“สนธิ” มองศึก “ก้าวไกลไฟต์” ปิยบุตร VS พิธา เปลือยเนื้อแท้การเมืองของคนรุ่นใหม่หนีไม่พ้นวังวนน้ำเน่า ด่าทอกันแล้วมากอดคือคืนดีกัน ชี้ปมเหตุขัดแย้ง ระยะหลัง “พิธา” นำทิศทางพรรคถอยห่างจากแนวทางเดิมเมื่อครั้งเป็นพรรคอนาคตใหม่ หวังแค่เกาะกระแสแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล จนความนิยมของพรรคถดถอย เชื่อรอยร้าวยากจะประสาน แค่รอวันแตกเป็นเสี่ยงๆ เท่านั้น
ในรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” วันศุกร์ที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ได้กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า และอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา นายปิยบุตรโพสต์ข้อความถึงข้อเสนอและข้อวิจารณ์ต่อพรรคก้าวไกลบ่อยครั้ง เช่น ตำหนิพรรคก้าวไกลไม่มีความจริงใจแก้มาตรา 112 ย้อนถามว่า อยากแก้จริงหรืออยากเอาออกมาหาเสียง ทำให้ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลไม่พอใจ มองว่านายปิยบุตรแซะพรรคก้าวไกล เข้าทางผู้สนับสนุนพรรคอื่น ไม่คิดถึงหัวอกหัวใจคนในพรรค
วันที่ 8 ธันวาคม 2565 นายปิยบุตร โพสต์ข้อความชี้แจงความสัมพันธ์กับพรรคก้าวไกล ระบุว่า ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีบทบาท ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจ ไม่มีอำนาจชี้นำใดๆ ต่อพรรคก้าวไกล การแสดงความเห็นเป็นเรื่องของตน ไม่เกี่ยวกับพรรค การกระทำทั้งหมดของพรรคเป็นเรื่องของพรรค กรรมการบริหารพรรค ส.ส., ส.ก., ผู้สมัคร ส.ส. หรือสมาชิกพรรค ไม่เกี่ยวกับตน แม้มีความเห็นไม่ตรงกัน แต่จะไม่ไปออกสื่อ ไม่ไปสัมภาษณ์สื่อเพื่อขยายความขัดแย้งจนส่งผลกระทบต่อพรรค
หลังจากนั้น นายปิยบุตรก็ยังโพสต์ข้อความเตือนพรรคก้าวไกลบ่อยครั้ง เช่น เตือนว่ากระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประชาชนจะเทคะแนนให้พรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ หรือการเรียกร้องให้นายพิธา อุทิศตน เดินสายทั่วประเทศเหมือนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อปี 2562
ล่าสุดวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 นายปิยบุตรโพสต์บทความหัวข้อ "แลนด์สไลด์ที่พรรคก้าวไกลแก้ไม่ออก"โดยยกผลโพลว่า ประชาชนจำนวนมากต้องการเปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 66 และกล่าวถึงยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทยที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ว่ามีคะแนนนิยมสูงมากแม้แต่ภาคใต้แต่พรรคก้าวไกลคะแนนนิยมอยู่นิ่งมาปีเศษผู้อำนวยการนิด้าโพลวิเคราะห์ว่าคะแนนนิยมพรรคก้าวไกลเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่เพิ่มและไม่ลด หากต้องการคะแนนมากกว่านี้ ต้องแสวงหาคะแนนจากลุ่มผู้ที่ไม่ตัดสินใจหรือตัดสินใจเลือกพรรคอื่น โดยต้องแก้ปัญหาแลนด์สไลด์ ได้แก่
