xs
xsm
sm
md
lg

ก่อนจะมี พส. ย้อนวาทะ “ปวิน VS พระไพรวัลย์” กับข้อหาหลงระเริงทางโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ย้อนรอยโพสต์เก่าปี 62 แต่เข้ากับกระแสตอนนี้ “ปวิน” ระบุ “พระไพรวัลย์” หลงระเริงทางโลก เล่นเฟซบุ๊กเป็นอาชีพ ถ่ายรูปตัวเองลงมากกว่าฆราวาส เล่นกระแสโซเชียล พอซะทีกับการที่ทำตัวเป็นพระเซเลบ ด้านเจ้าตัวโต้ ไม่ใช่ธรรมะแล้วผิดตรงไหน อีกฝ่ายเหมือนคนเสียสติ กัดเหวี่ยงคนอื่นไปทั่ว ชี้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ของคนคนนั้น สื่อสารเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิดของเรา ถามกลับ ทำไมต้องไปคาดหวังให้ใครต้องโพสต์หรือเขียนอะไรในแบบที่เราต้องการ

วันนี้ (6 ก.ย.) จากกรณี “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” พระประจำวัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร ได้ไลฟ์สนทนาธรรมกับ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง โดยมียอดคนดูพร้อมกัน 2 แสนกว่าคน ซึ่งไลฟ์ดังกล่าวได้สนทนาธรรมภายใต้คอนเซ็ปต์ “ดังนั้นจะมาเป็น พส.เหมือนกันไม่ได้ ไม่ใครก็ใครจะต้องสู่ขิต” โดยคำว่า พส.นั้นเป็นคำติดปากของวัยรุ่นที่หมายถึง “พี่สาว” หรือ “เพื่อนสาว” แต่ในกรณีนี้จะหมายถึง “พระสงฆ์” ขณะเดียวกันก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งนายสิปป์บวร แก้วงาม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า สิ่งสำคัญในความเป็นพระภิกษุสงฆ์คือ ความสำรวมในความเป็นสงฆ์ และเชื่อว่าประชาชนสามารถพิจารณาได้เองว่าพระทั้ง 2 รูป ที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านไลฟ์นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่

เฟซบุ๊ก Neo Fighter ได้ย้อนรอยนำข้อความจากเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun ของนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ต้องหาคดี 112 ที่หลบหนีคดีในต่างประเทศ โพสต์ข้อความพาดพิงพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2562 ระบุว่า “พูดความจริงว่าพระอย่างไพรวัลย์ หลงระเริงทางโลกมาก เล่นเฟซบุ๊กเป็นอาชีพ ถ่ายรูปตัวเองลงมากกว่าฆราวาส เล่นกระแสโซเชียลต่างๆ นี่เพิ่งเห็นว่าโพสต์ด่ากลับดิฉันว่าถ่อยและทราม การชี้จุดอ่อนพระแบบนั้น ถ้าคิดว่าถ่อยและทราม ดิฉันรับไว้หมด แต่พอซะทีกับการที่ทำตัวเป็นพระเซเลบ มันเหม็นเบื่อ มันยังลุ่มหลงในชื่อเสียงลาภยศ อย่าเป็นเลยดีกว่าไอ้อาชีพพระเนี่ย อ้อ ดูจากเนื้อความแล้วนางโกรธดิฉันมาก 55555 แค่ความโกรธก็ดับไม่ลง จะเอาอะไรมากกว่านี้

ปรากฏว่าพระมหาไพรวัลย์โพสต์ข้อความตอบกลับนายปวินว่า “คำถามคือไม่ใช่ธรรมะแล้วผิดตรงไหน กับข้อความแค่นี้ คุณทำหน้าที่เป็นกระทรวงวัฒนธรรม หรือสำนักงานพุทธ ในการเที่ยวมาตรวจสอบข้อความบนเฟซบุ๊กของคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่” และกล่าวว่า “คุณถ่ายรูปโชว์ตูด นั่นเป็นเรื่องวิชาการหรือเปล่า?” นายปวินจึงตอบกลับว่า “แต่ดิฉันไม่ใช่พระ”

