย่างยาวนาน ไม่แพ้บริษัทพลังงาน นั่นคือบรรดา “ธนาคารพาณิชย์”
เปิดปีใหม่ 2567 มาเพียงไม่กี่วัน ก็มีการเปิดเผยกันออกมาทันทีจากบรรดานักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหลายที่ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมรอบ ปี 2566 นั้นประสบปัญหาการเติบโตที่ชะงักงันกล่าวคือ จากปัจจัยทั้งภายใน และต่างประเทศ เศรษฐกิจน่าจะโตแค่ 2.7-3% ทำให้ ภาวะปากท้องประชาชนก็ค่อนข้างยากลำบาก-กำลังซื้อก็หดตัวลงจากภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจฝืดเคือง ส่วนคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจใน ปี 2567 ก็ค่อนข้างจะตกอยู่ในสภาวะมืดมนไม่ต่างจากปี 2566 เท่าใดนัก
อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการของบรรดาธนาคารพาณิชย์ใหญ่ ๆ ทั้งหลายในรอบปี 2566 ที่ผ่านไปนั้นมีการประเมินว่าอาจจะสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ
-คาดการณ์ว่ากำไรของบรรดาธนาคารพาณิชย์ใน ปี 2566 จะสูงถึง 220,000 กว่าล้านบาท
-ตัวเลขดังกล่าวถือว่า เติบโตขึ้นถึง 18.5% จากปี 2565
-ตัวเลขกำไรดังกล่าว ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจธนาคารโดยในอดีตแบงก์เคยทำกำไรสูงสุดช่วง ปี 2557 ที่ตัวเลขกำไรอยู่ที่ระดับ 190,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ธนาคารที่คาดว่าในปี 2566 จะมีกำไรสูงที่สุด 5 อันดับแรกคือ
1.ธนาคารไทยพาณิชย์ กำไร 41,000 ล้านบาท เติบโต 11%
2.ธนาคารกรุงเทพ กำไร 40,000 ล้านบาท เติบโต 37%
3.ธนาคารกสิกรไทย กำไร 38,500 ล้านบาท เติบโต 8%
4.ธนาคารกรุงไทย กำไร 38,400 ล้านบาท เติบโต 14%
5.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กำไร 32,100 ล้านบาท เติบโต 5%
ซึ่งเมื่อรวมกำไรแบงก์พาณิชย์ทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ 220,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักในสนับสนุน การเติบโตของกำไรแบงก์ปี 2566 ก็คือ ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือ ที่เขาเรียกว่า Spread นั่นเอง โดยบรรดาแบงก์พาณิชย์ไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาตินั้นรู้ว่าเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนที่พวกตัวเองจะถูกโจมตีได้ก็เลยหยิบยกศัพท์อื่นขึ้นมาคือคำว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหรือ Net Interest Rate Margin (NIM) ขึ้นมา เพื่อบอกว่าการรับเงินฝาก และ ปล่อยเงินกู้นั้นมีต้นทุน มีค่าใช้จ่ายจะคำนวณเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกู้และดอกเบี้ยฝากไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเรียกว่า Spread หรือ NIM ก็ตาม เพราะ ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากที่มากมายมหาศาลของไทยนั้นส่งเสริมให้แม้เศรษฐกิจไทยจะแย่แค่ไหน ประชาชนยากลำบากเท่าไหร่ แต่ธนาคารพาณิชย์ของไทยกลับสามารถทำกำไรได้สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2566 ที่เพิ่งผ่านไป
นอกจากนี้ คาดการณ์แนวโน้มกำไรแบงก์ ใน ปี 2567 ก็น่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 220,000 ล้านบาทขึ้นไปอีกประมาณ 10% ด้วยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM ที่ยังไม่ลดลง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก หรือ 3 เดือนแรกของปี 2567 นี้บรรดาแบงก์พาณิชย์ก็น่าจะทำกำไรได้มากเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
ถามต่อว่าแล้ว “แบงก์ชาติ” หรือ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร? และทำอะไรอยู่ ?