หนึ่ง ต้องทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีโอกาสชนะในเขตเลือกตั้งสูง ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย สอง ต้องขีดเส้นแบ่งใหม่ไม่ใช่ฝ่ายเอาประยุทธ์ กับไม่เอาประยุทธ์ ฝ่ายประชาธิปไตย หรือเผด็จการ แต่ต้องเป็น พลังเก่ากับพลังใหม่ สร้างความแตกต่างออกจากทุกพรรคทุกขั้วเชื่อมั่นว่าเทคะแนนให้พรรคพลังใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง ใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ในอนาคต ไม่ใช่วนเวียนอยู่กับเรื่องเอาทักษิณ ไม่เอาทักษิณ เอาประยุทธ์ หรือ ไม่เอาประยุทธ์
ปมขัดแย้ง “ปิยบุตร-พิธา”
นายปิยบุตรกล่าวว่าการเมืองอยู่ที่ความเชื่อเชื่อก่อนว่าจริงเราทำได้จริงต่อให้แคมเปญเลอเลิศขนาดไหนถ้าคนไม่เชื่อก็เป็นเพียงแค่บันทึกเก็บไว้ปัญหาอยู่ที่ว่าผู้นำพรรคก้าวไกลคือนายพิธามีศักยภาพเพียงพอจะทำให้คนเชื่อว่าจะชนะในเขตเลือกตั้งได้หรือไม่และมีความสามารถพอเพียงหรือเปล่าที่จะเชื่อว่าต้องมีพรรคก้าวไกลเป็นตัวแทนของพลังใหม่ได้หรือไม่ยังเหลือเวลาอีกสามเดือน
ต่อมาวันอังคารที่ 21กุมภาพันธ์ 2566 นายพิธาได้โพสต์บทความเรื่อง "ครบรอบ 3 ปียุบอนาคตใหม่ความในใจของหัวหน้าพรรคก้าวไกลต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์"รวมทั้งนายปิยบุตรแสงกนกกุลระบุถึงความสำเร็จของตัวเองทั้งได้รับเงินบริจาคจากผู้เสียภาษีอันดับหนึ่ง 4ปีซ้อนสมาชิกกว่า 70,000 รายและเขาเดินทางมากกว่า 50,000 กิโลเมตรทั่วประเทศ
นายพิธาย้อนกลับไปว่าเมื่อสามปีที่แล้ว ถูกนายปิยบุตรเรียกไปคุยเรื่องพรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบตอนนั้นไม่มีใครพร้อมรับการนำธงส่วนตัวเองก็ติดที่เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวลูกสาวเพิ่งจะ 2 ขวบ ละทิ้งไม่ได้ถ้าไม่มีใครยอมรับตำแหน่งจริงๆจะรับให้แต่โครงสร้างบริหารพรรคก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายตามข้อบังคับพรรคใหม่ตามความปรารถนาของสมาชิกพรรคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง
นอกจากนี้นายพิธายังอ้างคำพูดนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เคยว่าอีกหน่อยเราอาจจะต้องทะเลาะกันหนักมากนะแต่อย่างไรขอให้จบกันภายในพวกเราเองเป็นมืออาชีพไม่ปล่อยความขัดแย้งออกไปข้างนอก แต่น่าเสียดายที่ตนกับนายปิยบุตรต้องมาสื่อสารกันทางนี้ นายปิยบุตรพูดถูกว่าการเมืองคือความเชื่อ ศัตรูพูดร้อยครั้งไม่เท่ากับนายปิยบุตรพูดซ้ำๆ แล้วความฝันคนหลายร้อยคนที่ทำงานอย่างหนักต้องมาสูญเปล่า
อีกสามเดือนก่อนการเลือกตั้งขณะนี้พรรคค่อยๆวางแผนทีละเขตอาสาสมัครกำลังหาสมาชิกเพิ่มทีมจังหวัดทำพื้นที่ล่วงหน้าทุกคนเดินทางด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด ส.ส.อภิปรายตามมาตรา 152 โดนคดีเป็นร้ยอล้าน นายปิยบุตรกลับโพสต์ข้อความซัดพวกตนที่ทำงานกันเหน็ดเหนื่อยจนลืมไปว่าศัตรูตัวจริงคือใครและกำลังสู้กับใครเพื่ออะไร
นายพิธาพูดต่อว่าในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคเชื่อว่าทุกคนรับการวิจารณ์ได้ตัวเองนั้นโดนมาสามปีตลอดเข้าใจถึงอิสรภาพในการแสดงออกตนเป็นคนฟังแต่ยังไม่เชื่อแต่ถ้าถึงขนาดมาจากคนที่เคยขอร้องให้มารับตำแหน่งคงต้องมาทบทวนกันใหม่ทั้งการทำงานของกองอำนวยการการเลือกตั้งและบทบาทของตัวเอง