ต่อมานายปวินโพสต์ข้อความระบุว่า “ดิฉันมีปัญหากับพระเล่นเฟซบุ๊กมากนะคะ คือตอนแรกคิดว่าใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อธรรมะ แต่หลังๆ มันไม่ใช่อะ พระพวกนี้เล่นตามกระแสที่ชาวฆราวาสเล่น อย่างเปรียบเทียบอายุ 10 ปี หรือเรื่องการรายงานความเคลื่อนไหวของตัวเองรายชั่วโมงว่าไปทำอะไรมาบ้าง บางทีไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย คือถ้ายังตัดทางโลกไม่ได้ สึกออกมาเถอะค่ะ เห็นแล้วเหนื่อยใจ อ้อ พระพวกนี้จะโกรธมากถ้าเราทักแบบนี้ เผอิญดิฉันเป็นมารศาสนา ด่าอีกที ถ้าจะทำให้ดิฉันตกนรกไปลึกกว่านี้ ดิฉันยอม...”

กระทั่งพระมหาไพรวัลย์โพสต์ข้อความถึงนายปวิน ระบุว่า “อาตมาว่า อาตมาจะไม่พูดถึงปวินแล้ว แต่ครั้งนี้เกินทนไปมาก เพราะปวินถ่อยทรามเกินกว่าจะปล่อยข้ามได้ จึงขอเขียนถึงปวินครั้งแรกและขอให้เป็นครั้งสุดท้าย

อาตมาเคยเห็นใจคนอย่างปวินนะ อันนี้พูดจากหัวใจ เห็นใจที่เขาถูกรังแกอย่างไม่เป็นธรรม และเห็นว่า การที่เขาแสดงความเห็นแม้จะด่าทอโกรธแค้นในการต่อต้านรัฐ ก็เป็นเรื่องที่ควรรับฟัง เพราะอย่างน้อยเขาก็ทำในฐานะของคนที่พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

แต่ตอนหลังมาปวินเหมือนคนเสียสติที่กัดเหวี่ยงคนอื่นไปทั่ว เกลียดคนอื่นที่พูดเรื่องเสียงไม่มีคุณภาพ แต่ตัวเองกลับใช้วาทกรรมเดียวกันด่าคนอื่นเสียเอง มีปัญหากับการที่คนอื่นบ่นเหนื่อยผ่านเฟซบุ๊ก แต่ตัวเองบ่นเหนื่อยอย่างเดียวกันไม่รู้กี่สิบครั้ง

ตอนที่อาตมาโพสต์ข้อความธรรมะเป็นสาระ ปวินก็แขวะว่าเป็นพวกโพสต์ข้อความสวยๆ บ้าง เอาอะไรมาสอนชาวบ้านบ้าง ไปคิดเองว่าคนอื่นกำลังสอนเขาบ้าง

พออาตมาโพสต์เรื่อง 10 years challenge แม้จะประกอบการเขียนข้อความธรรมะพูดถึงความไม่เที่ยงของรูปร่างสังขารซึ่งเปลี่ยนไป ปวินก็มองไม่เห็นนะ แต่หาเรื่องที่จะแขวะว่าไม่ใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อธรรมะ ถ้าอาตมาเป็นฆราวาส อาตมาคงจะถามคนอย่างปวินตรงๆ ว่า (มึงต้องการอะไรจากกู ก็ตอนกูโพสต์ธรรมะ มึงก็ด่า ไม่โพสต์ธรรมะมึงก็ด่า ตกลงความผิดมันอยู่ที่ใคร)

ถ้าคนอย่างปวินมองคนกลุ่มอื่นว่าเป็นพวกแพร่เชื้อความเกลียดชังในสังคม อาตมาก็คงมองแบบเดียวกันว่า ในฝั่งประชาธิปไตยนี่เอง คนที่แพร่เชื้อโรคแห่งความเกลียดชังไม่แพ้กัน ก็คือคนอย่างปวิน

อาตมาเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วว่า เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ของคนคนนั้น อาตมาไม่เคยมีปัญหา ที่คนอย่างปวินหรือใครก็ตามซึ่งเคยพูดทำนองว่า ฉันจะโพสต์เรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่วิชาการก็ได้ เพราะฉันไม่ใช่นักวิชาการตลอดเวลา

อาตมาไม่มีปัญหาเลย ที่คนแบบปวินหรือคนอื่นๆ จะเหวี่ยงวีน จะถ่ายรูปโชว์ตูด โชว์กางเกงใน กอดจูบอะไรกับใคร หรือเขียนข้อความจิกกัดด่าทอต่างๆ นานา บนพื้นที่เฟซบุ๊กของตนเอง เพราะอาตมาถือเป็นสิทธิ และเฟซบุ๊กก็ควรมีไว้เพื่อสิ่งเหล่านี้

เราจะใช้มันเพื่อสื่อสารเรื่องราวของเรา ความรู้สึกนึกคิดของเรา อารมณ์ในช่วงนั้นๆ ของเรา ความรัก ความสุข ความเศร้า หรืออะไรก็ตามที่เราอยากจะถ่ายทอดมัน

ทำไมเราไม่มองแบบนี้ ทำไมเราต้องไปคาดหวังให้ใครต้องโพสต์หรือเขียนอะไรในแบบที่เราต้องการ

อาตมาไม่อยากเห็นคนอย่างปวินถูกพิษของความโกรธเกลียดครอบงำหัวใจแบบนี้นะ แม้ปวินจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนมีศาสนาก็ตาม แต่อาตมาจะพูดในฐานะของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

ปล. ที่ปวินบอกว่า พ่อมึงตาย คือพ่ออาตมายังไม่ตายนะ และปวินก็ไม่ควรมาแช่งพ่ออาตมาด้วย”

ข้อความดังกล่าว ทำให้นายปวินตอบกลับว่า “ไม่เคยรับความจริงเลยนะคะหลวงพี่ ดิฉันพร้อมพูดความจริง เพราะรู้ว่าหลวงพี่ต้องดิ้น ถ่อยทรามตรงไหนไม่ทราบ พระเล่นเฟซบุ๊กขนาดนี้ ตัดทางโลกไม่ขาด สึกค่ะ ทำศาสนาเสื่อมเปล่าๆ” พระมหาไพรวัลย์ตอบกลับว่า “มีข้อไหนที่บอกว่าพระใช้เฟซบุ๊กแล้วต้องสึกอาจารย์ ถ้าคำพูดพวกนี้มาจากคนอีกฝั่ง อาตมาจะไม่ถือสาเลยนะ แต่นี่เป็นอาจารย์ ทำไมจึงมองอะไรมักง่ายแบบนี้ ทำไมถึงจ้องหาเรื่องกันกับสิ่งที่ไม่ควรหาเรื่องหาความ”

นายปวินจึงตอบกลับไปว่า “สิ่งที่คุณไพรวัลย์ตอบมาแบบยืดยาว ยิ่งชี้ว่าสิ่งที่ผมวิจารณ์เขายิ่งถูกต้องที่สุด” พระมหาไพรวัลย์จึงกล่าวว่า “อาตมาคิดเช่นกันว่า สิ่งที่อาตมาเขียนถึงความย้อนแย้งในตัวปวินทั้งหมดนั้น ถูกต้องยิ่งแล้ว”

นายปวินจึงกล่าวว่า “ดิชั้นพูดในสิ่งที่อยากพูดแล้ว และพูดแทนคนจำนวนหนึ่งที่เริ่มเหนื่อยกับคุณไพรวัลย์ หมดหน้าที่แล้ว และเพราะรู้ว่าคุณไพรวัลย์จะไม่เอามันไปตรึกตรองอีกอยู่ดี แค่นี้ละค่ะ”













กำลังโหลดความคิดเห็น...