เป็นร้านไม้เล็กๆ ไม่ได้มีดีเทลอะไรมาก แต่เมื่อได้ชิมรสมือของพ่อครัวร้านนี้ ต้องบอกว่า แพ้ทางความอร่อย ทั้งเมนูไทย และฝรั่ง สำหรับร้าน "ประทินรัตน์ คิทเช่น" ร้านสไตล์ Casual Dining เสิร์ฟความอร่อยแบบง่ายๆ แต่รสชาติระดับภัตตาคารในราคาที่ไม่แพง
"วัตถุดิบที่ดี คือจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์อาหารที่อร่อย" คือสิ่งที่ "คุณตุ้ม-ถิรเจตน์ สายสนั่น ณ อยุธยา" พ่อครัวใหญ่ในฐานะเจ้าของร้าน "ประทินรัตน์ คิทเช่น" ให้ความสำคัญมาก แม้จะถ่อมตัวว่าฝีมือไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นเชฟกระทะเหล็ก แต่ลูกค้าก็แน่นร้านตลอด ทั้งขาจร และขาประจำ โดยทุกเมนูคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี สด สะอาด เพราะอยากให้ทุกคนได้กินของดี และของอร่อย
สำหรับชื่อ "ประทินรัตน์" มาจากชื่อคุณแม่ของคุณตุ้ม และภรรยา (คุณเต๋า) และด้วยความที่คุณแม่คุณตุ้มทำอาหารไทยเก่งมาก จึงนำมาตั้งเป็นชื่อร้าน เพราะไม่อยากได้ชื่อฝรั่ง ส่วนเมนูมีทั้งอาหารไทย และอาหารฝรั่งที่เก็บเกี่ยวเรียนรู้จากความชอบทำอาหาร และประสบการณ์ทำร้านอาหารที่อเมริกามากว่า 10 ปี จนตกผลึกเป็นสูตรที่ลงตัว ซึ่งมากกว่ารสชาติที่อร่อยแล้ว ยังมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
เข้ามาด้านใน ตกแต่งร้านด้วยไม้เก่า ไม่เน้นหรูหรา แต่ให้บรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง นอกจากนั้นยังออกแบบครัวให้เป็นแบบเปิดสไตล์ไทยๆ มีการระบายควันได้ดี ไม่ว่าจะผัด ทอด ต้ม และคั่ว ก็ไม่ส่งกลิ่นฉุน สามารถนั่งกินอาหาร และดูพ่อครัวโชว์ฝีมือการทำอาหารกันได้เพลินๆ
ส่วนเมนูของที่นี่ คุณตุ้ม และภรรยา บอกว่า ไม่สั่งไม่ได้ สำหรับ "ซี่โครงหมูบาร์บีคิว" เป็นเมนูแนะนำที่ทางร้านใส่ใจตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ โดยเฉพาะซี่โครงหมูที่ตัดออกมาได้เนื้อหนาๆ นำไปหมักด้วยเครื่องเทศสูตรพิเศษ 12 ชั่วโมง ก่อนเข้าเตาสโมคนานกว่า 5 ชั่วโมง และได้ออกมาเป็นซี่โครงเนื้อฉ่ำ ราดด้วยซอส Iron Pig บาร์บีคิว กินแล้วนุ่มลิ้น อร่อยถูกใจมากๆ
อีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อก็คือ "ไส้กรอก" สั่งทำจากโรงงาน ใช้เนื้อหมูล้วนๆ ไม่ผสมทั้งแป้งและเนื้อไก่ รสชาติอร่อยกำลังดี มันไม่เยอะ กลิ่นหอมเคี้ยวฟินชิ้นเดียวไม่เคยพอ เช่นเดียวกับ "พอร์คชอป" ใช้เนื้อหมูสันนอกติดกระดูก ตัดออกมาประมาณ 400 กรัม มีความหนาพิเศษ เนื้อนุ่มกินง่าย หอมอร่อยเครื่องเทศ กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วยิ่งอร่อยถูกปากสายแซ่บ
"ขาหมูเยอรมัน" เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ต้องมาลอง ทางร้านทำออกมาได้กรอบนอกฉ่ำใน แถมมันไม่เยอะ เพราะใช้เฉพาะขาหน้า ซึ่งจะมีไขมันน้อยกว่าขาหลัง เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด และผักดองรสเข้มข้น กินได้เพลินๆ จนลืมอ้วนกันไปเลย
