xs
xsm
sm
md
lg

เชื่อหรือไม่..ไทยเคยมีพระราชสาสน์ไปขอเป็นเมืองขึ้นปักกิ่ง! ถูกหลอกให้จิ้มก้องพระเจ้ากรุงจีนเป็นร้อยปี!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: โรม บุนนาค



ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้ก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏอยู่ในประกาศรัชกาลที่ ๔ ฉบับ ๓๐๙ “เรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงปักกิ่ง” ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ประกาศฉบับนี้ในขณะคงจะมีความขุ่นเคืองพระราชหฤทัยอยู่ไม่น้อย จึงทรงใช้ถ้อยคำรุนแรงอยู่หลายตอน ทั้งยังทรงกำชับให้นำประกาศฉบับนี้ไปแจกจ่ายยังทูตานุทูตทั้งเทศไทยให้ทั่ว ตอนหนึ่งทรงนิพนธ์ไว้ว่า

“...เดิมแต่ก่อนนั้น พระเจ้าแผ่นดินฝ่ายสยามกับพระเจ้าแผ่นดินจีนก็ยังไม่ได้รู้จักเป็นทางไมตรี หรือทางค้าขายนั้นก็เปล่า พระเจ้าแผ่นดินไทยในเวลาก่อนนั้นโง่งมนัก ปราศจากวิริยะปัญญาไม่รู้การอะไรๆไกลๆในต่างประเทศบ้างเลย ครั้งหนึ่งพวกจีนเมืองกวางตุ้งเข้ามาค้าขายในประเทศญวน แล้วก็เลยแวะเข้ามาขายของที่ประเทศไทย ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินโง่ เสนาบดีเซอะ ราษฎรโซ ชวนกันซื้อสินค้าของจีนในสำเภานั้นไว้ใช้สอยชมเชย จีนหลอกขายได้แพงมีกำไรมาก....

...ในเวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินไทยมีพระราชประสงค์จะจะแต่งสำเภาหลวงไปค้าขายที่เมืองจีนบ้าง เพื่อจะเก็บเลือกสรรจัดซื้อสิ่งของประหลาดมาใช้ในเมืองไทยบ้าง พวกจีนเหล่านั้นจึงมีอุบายกราบทูลว่า ไทยจะไปค้าขายในเมืองจีนนั้นไม่ได้ ด้วยเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินไทยยังไม่รู้จักกับพระเจ้าแผ่นดินจีน ถ้าเรือสำเภาไทยจะไปค้าขายที่เมืองจีนเมื่อใดแล้ว พวกจีนนายด่านเขาจะจับเอาเรือนั้นไว้แล้วริบเอาของทั้งสิ้น เพราะไม่ได้เคยไปค้าขาย เขาจะสำคัญผิดคิดไปว่าเป็นเรือข้าศึกต่างประเทศ ด้วยจีนยังไม่รู้จักคนไทยเลย ถ้าพระองค์อยากจะไปค้าขายที่เมืองจีนแล้ว จะต้องมีพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการพอสมควร ให้ทูตไทยออกไปเจริญทางพระราชไมตรีผูกสัมพันธ์สันถวะมิตรกับพระจ้าแผ่นดินจีนเสียก่อน ให้รู้จักชอบอัช ฌาสัยแล้วจึงใช้สำเภาไทยไปค้าขายกับประเทศจีนได้สะดวก พวกจีนเหล่านั้นกราบทูลเป็นกลอุบายล่อลวงยุยงพระเจ้าแผ่นดินไทยให้หลงเชื่อ แล้วจึงกราบทูลขอรับอาสาว่าจะนำทูตไทยไปให้ถึงกรุงปักกิ่งคือเมืองหลวงของจีนทั้งปวง
 
