เผยหนังสือชี้แจงมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ถึงฝ่ายคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ปฏิเสธคืนเงิน 530 ล้าน ระบุคำสั่งควบคุมโรงเรียนฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การซื้อและสนับสนุนโรงเรียนอื่นเป็นไปตามระเบียบ ด้านทนายความจ่อฟ้องกลับกลุ่มที่ทำให้มูลนิธิฯ เสียหาย
วันนี้ (29 มิ.ย.) จากกรณีที่กลุ่มเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน และตัวแทนศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย นำโดย นายชัชวีร์ ชีวีวัฒน์ ผู้ประสานงานประชาสัมพันธ์องค์กร SaveBcc ในฐานะตัวแทนองค์กร 12 ชั้นปี แถลงข่าวถึงการยื่นหนังสือต่อคณะผู้ควบคุมกิจการจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้บริหารมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังไม่ส่งคืนเงินของโรงเรียนที่ถูกนำไปใช้ในกิจการอื่น จำนวน 530.23 ล้านบาท เช่น กองทุนพัฒนามูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย จำนวน 445 ล้านบาท, การใช้เงินโรงเรียนฯ ซื้อโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา หรือโรงเรียนบึงกาฬคริสเตียนเดิม จ.บึงกาฬ 70.73 ล้านบาท, การใช้เงินโรงเรียนฯ สนับสนุนช่วยเหลือโรงเรียนเยนเฮส์เม็มโมเรียล เขตบางรัก กรุงเทพฯ 1.62 ล้านบาท, การนำเงินของโรงเรียน ไปสนับสนุนการซื้อโรงเรียนความหวังเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย จำนวน 7 ล้านบาทเศษ และการใช้เงินโรงเรียนฯ สนับสนุนโรงเรียนเคนเน็ตแม็คแคนซี่ จ.ลำปาง จำนวน 5.86 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ปี 2550 แก้ไขเพิ่มเติมปี 2554 ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
อ่านประกอบ : กรุงเทพคริสเตียน จี้ สธ.ช่วยทวงเงิน 530 ล้าน นำไปใช้กิจการอื่นขัดกฎหมาย
รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า มีการเผยแพร่เอกสารหัวกระดาษมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ที่ นายวิศาล มหชวโรจน์ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ทำหนังสือถึงนางวราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและมาตรฐานคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงเรียน ลงวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา สาระสำคัญโดยย่อระบุว่า ตามที่ได้มีหนังสือแจ้งให้มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ส่งเงินให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย รวม 5 รายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 530,235,552.67 บาท โดยที่คณะกรรมการควบคุมโรงเรียนฯ อ้างว่าการใช้จ่ายเงินงบประมาณของโรงเรียนฯ ดังกล่าวเป็นการจ่ายนอกขอบวัตถุประสงค์ของโรงเรียน และไม่เป็นไปตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนฯ ขอโต้แย้งคัดค้าน และปฏิเสธที่จะส่งเงินทั้ง 5 รายการตามหนังสือดังกล่าว ดังนี้
ข้อ 1 ในการสั่งควบคุมโรงเรียนฯ ของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยอ้างว่าผู้รับใบอนุญาตมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการและผู้จัดการพ้นจากหน้าที่ทำให้มีการชุมนุมประท้วงส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีการนำเงินของโรงเรียนฯ ไปซื้อที่ดินและกิจการโรงเรียนบึงกาฬคริสเตียนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในตราสารจัดตั้งและรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียน ทั้งการจ่ายเงินงบประมาณของโรงเรียนฯ ไม่เป็นไปตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554
ในกรณีนี้ผู้รับใบอนุญาตได้ยื่นฟ้องเลขาธิการ สช. และ สช. ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2563 ขอให้ศาลพิพากษาให้คำสั่งที่ 2/2562 ลงวันที่ 28 พ.ย. 2562 เรื่อง ให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยอยู่ในความควบคุมของ สช. เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และขอให้ศาลพิพากษาให้คำสั่งที่ 3/2562 ลงวันที่ 28 พ.ย. 2562 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผู้รับใบอนุญาตฯ ได้ยื่นฟ้อง นายอรรถพล ตรึกตรอง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมาตรา 157 คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา
ด้วยเหตุดังกล่าว การดำเนินคดีดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการที่ผู้รับใบอนุญาตฯ ในฐานะเจ้าของโรงเรียนฯ ไม่ยอมรับคำสั่งควบคุมโรงเรียนฯ และสถานภาพของคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนฯ อีกทั้งการดำเนินการของโรงเรียนฯ ในเรื่องเงินกองทุนพัฒนามูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนของหน่วยงาน และสถาบันสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย และมูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 2006 ซึ่งถือเป็นการดำเนินการจัดตั้งกองทุนฯ ก่อนที่จะมีการกำหนดตราสารจัดตั้งโรงเรียนฯ และกองทุนนี้ก็ยังเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฉบับปี พ.ศ. 2550 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554