นายพิธาอยากจะให้ปิยบุตรทบทวนว่า หนึ่ง นายปิยบุตรต้องเลิกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำเลิกทำตัวไม่เป็นมืออาชีพทำตามนายธนาธรขอไว้ กลับมาช่วยกันเท่าที่กฎหมายอนุญาต ทำให้คนที่เคยปรามาสพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกลคิดผิด อนุญาตให้ตนและอีกหลายร้อยชีวิตที่พรรคมีสมาธิในการทำงานโค้งสุดท้าย หรือ สอง ปล่อยให้ตนเสียสมาธิจนลืมไปว่าศัตรูตัวจริงของเราคือใคร ทิ้งโอกาสในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ปล่อยให้ 3 ป.ยังสืบทอดอำนาจต่อไปไม่แน่ใจว่านายปิยบุตรจะทำแบบนี้ไปอีกเท่าไรพอได้แล้วมาเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ด้วยกันถึงแม้ว่าต่างคนต่างทำก็ตาม
เมื่อโดนกล่าวหาว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำ นายปิยบุตรฉุนขาดซัดกลับระบุว่าที่ผ่านมาพยายามวิจารณ์พรรคก้าวไกลอย่างตรงไปตรงมาไม่พูดถึงตัวบุคคลแต่นายพิธากลับโพสต์ถึงตนโดยตรงจึงจำเป็นต้องตอบโดยละเอียดจะได้รู้เสียทีว่า นายพิธาเอารัดเอาเปรียบพวกตนทีมงานพนักงานทีมจังหวัดทั่วประเทศ ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส.เพียงใดใครกันแน่ที่มือไม่พายเอาเท้าราน้ำใครกันแน่ที่จับเสือมือเปล่าเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น
ขณะที่นายคริส โปตระนันทน์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่และมูลนิธิเส้นด้ายอดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกลที่เพิ่งลาออกจากพรรคเพื่อก่อตั้งพรรคการเมืองของตัวเองเมื่อก่อนหน้านี้กล่าวว่าพรรคก้าวไกล (มุ่งเป้าไปที่นายพิธา)ต้องเลิกคิดว่าคนที่วิจารณ์ทั้งหมดคือศัตรูต้องเลิกมาทำการเมืองต้องน้อมรับคำวิจารณ์แก้ไขหรือไม่แก้ไขเป็นเรื่องของทีมบริหารคนส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับทีมบริหารสามารถรอได้ถ้าพรรคปล่อยให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารคนส่วนน้อยที่คิดไม่เหมือนกับคุณคริสเรียกกรรมการบริหารของคุณพิธาว่าโปลิตบูโร (Politburo)จะได้มีช่องหายใจบ้างแต่กลับไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยไม่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 นายคริสออกมาระบุว่าได้ลาออกจากพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 1กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพราะอยากทำงานการเมืองในพรรคที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนัยก็อาจจะหมายความว่าพรรคก้าวไกลที่นายพิธาเป็นหัวหน้าพรรคนั้นไม่มีความเป็นประชาธิปไตยมีแต่ความเป็นเผด็จการ ตั้งแต่การประชุมสามัญการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.นโยบายหาเสียงการจัดลำดับส.ส.บัญชีรายชื่อล้วนเป็นเรื่องของการตัดสินใจของคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งตนเรียกว่าโปลิตบูโรโดยหากกรรมการบริหารพรรคเป็นแบบนี้ถ้าได้อำนาจจะบริหารประเทศอย่างไรคงอยู่ที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่สมาชิกพรรค
คนรุ่นใหม่หนีไม่พ้นการเมืองน้ำเน่า
