xs
xsm
sm
md
lg

"หมอธีระวัฒน์" เผยผลวิจัยความสำคัญของการมีพื้นที่สีเขียว ย้ำช่วยลดความเครียดได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์​สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เผยผลการศึกษาในเรื่องความสำคัญของการมีพื้นที่สีเขียว ย้ำช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล หดหู่ซึมเศร้าได้

วันนี้ (6 ม.ค.) เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” หรือ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์​สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์เผยถึงผลการศึกษาในเรื่องความสำคัญของการมีพื้นที่สีเขียว โดยกล่าวไว้ว่า "คืนสู่ธรรมชาติ ทะนุถนอมสมอง หมอดื้อ เราทุกคน อาจจะเคยรู้สึก หรือเคยสังเกตว่า เวลาที่เราไปเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา น้ำตก ทะเล จนกระทั่งเข้าไปเยี่ยมเพื่อนหรือญาติมิตร ที่อยู่ต่างจังหวัด ที่ไม่ได้พลุกพล่าน แออัด เต็มไปด้วยถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง ห้างสรรพสินค้าประดามี เรากลับรู้สึกสงบ ไม่ร้อนรุ่ม อารมณ์นิ่งขึ้นอย่างประหลาด ไม่ได้จำเป็นต้องรีบเร่ง กลับเป็น ‘สโลว์ไลฟ์’ ลองจับแตะหัวใจตัวเอง มันไม่ได้เต้นโครมคราม ตึกตัก เร็วเกิน 100 ตลอด สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อใจ ต่อสมอง และคลายความเครียด

อย่างไรก็ตาม หลักฐานประจักษ์ชัดเจนถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์ไปถึงสมอง มีการพิสูจน์ในปีนี้เอง ตามรายงานในวารสาร Molecular Psychiatry ของเครือเนเจอร์ จากสถาบัน Max Planck Institute for Human Development, Lise Meitner Group for Environmental Neuroscience ของเยอรมนี

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้เชื่อมโยงภาวะการเกิด โรค หรือความผิดปกติทางอารมณ์ ความวิตกกังวล หดหู่ซึมเศร้า ไปจนกระทั่งถึงโรคจิตชนิดรุนแรงต่างๆ ที่สูงขึ้นอย่างน่าใจหาย กับชีวิตคนในสังคมเมือง และเป็นที่มาของการวิจัยศึกษาเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติหรือสภาพสังคมเมืองกับสุขภาพทางจิตและโยงกับสมอง โดยทำการศึกษาเจาะจงถึงสมองเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Amygdala โดยที่มีการศึกษาก่อนหน้ามาบ้างแล้วว่า เมื่อมีการกระตุ้นให้อยู่ในสภาพเครียด สมองส่วนนี้จะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงในคนที่อยู่ในสังคมเมืองเมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในชนบท

คณะผู้วิจัยออกแบบให้อาสาสมัคร 63 คน ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเดิน 1 ชั่วโมงในถนนที่มีร้าน ชอปปิ้ง คนพลุกพล่านเต็มไปหมด ในนครเบอร์ลิน และเทียบกับเดินในป่า Grundewald ร่มรื่น ต้นไม้เขียวขจี และทำการตรวจการทำงานของสมองทั้งก่อนและหลังจากการเดิน โดยประเมินผลจากการทำ functional MRI โดยมีการดูรูปหน้าของคนที่โกรธเกรี้ยว หรือเฉยๆ (fearful faces task) และกระตุ้นให้เกิดความเครียดโดยทำการคิดคำนวณเลข (mental arithmetic task) ในระดับความยากต่างๆ ที่เกินระดับความสามารถปกติ (Montreal Imaging stress test)

