xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 18-24 เม.ย.2564

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1."บิ๊กตู่" ยัน รบ.-ศบค.พร้อมรับมือโควิดระบาดเต็มที่ ตั้งเป้าฉีดวัคซีน ปชช. 50 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ มั่นใจไทยจะชนะโรคร้ายแน่นอน!

เมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงแผนบริหารจัดการการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สรุปความว่า ขณะนี้อัตราการติดเชื้อทั่วโลกยังมีแนวโน้มสูงอยู่ องค์การอนามัยโลกได้เตือนว่าจะเกิดวิกฤติ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกอีกรอบ ส่งผลให้จะเกิดการช่วงชิงทรัพยากรเพื่อใช้ในการรักษาทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยและประชาชนชาวไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย จำนวน 20 คัน รถตรวจวิเคราะห์หาเชื้อเร่งด่วนพิเศษจำนวน 5 คัน และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ จำนวนมาก

รวมทั้งศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในนามของประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือขอขอบใจ และขอเป็นกำลังใจ รวมทั้งขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากรให้กับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ รวมถึงประชาชนชาวไทยทุกคนอีกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ (23 เม.ย.) ประเทศไทยมียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,070 ราย ซึ่งเป็นผลมาจากคลัสเตอร์ล่าสุดช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ยังคงส่งผลต่ออีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยการแพร่ระบาดครั้งนี้ รุนแรงและเป็นวงกว้างกว่าระลอกที่ผ่านๆ มา หากเราร่วมมือร่วมใจกันอีกครั้ง “การ์ดไม่ตก” จะช่วยลดภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาควบคุมได้อีกครั้งในเร็ววัน

พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า รัฐบาลและ ศบค. ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา หากจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับมาตรการให้เข้มงวดขึ้น จะเร่งพิจารณา และประกาศล่วงหน้าให้ทราบในทันที และเพื่อความไม่ประมาท ได้สั่งการให้เตรียมพร้อมระบบสาธารณสุขของประเทศด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองสถานการณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เร่งรัดกระบวนการจัดหาและฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง รวมทั้งพิจารณาการฟื้นฟูเยียวยาในอนาคตด้วย

และว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งฉีดวัคซีนที่ได้รับมอบแล้ว 2.1 ล้านโดส ซึ่งสามารถฉีดได้ 1.05 ล้านคน มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 8.4 แสนคน กว่าครึ่งหนึ่ง เป็นการฉีดให้กับบุคลาการทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงตลอดเวลา ซึ่งบุคลากรทั้งหมดจะได้รับวัคซีนครบถ้วนภายในสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ รัฐบาลและ ศบค. ยังได้เร่งจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าหมายจัดหาวัคซีนเพิ่มให้ครบ 100 ล้านโดส เพื่อฉีดให้ประชาชน 50 ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดหาแล้ว 64 ล้านโดส และล่าสุด รัฐบาลจีนได้แจ้งความประสงค์จะบริจาควัคซีนให้ไทยอีก 500,000 โดส

ในส่วนที่จะต้องจัดหาเพิ่มเติมอีก 36 ล้านโดสนั้น รัฐบาลประสบความสำเร็จในการเจรจาจัดหาวัคซีนสปุตนิค วี 5 10 ล้านโดส และไฟเซอร์อีก 5-10 ล้านโดส มาเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนแล้ว นอกจากนี้ได้รับรายงานว่า สภาหอการค้าไทยจะช่วยรัฐบาลจัดหาให้กับพนักงานลูกจ้างเองด้วย ประมาณ 10-15 ล้านโดส

"ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลและ ศบค. มีความพร้อมในการรับมือการแพร่ระบาดในครั้งนี้อย่างเต็มที่ องค์การเภสัชกรรมได้มีการสำรอง และกระจายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวนมากกว่าสามแสนเม็ด โดยมีการกระจายไปสำรองในพื้นที่ต่างๆ แล้ว และกำลังนำเข้าเพิ่มอีก 2 ล้านเม็ด"

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการจัดเตรียมเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดด้วยว่า "เรามีเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยโควิดและผู้เสี่ยงติดเชื้อ รวมกว่า 28,000 เตียง ทั้งที่อยู่ในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลสนาม และ Hospitel ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยหลักพันต่อเนื่องกันหลายวัน ทำให้จำนวนเตียงลดลงอย่างมาก แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดเตรียมมาตรการเพื่อจัดหาเตียงให้กับผู้ป่วยทุกคนให้ได้"