สำหรับขาหมูเยอรมันของที่นี่ ต้องผ่านขั้นตอนขบวนการผลิตเป็นเวลา 3 วันภายใต้มาตรฐาน GMP/HACCP ของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด รวมถึงห้องผลิตที่ต้องรักษาอุณหภูมิไว้ที่ต่ำกว่า 4 องศา C ตลอดเวลา หลังจากนั้นนำออกมาต้มที่ความร้อน 80 องศาฯ อีก 1 ชม. 30 นาที ก่อนที่จะนำมาบรรจุถุงสูญญากาศและเก็บไว้ในห้องฟรีซเซอร์ที่อุณหภูมิ -18 องศาฯ เพื่อเตรียมส่งให้ลูกค้า
มาที่เซ็ตเมนู "อาหารไทย" กันบ้าง อร่อยขึ้นชื่อไม่แพ้เมนูฝรั่ง เริ่มจาก "มัสมั่นเนื้อ" เป็นสูตรชาววังที่ได้มาจากของคุณแม่ของคุณตุ้ม สีสันดูน่าทาน รสชาติอร่อยกลมกล่อม หวานนำ เผ็ดตาม เข้มข้นหอมมันกะทิ ส่วนเนื้อนุ่มเข้าเนื้อ ละมุนลิ้นมากๆ
ขณะที่ "แกงเขียวหวานเนื้อ" ใช้เครื่องแกงสด พิเศษกว่าที่อื่นคือ ใส่ยี่หร่ากับเม็ดผักชี ให้กลิ่นเครื่องเทศ ออกแนวแขกๆ นิดๆ นอกจากนั้นสูตรนี้ไม่มีมะเขือเปราะ แนะนำให้กินคู่กับโรตี ทางร้านทำมาแบบบางๆ หอมนุ่ม กินกับแกงได้อร่อยแบบเพลินๆ
ข้าวผัดที่นี่ก็ดี และมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวผัดเนื้อเค็ม ข้าวผัดรถไฟ ซึ่งอย่างหลังถือเป็นตำนานอาหารจานพิเศษ ไม่ต้องไปกินบนโบกี้ก็ฟินได้ แม้หน้าตาจะดูธรรมดา แต่รสชาติคือดี หอมอร่อย ผัดออกมาไม่แฉะ กินแล้วหอมกลิ่นซีอิ๊ว แต่ถ้าอยากได้รสชาติที่เข้มข้นยิ่งขึ้นก็โรยน้ำปลาลงไปอีกนิด
ปิดท้ายกับเมนู "คะน้าปลาอินทรีย์เค็ม" เมนูยอดฮิตอีกหนึ่งจานที่หลายคนชื่นชอบ หัวใจความอร่อยอยู่ที่ปลาอินทรีย์เค็มอย่างดี สั่งตรงจากร้านเกษมทรัพย์ ตลาด อตก. นำมาผัดกับคะน้าหั่น ได้กลิ่นหอม รสชาติไม่เค็มจัด ไม่มีกลิ่นตุ กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ยิ่งอร่อยกลมกล่อม
นอกจากนั้นยังมีเมนูตามสั่งอื่นๆ ทั้งราดข้าว และกับข้าว อยากกินอะไรสั่งพ่อครัวได้เลย นอกจากนั้น อาหารเหนือก็มีนะ (ข้าวซอยเนื้อ,ข้าวซอยไก่) แต่ไม่ได้มีทุกวัน ส่วนเมนูของหวาน ต้องมาลุ้นว่าในวันนั้นจะได้กินอะไร แต่สำหรับทีมงานเขาว่าอร่อย โชคดีได้กิน "พานาคอตต้า" เสาวรสและราสป์เบอร์รี่ รสเปรี้ยวหวานละมุนลิ้น ลงตัวสุดๆ ตักกินไปเรื่อยๆ จะเจอเม็ดเล็กๆ เป็นฝักวนิลา
ส่วน "ชีสเค้ก" ก็ดีงาม เนื้อเนียนนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมกับบลูเบอร์รี่ผสมเหล้าเบอร์เบิ้นหวานๆ เปรี้ยวๆ เข้ากันดีมาก เช่นเดียวกับ "ทีรามิสุ" หอมกาแฟเข้มข้น มีส่วนผสมของเหล้ารัม ทำให้ได้รสชาติหวานหอม กินเพลินจนหยุดไม่ได้กันเลยทีเดียว
หากมีโอกาส ลองแวะมาชิมกันได้ รับรองว่าไม่ผิดหวัง ทั้งรสชาติอาหาร บรรยากาศสบายๆ และความเป็นกันเองของเจ้าของร้าน สำหรับการเดินทาง ร้านตั้งอยู่ริมถนนในซอยพหลโยธิน 11 (ติดรั้วโรงเรียนเรวดี คลองประปา) เปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ที่ร้านไม่มีที่จอดรถ แต่ไปจอดได้ที่โรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์ อินน์ (อาจต้องเสียค่าที่จอดกันนิดหน่อย) สอบถามเมนูอาหาร และสั่งล่วงหน้าได้ที่เบอร์. 098-832-5671


