xs
xsm
sm
md
lg

ทนายกองทัพธรรม พร้อมเจ้าอาวาสวัดสุทธิฯ แจงไทม์ไลน์ปมกล่าวหา ยักยอกเงินวัด 95 ล้าน พร้อมแจ้งจับ "อดีตไวยาวัจกร" หมิ่นประมาท ทำให้เสียชื่อเสียง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ทนายกองทัพธรรม พร้อมเจ้าอาวาสวัดสุทธิฯ ตั้งโต๊ะชี้แจงหลังถูกอดีตไวยาวัจกรวัดกลั่นแกล้ง ให้ร้ายกล่าวโทษ และกล่าวหาว่ายักยอกเงินวัด 95 ล้านบาท นานกว่า 4 ปี จนทำให้เสียชื่อเสียง ก่อนฟ้องกลับอดีตไวยาวัจกรรายนี้หลายคดี

วันนี้ (4 ส.ค.) พระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม พร้อมนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ และทีมทนายกองทัพธรรม ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่นายชาญณรงค์ เพียรดี อดีตไวยาวัจกรวัดสุทธิวราราม ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าคณะเขตสาทร เจ้าคณะแขวงสาทร และผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ป.) ตั้งแต่กลางปี 2562-มิถุนายน 2565 ว่า ยักยอกเงินวัดจำนวน 95 ล้านบาท และนำศพของวัดที่เผาไม่หมดนำไปโยนทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา

โดยทนายอนันต์ชัยกล่าวว่า ที่ตนเองเข้ามารับทำคดีนี้เพราะเห็นว่า พระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ถูกกลั่นแกล้ง เนื่องจากนายชาญณรงค์ เพียรดี อดีตไวยาวัจกรวัดสุทธิวราราม ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนตามหน่วยงานดังกล่าวถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกนายชาญณรงค์ได้ทำหนังสือร้องเรียนว่าพบความไม่โปร่งใสในการเบิกจ่ายเงินของวัดสุทธิวราราม และการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของพระสุธีรัตนบัณฑิต ที่ปล่อยให้พระครูสังฆรักษ์ อนุสร อบอุ่น ดูแลการเงินเกี่ยวกับฌาปนกิจของวัดและส่อไปในทางทุจริต, เอาเงินค่าเช่าที่ดินวัดรายปีเข้าบัญชีเบิกจ่ายแต่ผู้เดียว, เงินค่าเช่าตึกของวัดซึ่งผู้ร้องเป็นคู่สัญญาผู้ให้เช่ากับผู้เช่า แต่ไม่ได้รับรู้เรื่องเงินว่าได้เท่าไร และเงินไปอยู่ที่ไหน, เจ้าอาวาสนำเงินของวัดไปซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย แต่ไม่มีโฉนดที่ดิน, เจ้าหน้าที่เผาศพของวัดไม่หมดแล้วนำไปโยนทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา และขอให้ตรวจสอบการสร้างเสมาโบสถ์ ในราคา 6 ล้านบาท ที่เลยกำหนดสัญญา และยังไม่มีการก่อสร้าง

ต่อมาในวันที่ 10 ก.ค. 62 นายชาญณรงค์ได้ทำหนังสือถึงเจ้าคณะแขวงยานนาวา ขอถอนคำร้อง โดยระบุว่าไม่พบการทุจริตตามที่ร้องเรียน

จากนั้นวันที่ 9 ม.ค. 2563 เรียกสื่อมวลชนมาแถลงข่าวว่าจะร้องเรียนเรื่องนี้ต่อเป็นครั้งที่สอง

กระทั่งวันที่ 4 ก.พ. 63 ได้ยื่นหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ร้องเรียนจาก 6 เรื่อง เหลือ 3 เรื่อง คือ เจ้าหน้าที่ของวัดเผาศพไม่หมดแล้วนำศพไปโยนทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำบัญชีรายรับรายจ่ายไม่ถูกต้องมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตจนเป็นเหตุให้เงินของวัดสูญหายไป 95 ล้านบาท และนำเงินของวัดไปสร้างรีสอร์ตของตนเองที่ จ.เชียงราย