ส่วนมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ยืนยันว่า รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไว้อีกประมาณ 3.8 แสนล้านบาท ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอที่จะใช้ในการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเจริญเติบโตให้ได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ให้ความช่วยเหลือในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้ "ขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละ อดทน แม้ว่าตนเองจะเสี่ยงอันตรายและเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่ยังคงมุ่งมั่นทุ่มเททำหน้าที่เพื่อส่วนรวม ผมขอยกย่องทุกท่านจากใจจริง"

"ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงต้องช่วยกันปกป้องทีมแพทย์ของประเทศไทย ด้วยการระมัดระวังตัว ลดความเสี่ยงให้มากที่สุดในช่วงเวลานี้ คือ การเว้นระยะห่าง ล้างมือ และใส่แมสก์ให้มากที่สุดเมื่อต้องพบเจอผู้อื่น"

"ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอให้คำมั่นสัญญาว่า ผมและรัฐบาลจะทำทุกทาง เพื่อให้เราผ่านวิกฤตในระลอกนี้ไปให้ได้ พวกเราทุกคนจะสู้ไปด้วยกันอีกครั้ง และผมเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของเราทุกคน ประเทศไทยจะต้องเอาชนะโรคร้ายในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน"

2.ผู้ติดเชื้อโควิดพุ่งทะยานไม่หยุด มีผู้เสียชีวิตทุกวัน ด้าน “บิ๊กตู่” ไฟเขียวผู้ว่าฯ ประกาศเคอร์ฟิว ให้ สธ.แก้ปัญหาเตียงเต็ม!


สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งทะยานไม่หยุด และมีเสียชีวิตทุกวัน เริ่มจากเมื่อวันที่ 18 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,767 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย รายแรกเป็นพระสงฆ์ อายุ 54 ปี มีโรคประจำตัว คือ โรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ส่วนอีกรายเป็นหญิงไทย อายุ 70 ปี มีโรคประจำตัวคือ โรคเอสแอลอี รูมาตอยด์ ไตเรื้อรัง

วันต่อมา 19 เม.ย. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค.แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,390 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย รายแรกเป็นชายไทย อายุ 56 ปี มีอาชีพพนักงานเสิร์ฟในสถานบันเทิง กรุงเทพฯ มีโรคประจำตัว คือ โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองตีบ รายที่สอง เป็นหญิงไทย อายุ 84 ปี มีโรคประจำตัวคือ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และต้องล้างไตประจำ ส่วนรายที่สาม เป็นหญิงไทย อายุ 61 ปี มีอาชีพค้าขาย มีโรคประจำตัวคือ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไทรอยด์

วันต่อมา 20 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,443 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย รายแรกเป็นหญิงไทย อายุ 78 ปี มีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ รายที่สอง เป็นชายไทย อายุ 78 ปี อาชีพค้าขาย มีโรคประจำตัวคือ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง รายที่สาม เป็นหญิงอินเดีย อายุ 86 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียงและโรคไทรอยด์ รายที่สี่ เป็นชายไทย อายุ 30 ปี เป็นโรคอ้วน มีประวัติไปสถานบันเทิงย่านทองหล่อเมื่อวันที่ 4 เม.ย.

ทั้งนี้ วันเดียวกัน (20 เม.ย.) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งติดโควิดและรักษาตัวที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. เผยว่า ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. แพทย์อนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวต่อที่บ้านได้ เนื่องจากได้รักษาตัวครบ 14 วัน ปัจจุบันปลอดเชื้อแล้ว และอีก 2-3 วัน แพทย์ได้นัดให้มาเจาะเลือดและสว็อป เพื่อตรวจหาเชื้ออีกครั้ง

วันต่อมา 21 เม.ย. พญ.อภิสมัย แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,458 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย รายแรกเป็นหญิงไทย อายุ 56 ปี มีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายเรื้อรัง และโรคอ้วน ส่วนอีกรายเป็นชายไทย อายุ 32 ปี มีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้