นายสนธิ กล่าวว่า เหมือนการเมืองน้ำเน่าของพรรคทั่วๆ ไป ในที่สุดนายพิธากับนายปิยบุตรจู่ๆ ก็กลับมากอดคอกันจูบปากกันเฉย นายปิยบุตรก็บอกว่าได้คุยกับนายพิธาเรียบร้อยแล้ว ปรับความเข้าใจกันได้ดี ยืนยันว่าในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองเช่นนี้จำเป็นต้องมีพรรคก้าวไกล ตนสนับสนุนให้นายพิธาและผู้บริหารพรรคนำพาพรรคก้าวไกลสู้ต่อไปในสนามการเลือกตั้ง
นายสนธิวิเคราะห์เรื่องนี้ว่า สาเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในพรรคก้าวไกลหรืออดีตอนาคตใหม่เกิดขึ้นจากอะไร? ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างจริงจังผลสำรวจในโพลต่างๆมักจะออกมาว่าพรรคเพื่อไทยและ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง จะมาที่หนึ่งตามมาด้วยพรรตคก้าวไกลและนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นเต็งสอง จากนั้นก็จะเป็นรวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เต็งสาม แต่เมื่อเวลาใกล้เลือกตั้งเข้ามาแม้เพื่อไทย-อุ๊งอิ๊งจะยังมีคะแนนนำแต่คนที่หายใจรดต้นคอกลับเป็น พล.อ.ประยุทธ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ โพลบางสำนักถึงกับบอกว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทยที่มาแรง ส่วนนายพิธาและพรรคก้าวไกล คะแนนเสียงเริ่มตกวูบถูกทิ้งห่างออกไป
อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ นายปิยบุตรเห็นแล้วอดรนทนไม่ได้ก็เลยโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การทำงานการบริหารพรรคก้าวไกลยุคนายพิธาว่าเปรียบเสมือนน้ำเต็มแก้วคืออยู่กับที่ไม่โตไปกว่านี้อีกแล้ว ตราบใดที่ไม่คิดเปลี่ยนแปลงสร้างพลังใหม่ของตัวเอง อาจจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อสัก 30 ที่นั่ง จากนั้นก็รอความเมตตาจากพรรคเพื่อไทยเพื่อดึงไปร่วมรัฐบาลแลกกับเก้าอี้่รัฐมนตรี 2-3 ตำแหน่ง
นายปิยบุตรบอกว่ากระแสประชาชนตอนนี้ต้องการเปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนตัวนายกฯ จะใช้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงแต่พรรคก้าวไกลกลับทิ้่งจุดเดิม ทิ้งแฟนพันธุ์แท้ตัวเอง แม้นายปิยบุตรจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่คนวงในรู้ว่าที่พูดหมายถึงอะไร เพราะระยะหลังมานี้ก้าวไกลทำตัวห่างเหินจากกลุ่มสามนิ้ว ไม่เคลื่อนไหวเกี่ยวกับมาตรา 112 เหมือนเมื่อก่อนจึงเป็นที่ขัดอกขัดใจของพวกฮาร์ดคอร์ทั้งที่เป็น ส.ส.ในพรรคและที่เป็นแฟนคลับด้านนอก
เมื่อโดนนายปิยบุตรคนคุ้นเคยกันตีแสกหน้าเข้าแบบนี้นายพิธาก็เลยถือโอกาสในวาระครบรอบ 3 ปีการยุบพรรคอนาคตใหม่แก้ตัวว่าตัวเองยอมทุ่มเททั้งตัวจิตวิญญาณจนกระทั่งพรรคเติบโตอย่างไม่น่าเชื่อมีสมาชิกพรรค 70,000 คนมากกว่าตอนเป็นพรรคอนาคตใหม่เสียอีก นอกจากนั้นแล้วนายพิธายังบอกอีกว่าอีกสามเดือนก่อนเลือกตั้งพลพรรคก้าวไกลกำลังเข็นครกขึ้นภูเขาสู้กับอำนาจรัฐอำนาจทุนแต่นายปิยบุตรกลับปล่อยเขื่อนออกมาทีละโพสต์ๆ ให้น้ำไหลออกซัดครกที่พวกเราเข็นกันเหน็ดเหนื่อยไล่ลงมากองใหม่จนบางทีเราลืมไปแล้วว่าศัตรูตัวจริงของเราคือใครเรากำลังสู้กับใครเพื่ออะไร
ศึกไฟต์ของก้าวไกลครั้งนี้คนกันเองซัดกันนัว กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลสร้างความระส่ำระสายในหมู่พรรคก้าวไกลและม็อบสามนิ้วเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นนายอานนท์ นำภา แกนนำม็อบสามนิ้วถึงกับออกมาโพสต์รำพึงรำพันว่า "จะตีกันก็ให้คิดถึงน้องๆ ที่ออกมาสู้ด้วยนะครับพี่ๆนักการเมืองทั้งหลาย"