ขณะนั้นพระเจ้าแผ่นดินไทยทรงก็ทรงเชื่อถ้อยคำพวกจีนยุยง จึงโปรดให้เจ้าพนักงานแต่งพระราชสาส์นฉบับหนึ่งเป็นอักษรไทยมีความว่า ขอเป็นทางพระราชไมตรีกรุงปักกิ่งเพื่อประโยชน์จะไปค้าขาย พระราชสาส์นนั้นลงจารในแผ่นทองคำ แล้วม้วนไว้ในกล่องทองคำประดับพลอยต่างๆสี แล้วโปรดให้เจ้าพระยาพระคลังมีหนังสือฉบับหนึ่งไปถึงลิปูตาทั่ง คือเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ในกรุงปักกิ่ง เจ้าพระยาพระคลังมีหนังสือไปถึงต๋งตก คือเจ้าเมืองกวางตุ้งเมืองท่าสำเภา ต้นทางบกจะขึ้นไปกรุงปักกิ่งนั้น
 
ครั้งนั้นพวกจีนเหล่านั้นจึงกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินไทยว่า ในเมืองจีนนั้นล่ามจีนที่จะแปลภาษาไทยได้ก็ไม่มี อนึ่งพวกข้าพเจ้าเหล่านี้เป็นผู้นำไทยไปจากเมืองไทยนั้น ครั้นจะแปลเองก็ดูเหมือนว่าไปแกล้งพูดเล่นตามใจไม่มีหลักหลาย เพราะเป็นจีนอยู่ที่เมืองไทยนี้ เกลือกว่าจีนที่เมืองจีนเขาจะไม่เชื่อแน่ เขากลับจะสำคัญคิดผิดๆไปต่างๆ และตามธรรมเนียมจีนพระเจ้าแผ่นดินจีนก็ทรงพระราชสาส์นด้วยพระองค์เอง ลิปูตาทั่งและตั๋งตกก็อ่านหนังสือเอง จะให้ล่ามแปลก็หามิได้
 
ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินไทยในเวลานั้นหลงเชื่อคำพวกจีนเหล่านั้นกราบทูลหลอกลวงต่างๆ ช่างโง่เง่าทั้งพระเจ้าแผ่นดินแลเสนาบดี จึงยอมให้พวกจีนพวกนั้นแต่งพระราชสาส์นเป็นหนังสือจีน แต่ว่ารับสั่งให้พวกล่ามจีนพวกนั้นแต่งตามฉบับสำนวนความตามพระราชสาส์นซึ่งเป็นอักษรไทยแลความไทย ฝ่ายพวกจีนทั้งนั้นก็แต่งยักย้ายเสียใหม่ตามชอบใจของตัว ไม่ให้ไทยทราบด้วย ครั้นแต่งเป็นหนังสือจีนก็กลับความเสียอย่างอื่น เขียนใจความว่า
 
พระเจ้าแผ่นดินไทยลุกขึ้นยืนกุ๋ยไปถึงพระเจ้ากรุงปักกิ่ง ขออ่อนน้อมยอมตัวถวายเป็นข้าขอบขันธสีมาอาณาจักรของพระเจ้ากรุงปักกิ่ง และขอถวายเมืองเป็นเมืองก้อง ๓ ปีครั้งหนึ่ง ขอพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเอกอุดมยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งปวงในโลก ขอให้พระเจ้ากรุงปักกิ่งทรงพระมหากรุณาอนุญาตให้สำเภาของพระเจ้าแผ่นดินไทยไปมาค้าขายที่เมืองจีน เหมือนได้โปรดให้ซื้อของบนสวรรค์มาใช้ในเมื่องไทยไกลทะเลกันดารนั้นเถิด

หนังสือฉบับเจ้าพระยาพระคลังไปถึงลิปูตาทั่งแลตั๋งตกทั้งสองฉบับนั้น ล่ามจีนเหล่านั้นกลับเอาพระนามพระเจ้าแผ่นดินไทยเป็นเจ้าของหนังสืออ่อนน้อมไปถึงต๋งตกแลลิปูตาทั่งไปหมดสิ้น ครั้นแต่งแล้วทั้งสามฉบับ จึงเอาฉบับของพระเจ้าแผ่นดินไทยมาถวายให้ทรงประทับตราตามธรรมเนียมพระราชสาส์น แลหนังสือสองฉบับซึ่งเป็นของเจ้าพระยาพระคลัง เอามาให้เจ้าพระยาพระคลังประทับตราไปตามซึ่งการเป็นไปโดยในหนังสือสำเนาไทย

ข้อความในพระราชสาส์นดังนี้ ไทยได้ทราบต่อมาภายหลังล่วงกาลนานมากว่า ๒๐๐ ปีเศษ คำว่ากุ๋ยนั้นแปลว่า ถวายบังคมหรือคำนับ คำว่าก้องนั้นแปลว่า ขึ้นเป็นเมืองขึ้นในบังคับ...”