ต่อมา พระธรรมสุธี รักษาการแทนเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้ทำหนังสือถึง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 63 ว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ปรากฏความผิดตามที่นายชาญณรงค์ร้องเรียนมา แต่เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ทางคณะสงฆ์จึงตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ถึง 2 ครั้ง ในวันที่ 11 มี.ค. 64 และช่วงปลายปี 64

หลังจากทราบผลการตรวจสอบของคณะสงฆ์ ทำให้นายชาญณรงค์ไม่พอใจ และได้เรียกสื่อมวลชนมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าพระสุธีรัตนบัณฑิตประพฤติตัวไม่เหมาะสม ทุจริต ยักยอกเงินของวัด 95 ล้านบาท นำเงินไปซื้อที่ดิน ส.ป.ก.ที่ จ.สระบุรี และ จ.เชียงราย มูลค่ากว่า 3.8 ล้านบาท รวมถึงเรื่องการเผาศพไม่หมดแล้วนำไปทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่คณะสงฆ์กลับปกปิดให้การช่วยเหลือพระสุธีรัตนบัณฑิต

จากข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้น ความจริงก็คือ พระสุธีรัตนบัณฑิตไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด พร้อมทั้งชี้แจงความโปร่งใสถึงเงินจำนวนดังกล่าวที่ได้เบิกจ่ายไป ก็ได้ทำบัญชีถูกต้องตามระเบียบคณะสงฆ์ ส่วนกรณีเผาศพไม่หมดแล้วนำไปโยนทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาทางวัดสุทธิวรารามได้ดำเนินการตามระเบียบของกรุงเทพมหานครอย่างเคร่งครัด และไม่เคยมีญาติของผู้เสียชีวิตรายใดมาร้องทุกข์กล่าวโทษทางวัด อีกทั้งไม่พบพยานตามที่นายชาญณรงค์อ้างว่าเป็นบุคลากรภายในวัดอีกด้วย และในส่วนของที่ดิน ส.ป.ก.ที่ซื้อไว้นั้น ปัจจุบันก็ใช้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมของวัดสุทธิวราราม ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดทางคณะสงฆ์ได้สอบสวนข้อเท็จจริงด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ได้มีการช่วยเหลือพระสุธีรัตนบัณฑิตแต่อย่างใด

ดังนั้น จากการกระทำของนายชาญณรงค์ ทำให้สำนักข่าวต่างๆ นำเสนอข่าวเท็จ หมิ่นประมาทพระสุธีรัตนบัณฑิต เพราะฉะนั้น นายชาญณรงค์ และสำนักข่าวต่างๆ จึงเข้าข่ายร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้พระสุธีรัตนบัณฑิตได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากประชาชนที่ไม่ทราบความจริง อาจเข้าใจผิดว่า พระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานนั้น เป็นพระที่ไม่ดี มีเจตนาทุจริต ยักยอกเงินวัด อีกทั้งนายชาญณรงค์ได้พยายามร้องเรียนถึง 3 ครั้ง และเรียกสื่อมวลชนมาทำข่าวถึง 2 ครั้ง พยายามกลั่นแกล้งมาโดยตลอด เพื่อให้พระสุธีรัตนบัณฑิตสึก 

ส่วนสาเหตุที่นายชาญณรงค์ร้องเรียนน่าจะมาจากความไม่พอใจที่ถูกตัดอำนาจการเบิกถอนเงิน หรือเก็บเงินค่าที่จอดรถ และถูกปลดจากไวยาวัจกร เพราะประพฤติตัวไม่เหมาะสม ชอบด่าพระเณร และเจ้าหน้าที่ภายในวัด อีกทั้งทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล และยิ่งไปกว่านั้น ร้านนวดแผนโบราณภายในวัด ที่ภรรยาของนายชาญณรงค์เป็นเจ้าของนั้นถูกสั่งปิด จึงทำให้ไม่พอใจ และผูกใจเจ็บตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งนี้ พระสุธีรัตนบัณฑิตได้มอบอำนาจให้นายนฤเบศ ปั่นแก้ว เข้าแจ้งความต่อตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (3 ส.ค. 65) เพื่อดำเนินคดีต่อนายชาญณรงค์ และพวก ในข้อหา “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษ หรือรับโทษหนักขึ้น, หมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา”

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากวันนี้ไป วัดสุทธิวรารามจะเป็นศูนย์กลาง ทนายกองทัพธรรม ของ กรุงเทพมหานคร