คนที่อธิบายเรื่องนี้ได้เข้าใจง่าย คือ “ดร.อาร์ม” ดร.อัครเวช โชตินฤมล นักธุรกิจ และนักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์เขาอธิบายไว้ในเพจ Arm’s Finance เมื่อวันอังคารที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา
ประเด็นก็คือแบงก์ชาต เป็นผู้กุมชะตา“ดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate)”อยู่ โดย ดอกเบี้ยนโยบายจะประกาศโดยแบงก์ชาติ ซึ่งจะส่งผลต่อ“อัตราดอกเบี้ยเงินกู้”ที่ ธนาคารพาณิชย์ ใช้เรียกเก็บจากลูกหนี้นั่นหมายถึงธนาคารจะคิด“ดอกเบี้ยเงินกู้”จากพวกเราสูงขึ้น โดยอัตโนมัติ
ในทางปฏิบัติประชาชนอย่างพวกเราก็จะยังผ่อนชำระต่อเดือนเท่าเดิม แต่เมื่อ“อัตราดอกเบี้ย”สูงขึ้น เงินที่เราผ่อนต่อเดือนจะเป็นดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้น ท่านผู้ชมก็จะเห็นข่าวเป็นระยะเรื่องผ่อนบ้าน แต่ที่จ่ายกลายเป็น“ดอกเบี้ย”เสียมาก แต่หัก“เงินต้น”แค่ส่วนน้อย
เมื่อเงินแต่ละเดือน ที่เราผ่อนจ่ายให้แบงก์กลายเป็น“ดอกเบี้ย”เสียมาก ตัด“เงินต้น” เป็นส่วนน้อย >> ธนาคารพาณิชย์ก็จะรับรู้รายได้ดอกเบี้ยมากขึ้น>> กำไรแบงก์พาณิชย์จึงมากขึ้น>>เมื่อเงินต้นลดลงน้อย ธนาคารก็จะคงสถานะเป็นเจ้าหนี้นานขึ้น>>ยอดเงินกู้ก็จะคงสูงอยู่ในบัญชีธนาคาร ลดความจำเป็นในการปล่อยกู้ใหม่>>เงินก็จะไหลออกมาสู่ระบบเศรษฐกิจน้อยลง
เพราะฉะนั้น เมื่อ“ดอกเบี้ยนโยบาย”ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ปรับขึ้น ปัญหาหนี้สินประชาชนจะทอดยาวออกไป ธนาคารกำไรสูงขึ้น และสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจก็จะลดลง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะลดลง
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่หลังจากมีการประกาศคาดการณ์กำไรของธนาคารพาณิชย์ในปี 2566 ว่าน่าจะสูงถึง 220,000 ล้านบาท นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ถึงออกมาให้ความเห็นผ่านบัญชี X ว่า
“จากการที่แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยทั้ง ๆ ที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกันหลาย ๆ เดือนนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเลย และยังมีผลกระทบต่อ ประชาชนที่มีรายได้น้อย และ SME อีกด้วย
“ผมจึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูราคาสินค้าเกษตรบางชนิดให้เหมาะสม เพราะอาจจะต่ำไปก็ได้ และหวังว่าแบงก์ชาติจะช่วยดูแลประชาชนไม่ขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับ เงินเฟ้อนะครับ”
นายสนธิ กล่าวว่า ตนพูดเรื่องปัญหา “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝาก” ของแบงก์พาณิชย์ไทยนี้มานมนานแล้วว่าเป็นตัวปัญหา ทำตัวเป็นเสือนอนกิน และเป็นตัวฉุดรั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ภายใต้การสนับสนุนของผู้กุมนโยบายการเงินภาครัฐ นั่นก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ
“ผมพูดเรื่องนี้อย่างน้อยก็ตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 คือ 26-27 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่คนในแบงก์ชาติทุกวันนี้หลายคนยังแก้ผ้าเล่นน้ำฝนอยู่ เรียนหนังสือชั้นประถม-มัธยม อยู่เสียด้วยซ้ำ
“คนแบงก์ชาตินั้นชอบทำตัวเหมือน “ผู้สูงศักดิ์” นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง มองว่าตัวเองเป็นอิสระ เป็นผู้รักษาเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้วปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่กลายเป็นวิกฤตใหญ่ มีคนต้องล้มละลาย และล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ก็เพราะความโอหังมมังการ คิดว่าตัวเองแน่อยู่คนเดียวของ“คนแบงก์ชาติ”นี่เอง
“มาถึงวันนี้ พวกคุณก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิม โดยนอกจากจะทำตัวเป็นผู้สูงศักดิ์ นั่งอยู่ที่วังบางขุนพรหมแล้ว ยังสมคบคิดกับพ่อค้า-นายแบงก์ จับประชาชนเป็นตัวประกัน ล่ามโซ่ไว้ด้วย “นโยบายดอกเบี้ย” ที่มีส่วนต่างระหว่างดอกเงินกู้กับเงินฝาก สูง ๆ ทำให้พวกนายทุน นายแบงก์ร่ำรวยมั่งคั่ง ทำนาบนหลังคน เสวยสุขบนความทุกข์ยากของประชาชน” นายสนธิกล่าว