วันต่อมา 22 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,470 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 7 ราย รายแรกเป็นหญิงไทย อายุ 24 ปี อาชีพค้าขาย มีโรคประจำตัวคือ โรคอ้วน รายที่สอง เป็นหญิงไทย อายุ 68 ปี อาชีพดูแลเด็ก มีโรคประจำตัวคือ ภูมิแพ้ รายที่สาม เป็นชายไทย อายุ 83 ปี มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รายที่สี่ เป็นหญิงไทย อายุ 80 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง มีโรคประจำตัวเบาหวาน รายที่ห้า เป็นชายไทย อายุ 45 ปี อาชีพพนักงานขับรถ มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รายที่หก เป็นชายไทย อายุ 59 ปี เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีโรคประจำตัวเบาหวาน รายที่เจ็ด เป็นชายไทย อายุ 86 ปี อาชีพรับจ้าง มีโรคประจำตัวโรคหัวใจ

วันต่อมา 23 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,070 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย รายแรก เป็นชายไทย อายุ 72 ปี รายที่สอง เป็นชายไทย อายุ 74 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ รายที่สาม เป็นหญิงไทย อายุ 29 ปี มีโรคประจำตัวโรคอ้วน รายที่สี่ เป็นชายไทย อายุ 83 ปี มีโรคประจำตัวเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตเรื้อรัง และโรคหัวใจ

ล่าสุด 24 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,839 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 8 ราย รายแรก เป็นชายไทย อายุ 48 ปี มีโรคประจำตัวคือโรคอ้วน รายที่สอง เป็นหญิงไทย อายุ 83 ปี มีโรคประจำตัวเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รายที่สาม เป็นชายไทย อายุ 89 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง และเป็นมะเร็งลำไส้ รายที่สี่ เป็นชายไทย อายุ 63 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง และโรคเก๊าท์ รายที่ห้า เป็นชายไทย อายุ 68 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รายที่หก เป็นหญิงไทย อายุ 82 ปี มีโรคประจำตัว ไตเรื้อรัง และเป็นมะเร็งปากมดลูก รายที่เจ็ด เป็นชายไทย อายุ 75 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และต่อมลูกหมากโต รายที่แปด เป็นชายไทย อายุ 62 ปี มีโรคประจำตัวไตวายเรื้อรัง

วันเดียวกันนี้ (24 เม.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงมาตรการแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า ได้สั่งการหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ให้จัดเตรียมเตียงเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยทุกคน เร่งแก้ปัญหาเตียงเต็มของโรงพยาบาลในกรุงเทพ ด้วยการบูรณาการระบบส่งตัวผู้ป่วยกับหน่วยงานขนส่งต่างๆ เพื่อนำส่งไปยังโรงพยาบาลในปริมณฑล พร้อมเผยว่า วันนี้ ผู้ป่วยที่ตกค้างอยู่นอก รพ. จำนวน 1,423 คน จะเริ่มได้รับการติดต่อนัดหมาย เพื่อนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามความเร่งด่วนของอาการ และทั้งหมดจะต้องใช้เวลาไม่เกิน 2-3 วันนับจากวันนี้

นอกจากนี้ยังให้เพิ่มบุคลากรอาสาทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ จากทุกภาคส่วน รวมถึงภาคธุรกิจเอกชน มาช่วยงานในภารกิจต่างๆ และว่า หากสถานการณ์ระบาดรุนแรงขึ้น อาจพิจารณาลดเวลาในการกักตัวในโรงพยาบาลสำหรับผู้ไม่มีอาการหรืออาการน้อย จาก 14 วันลงเหลือ 10 วัน และให้กักตัวที่บ้านอย่างเคร่งครัดและมีระบบติดตามดูแล ซึ่งจะช่วยทำให้มีเตียงเพิ่มขึ้น จะช่วยลดภารกิจของบุคลากรทางการแพทย์

ส่วนการควบคุมสถานการณ์ ได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการพิจารณายกระดับมาตรการการป้องกันโรค ปิดสถานที่ต่างๆ ได้เพิ่มเติมที่จำเป็น และพิจารณาความจำเป็นในการออกประกาศปิดสถานที่หรือกำหนดเคอร์ฟิวในบางพื้นที่อย่างละเอียดรอบคอบถึงผลกระทบต่างๆ

3. อัยการสั่งไม่ฟ้อง “ธนาธร” ถือหุ้นสื่อลงสมัคร ส.ส. ไม่เผยเหตุผล อ้างกระบวนการยังไม่เสร็จ รอ ผบ.ตร.จะเห็นแย้งหรือไม่!