ทั้งยังทรงตั้งพ่อค้าจีนเหล่านั้นให้เป็นขุนท่องซือใหญ่และขุนท่องซือน้อย พาคณะราชทูตไทยอัญเชิญพระราชสาส์นฉบับที่ถูกหลอกนี้ไปขึ้นบกที่เมืองกวางตุ้ง เมื่อส่งข่าวไปถึงกรุงปักกิ่งแล้ว พระเจ้ากรุงปักกิ่งก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่อยู่ดีๆกรุงศรีอยุธยาก็แต่งทูตมาขอสวามิภักดิ์เป็นเมืองขึ้น จึงรับสั่งให้ขุนนางหัวเมืองนำคณะทูตไทยไปกรุงปักกิ่ง คณะทูตไทยได้ขึ้นเกี้ยวหามรอนแรมไปถึง ๓ เดือน ๑๕ วันจึงถึง พระเจ้ากรุงปักกิ่งได้ตอบแทนเครื่องราชบรรณาการของไทยล้วนแต่ของมีค่ามากมาย เช่นแพรสีต่างๆ เป็นการไว้หน้าเมื่อมีคนชื่นชมมาขอเป็นเมืองขึ้น

ส่วนในหนังสือไปถึงลิปูตาทั่งกับตั๋งตกที่พวกล่ามอ้างว่าเป็นพระราชสาส์น แต่ประทับตราของพระคลัง ไม่เหมือนกับตราประทับในพระราชสาส์นถึงพระเจ้ากรุงปักกิ่งนั้น พวกล่ามก็อ้างว่าเป็นตราของพระเจ้าแผ่นดินที่ใช้กับคนที่ไม่ใช่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
รายการ “แหกเนตร” ครั้งมโหฬารในประวัติศาสตร์ โดยพ่อค้าเจ้าเล่ห์กลุ่มนี้ ไม่มีฝ่ายใดสงสัยเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะฝ่ายไทยนั้นชื่นชมยินดีว่ามีกำไร เฉพาะสิ่งของที่พระเจ้ากรุงปักกิ่งพระราชทานตอบแทนเครื่องราชบรรณาการมา คิดราคาก็ตกราว ๖๐ ใกล้ ๗๐ ชั่ง ซึ่งมากกว่าเครื่องราชบรรณาการของไทยซึ่งมีราคาแค่ ๕๐ ชั่งเท่านั้น ทั้งยังค่าต้อนรับ ค่าจ้างคนหามเกี้ยวจากกวางตุ้งไปถึงปักกิ่งอีก งานนี้พระเจ้ากรุงปักกิ่งจึงขาดทุนไปเยอะ ส่วนไทยก็ได้รับอนุญาตให้นำสินค้าไปขายได้ที่เมืองกวางตุ้งแห่งเดียวปีละ ๒ ลำ โดยพระเจ้ากรุงจีนรับสั่งให้เจ้าเมืองกวางตุ้งจัดที่พักไว้ให้ทูตไทยเป็นตึก ๔ หลัง สำหรับพักระหว่างการจัดซื้อของตามประสงค์

๒ ปีต่อมา ต๋งตกเจ้าเมืองกวางตุ้งมีหนังสือมาเตือนว่า ปีหน้าให้พระเจ้าแผ่นดินกรุงไทยไปก้องพระเจ้ากรุงปักกิ่งตามกำหนด พวกจีนท่องซือก็แปลสารนี้เป็นว่า พระเจ้ากรุงปักกิ่งมีความระลึกถึงพระราชไมตรีกับกรุงไทย ๓ ปีให้ไปเฝ้าครั้งหนึ่งอย่าให้ขาด ฝ่ายไทยก็ยินดีปรีดา ที่ไปทีก็มีเครื่องตอบแทนราชบรรณาการมามากกว่า การค้าก็มีกำไร ทั้งพวกท่องซือยังมีของติดมือมาฝากด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ล่วงเลยมาหลายชั่วคน จนทูตเก่า ล่ามเก่า ตายไปกันหมด มาเจอล่ามรุ่นใหม่ที่ใจซื่อเผยความจริงออกมา แต่กระนั้นฝ่ายไทยก็ยังยอมที่จะส่งเครื่องราชบรรณาการไปก้องพระเจ้ากรุงปักกิ่งเหมือนเดิมอีก
ประกาศรัชกาลที่ ๔ ฉบับนี้ ได้กล่าวถึงเรื่องราวและเหตุผลในตอนนี้ไว้ว่า