ตามที่อ้างว่าไม่เป็นไปตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนดังกล่าว ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตฯ ขอเรียนให้ทราบว่า ตามธรรมนูญแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 1998 หมวด 9 ข้อ 70 มูลนิธิฯ เป็นนิติบุคคลมีอำนาจตามกฎหมาย และเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทั้งในอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย สถาบันการศึกษา สถาบันการรักษาพยาบาล และกิจการต่างๆ ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย เพื่อประโยชน์รับโอนทรัพย์สินเก็บดอกผลจากทรัพย์สิน และจัดการสุสานของมูลนิธิฯ เพื่อนำมาใช้จ่ายในการบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ให้การศึกษาแก่เยาวชน ให้การรักษาพยาบาลแก่คนเจ็บคนป่วย สงเคราะห์เด็กกำพร้า คนชรา ผู้พิการ รวมทั้งส่งเสริมการเผยแผ่คริสต์ศาสนาให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนฯ จึงเป็นการก่อตั้งโดยชอบตามความในหมวด 9 แห่งธรรมนูญนี้ และไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนแต่อย่างใด
ข้อ 2 การซื้อโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา เป็นการดำเนินการของ นายวัชรพงษ์ อภิญญานุรังสี และนายศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้รับใบอนุญาตฯ เป็นเพียงผู้พิจารณาอนุมัติเพื่อให้การซื้อกิจการโรงเรียนฯ ดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของสภาคริสตจักรในประเทศไทย และมูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 2006 แต่นายวัชรพงษ์และนายศุภกิจ ไม่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ข้างต้น จึงทำให้ผู้รับใบอนุญาตมีมติปลดนายศุภกิจ ปลดและไล่ออกนายวัชรพงษ์
ข้อ 3 การสนับสนุนโรงเรียนเยนเฮล์เม็มโมเรียล ในช่วงก่อนที่จะมีการปิดโรงเรียนฯ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มีโครงการที่จะใช้โรงเรียนดังกล่าวเป็นโรงเรียนระดับอนุบาล จนถึงระดับประถมศึกษา ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตามการศึกษาของโรงเรียนฯ ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย การจ่ายเงินดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนฯ ในเวลานั้น โดยผ่านการพิจารณาอนุมัติของผู้รับใบอนุญาต เมื่อปี ค.ศ. 2012 ข้อ 4 การสนับสนุนซื้อโรงเรียนความหวังเวียงป่าเป้า เป็นไปตามมติการอนุมัติของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนฯ เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการบริหารหน่วยงาน และสถาบันของสภาคริสตจักรในประเทศไทย และมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 2009 และข้อ 5 การสนับสนุนโรงเรียนแคนเน็ตแม็คแคนซี เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การที่คณะกรรมการควบคุมโรงเรียนฯ อ้างว่าผู้รับใบอนุญาตบริหารจัดการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในตราสารจัดตั้ง และรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียน ทั้งการจ่ายเงินงบประมาณของโรงเรียนฯ ไม่เป็นไปตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการที่เลขาธิการ สช. สั่งควบคุมโรงเรียนนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้องและเป็นการกระทำการเกินอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมฯ อีกทั้งยังเป็นการแทรกแซงการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคมอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากการดำเนินการบริหารจัดการโรงเรียนของผู้รับใบอนุญาตฯ ได้เป็นไปตามตราสารจัดตั้งโรงเรียน ซึ่งได้รับการรับรองจากเลขาธิการ สช. มาตั้งแต่ปี 2558 และระเบียบหลักเกณฑ์ของผู้รับใบอนุญาตฯ
"มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จึงไม่อาจดำเนินการตามหนังสือของท่าน ที่อ้างมติที่ประชุมของคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยได้ และขอสงวนสิทธิที่จะดำเนินคดีต่อท่าน และคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยต่อไป" ในตอนท้ายของเอกสารระบุ
อีกด้านหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. นายเกษม ศุภสิทธิ์ ทนายความมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย แถลงข่าวว่า มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ทำหนังสือปฏิเสธมติที่ประชุมของคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ดังนั้น หากมติของคณะกรรมการควบคุมฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย สงวนสิทธิที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลที่ทำให้มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยเกิดความเสียหายต่อไป