กระแสดังกล่าวไม่พ้นทำให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ต้องออกหย่าศึก โพสต์บอกว่า “ครบ 3 ปียุบพรรคอนาคตใหม่ ผู้มีอำนาจทำลาย Political Project ของเราไม่ได้ ชาวอนาคตใหม่ ผม ปิยบุตรพร้อมสนับสนุนก้าวไกลส่งพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” จนกระทั่งมาถึงช่วงเย็นวันเดียวกัน จึงมีภาพของนายปิยบุตรกับนายพิธายืนกอดคอกัน
“ประเด็น ท่านผู้ชมเห็นเขาด่ากันสาดเสียเทเสีย เสร็จกลับมากอดคอจูบปากกันดูดดื่ม รู้สึกอย่างไร ? ผมรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ครับท่านผู้ชม ที่ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ อนาคตของชาติ อนาคตใหม่ หรือก้าวไกล จริงๆ แล้วมันก็หนีความน้ำเน่าทางการเมืองไม่ได้
“แตกต่างจากนักการเมืองรุ่นเก่า ยุคเก่า เพียงแค่ว่ามีหน้าตาดี ดูมีการศึกษา จบเมืองนอกเมืองนา เล่นโซเชียลเป็น เล่นกระแสเก่ง แต่ในที่สุดความเหม็นเน่าของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น มันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนักการเมืองรุ่นเก่าเลย ในบางครั้งอาจจะชั่วร้ายกว่าเสียด้วยซ้ำ”
รอยร้าวยากประสาน รอวันแตกเป็นเสี่ยง
นายสนธิ กล่าวอีกว่า ดูการเมืองให้ดูที่คน ดูประวัติความเป็นมา พ่อแม่ วงศ์ตระกูลด้วย เพราะอย่าลืมว่านายพิธาคือหลานของนายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร
นายพิธารับหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งรับไม้ต่อจากพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปแล้ว นายพิธาคงทราบสัญญาณดีว่า ถ้าผลักดันเรื่อง 112 มาก ก็จะถูกทุกพรรคโดดเดี่ยว รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย จึงต้องวางตัวให้สงบเสงี่ยมเอาไว้ เพราะตัวเองไม่อยากจะเสี่ยง ต้องไปติดคุกติดตะรางเหมือนแกนนำม็อบทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้แกนนำพรรคอนาคตใหม่ พอจับสัญญาณได้ว่านายพิธาอาจจะเอนเอียงทางเพื่อไทยมากไป ก็เลยไม่ถูกใจคนอย่างนายปิยบุตร นักวิชาการจบจากฝรั่งเศส ที่มีแนวความคิดปฏิวัติซ้ายสุดโต่ง ไม่พอใจ บอกว่าพรรคก้าวไกลหวังเกาะแลนด์สไลด์เพื่อไทยเป็นรัฐบาลด้วยเสียงปาร์ตี้ลิสต์ 30 เสียงเท่านั้น ไม่หวัง ส.ส.เขต
“เราต้องยอมรับว่าทักษิณมีการต่อสายเพื่อขอจับมือกับพรรคพลังประชารัฐจริง เพื่อหวังจะได้เป็นรัฐบาล และเป็นการปูทางให้ได้กลับบ้าน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางฝั่งคณะก้าวหน้า-ก้าวไกล ก็โจมตีทักษิณในเรื่องนี้ตลอด และต้องแตกหักกับพรรคฝั่งเพื่อไทย รวมทั้งสื่ออย่างเช่น วอยซ์ทีวี
“รอยปริแตกในพรรคก้าวไกล หรืออีกนัยหนึ่ง คืออดีตพรรคอนาคตใหม่นั้น เริ่มปรากฏว่าชัดเจนว่าเป็นรอยร้าวที่ชัดเจน ทั้งนี้ ไม่มีวันที่รอยร้าวจะสมานกลับไปเป็นแก้วใบเดียวกันเหมือนเดิม รอเวลาเท่านั้นว่าจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อไรเท่านั้น ขอให้เชื่อผมเถอะครับ” นายสนธิกล่าว