“...ได้ยินว่าคราวหนึ่งมีล่ามจีนเป็นคนซื่อ แปลความตามฉบับหนังสือจีนที่จริง แจ้งความจริงให้ท่านเสนาบดีฝ่ายไทยในเวลาที่ล่วงแล้วเป็นลำดับมานั้นให้รู้แท้แน่ว่า จีนกวางตุ้งดูหมิ่นดูแคลน มีหนังสือมาสั่งให้ไปก้อง คือไปอ่อนน้อม ฝ่ายเสนาบดีไทยในเวลาหลังนั้นก็นำความกราบทูลต่อพระเจ้ากรุงไทยในเวลาลำดับ ครั้นภายหลังพระแผ่นดินไทยจะแต่งสาส์นไปกรุงปักกิ่งอีก จึงโปรดให้จัดหาล่ามจีนที่ซื่อตรงมาแปลพระราชสาส์นไทยแลหนังสือของเจ้าพระยาพระคลังตามแนวในสำนวนไทย เขียนเป็นอักษรจีนส่งออกไปกับทูตานุทูตไทย ฝ่ายพวกจีนที่เป็นท่องซือใหม่ๆนั้น ครั้นออกไปถึงเมืองกวางตุ้งก็ไม่ไว้ใจ จึงเอาความไปแจ้งกับต๋งตกตามสำเนาพระราชสาส์นที่ส่งไปนั้น ฝ่ายต๋งตกเขาก็โกรธทูตไทย ต๋งตกเขาไม่รับรอง เขาไล่ขับทูตไทยกลับมาโดยขู่เข็ญว่า ถ้าจะขืนใช้หนังสือเป็นอย่างใหม่นี้ ไม่เหมือนอย่างเก่าแต่ก่อนนั้น สำเภาไทยไปมาค้าขายสืบได้ความแน่แล้ว เขาจะริบเอาไว้เสียสิ้น สำเภาจีนก็ห้ามไม่ให้ไปค้าขายที่เมืองไทยสืบต่อไป ครั้นพวกทูตานุทูตไทยได้ถูกขู่เข็ญเช่นนี้แล้ว ก็ต้องกลับมากรุงไทย แจ้งความกับเสนาบดีทุกประการ ฝ่ายพวกพ่อค้าสำเภาจีนทั้งหลายในเมืองไทย มีญาติเคยไปมาค้าขายที่เมืองจีนก็ร้องทุกข์กระสับกระส่ายขึ้นว่า ขอพระเจ้าแผ่นดินได้โปรด การเป็นดังนี้ ฝ่ายเมืองไทยในเวลานั้น ไม่มีทางค้าขายกับเมืองต่างประเทศทางทะเล มีแต่เมืองจีนแห่งเดียว จึงยอมกันทำหนังสือไปตามเคย...”
 
สัมพันธ์ไมตรีจีนกับไทยยังใช้วิธีติดต่อกันแบบนี้มาอีกเป็นร้อยๆปี

ข้อความตอนสุดท้ายของประกาศฉบับนี้ จบด้วยข้อความว่า

“...การทั้งนี้ ต้นเหตุใหญ่เพราะไทยถูกหลอกลวง จึงเสียพระเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดินไทยตลอดมาถึงกรุงเทพมหานครนี้ ครั้นแผ่นดินพระบาทสเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบการนี้แล้วก็กลับพระทัย หาได้ส่งบรรณาการแก่กรุงปักกิ่งอีกไม่”


กำลังโหลดความคิดเห็น