ผลการศึกษาพบว่าการกระตุ้นสมองส่วน Amygdala ลดลง หลังจากที่เดินในป่าไป 1 ชั่วโมง และระดับของการทำงานยังอยู่คงที่ เมื่อให้ไปเดินในถนนในเมือง ซึ่งแสดงว่าการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะส่งผลให้เหมือนกับมีความทนทานต่อความเครียดในช่วงเวลาต่อมาได้
ผลของการศึกษาครั้งนี้เป็นทิศทางเดียวกันกับการศึกษาที่คณะผู้วิจัยคณะเดียวกันนี้ได้ทำมาก่อน และรายงานในปี 2017 โดยที่พบว่าคนทำงานในเขตเมือง แต่บ้านที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้ป่าจะมีสุขภาพและลักษณะการทำงานของสมองส่วนนี้ ในทางสมบูรณ์กว่า

ผู้วิจัยได้ชูประเด็นถึงการที่ในเมืองต่างๆ ควรต้องเห็นความสำคัญของการมีพื้นที่สีเขียว ทั้งนี้ คนไม่ต่ำกว่าครึ่งโลกในปัจจุบัน อาศัยอยู่ในเขตเมือง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง มลภาวะ ที่สร้างความเครียดให้ทับถมไปกับสภาวะการทำงานที่แก่งแย่งและความอัตคัดขัดสนในทุกด้านของปัจจัยสี่

สมองส่วน Amygdala เป็นส่วนสำคัญที่เราทราบกันแล้ว ในการรับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าในทางลบ และก่อให้เกิด ตั้งแต่การแสดงออกทางอารมณ์ ทางสีหน้า ความประพฤติและพฤติกรรม โดยประมวลเข้ากับสมองส่วนอื่นที่จะหยั่งรากลึกและเพิ่มความเสี่ยงของพฤติกรรมก้าวร้าว โดยมีพื้นฐานของความวิตกกังวลและหดหู่ เรื้อรัง หมอเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ ในการศึกษาของคณะผู้วิจัยจากสหรัฐฯ และตีพิมพ์ในวารสารของสมาคม อัลไซเมอร์ ใน ปี 2022 ในบทที่ว่า “ทบทวน…. เราเจริญจริงหรือ?”

โดยที่กลุ่มชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ ที่มีโรคสมองเสื่อมน้อยที่สุดในโลก จะใช้ชีวิตเป็นชาวไร่ชาวนาเป็นกลุ่มขนาดเล็กทำมาหากินตามธรรมชาติ ปลูกพืชตามฤดูกาล ตามความต้องการที่จำเป็น รวมกระทั่งเลี้ยงสัตว์สำหรับประโยชน์ในครอบครัวและกลุ่ม เป็นเกษตรยั่งยืนไม่ผลิตมากเกินไป ไม่มีของเหลือ ถ้ามีก็จะเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เทียบกับชนพื้นเมืองที่อยู่ในถิ่นใกล้กันที่เริ่มมีความเจริญแบบคนเมืองเข้ามาโดยมีสมองเสื่อมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เป็นการติดตามอย่างยาวนานเป็น 10 ปี การเพิ่มความสะดวกสบาย การมีเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ วิทยาการมากมาย แต่แล้วการใช้ชีวิตอย่างก้าวร้าว แก่งแย่ง เพื่อทรัพย์สิน อำนาจ อิทธิพล

และในที่สุด กรรมตามมาตกอยู่ที่สุขภาพของตนเอง และครอบครัว ลูกหลาน แก่งแย่งสมบัติกัน จะตายก็ตายไม่ได้ เพราะยังไม่ได้แบ่งพินัยกรรม ไม่ได้มีใครมาเหลียวแลห่วงใยรักใคร่ด้วยใจจริง มนุษย์เราอาจจะสายเกินไปแล้วหรือไม่ ที่จะหวนคืนถึงการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อย่างพอเพียง เห็นความยากลำบากของคนอื่นเป็นสิ่งที่เราควรต้องเอื้อเฟื้อตามที่จะช่วยได้ น่าจะเป็นความสุขยั่งยืนนะครับ"