เมื่อวันที่ 22 เม.ย. พนักงานอัยการคดีอาญา 4 ได้นัดฟังคำสั่งในคดีที่พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง นำตัวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมสำนวนเห็นควรสั่งฟ้องคดี ในความผิดข้อหารู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้ง หรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อของตนเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 151 

สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายธนาธรถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ขณะลงสมัครรับเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ดำเนินคดีอาญา

ทั้งนี้ ทางสำนักงานคดีอาญา 4 ได้เลื่อนฟังคำสั่งคดีนี้ออกไปเป็นวันที่ 25 พ.ค. เวลา 10.00 น. โดยให้เหตุผลว่า กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น

ด้านนายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า จากการตรวจสอบทราบมาว่า คดีนี้ พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญามีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนาธรตามที่พนักงานสอบสวนทำความเห็นมา ตามขั้นตอนจะต้องส่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ชี้ขาด ขณะนี้อยู่ระหว่าง ผบ.ตร.ทำความเห็นว่า จะเห็นด้วยหรือแย้งหรือไม่ ถ้าเห็นแย้งมา ก็ต้องส่งอัยการสูงสุดชี้ขาดตามกฎหมาย รายละเอียดเหตุผลจึงยังไม่สามารถบอกได้ แต่ถ้าคดีมีความเห็นยุติเมื่อไหร่ ทางทีมโฆษกพร้อมเปิดแถลงรายละเอียด แต่ยืนยันว่า ความเห็นทางคดีดังกล่าว ไม่ได้มีความขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

4. ศาลฎีกา พิพากษายืนจำคุก “ศิริโชค” 2 ปี คดีหมิ่นเจ้าของ รร.แลนด์มาร์ค แต่โทษรอลงอาญา 2 ปี เพราะเคยทำประโยชน์ให้ประเทศ!



เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ศาลอาญา ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นายอนุชา สิหนาทกถากุล อายุ 62 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตระกูลดัง บุตรชายของนายมนตรี เจ้าของธุรกิจโรงแรมแลนมาร์ค เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายศิริโชค โสภา อายุ 54 ปี อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ค.-8 ต.ค. 2558 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวทำนองว่า บิดาของนายอนุชาโจทก์ เป็นคนไม่ดี ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ทำให้โจทก์รู้สึกได้รับความเสียหาย จึงนำเรื่องมายื่นฟ้องเป็นคดี โดยนายศิริโชค จำเลย ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำคุก 2 ปี และปรับ 100,000 บาท พร้อมทั้งให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ ได้แก่ ไทยรัฐ, เดลินิวส์, ผู้จัดการ และเดอะเนชั่นภาคภาษาอังกฤษ หลังจากนั้น จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์

ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2562 ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายมนตรี สีหนาทกถากุล ผู้เสียชีวิต โจทก์อ้างตนเองเบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2553 น.ส.เสาวรส ได้กู้ยืมเงินจากนายมนตรี บิดาของโจทก์จำนวน 15 ล้านบาท และได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ น.ส.เสาวรส เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2550 ก่อนกู้ยืมเงิน ทำให้ น.ส.เสาวรส ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ผู้ตายจึงฟ้อง น.ส.เสาวรส ต่อศาลแขวงกรุงเทพใต้ แต่ภายหลังได้ถอนฟ้องในชั้นอุทธณ์

ต่อมา วันที่ 22 ก.ค. 2558 นายศิริโชค จำเลย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กทำนองว่า นายมนตรี บิดาของโจทก์เป็นคนขี้โกง ชอบเอารัดเอาเปรียบ แม่โดนหลอกให้กู้ยืมเงิน โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 สุดท้ายแม่ก็ถูกศาลจำคุก และที่เราแพ้คดี เพราะเราไม่มีหลักฐานไปหักล้างเขาได้ ซึ่งข้อความดังกล่าวที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กตั้งค่าเป็นสาธารณะและปักหมุดให้เห็นเป็นหน้าแรก ทำให้ผู้ติดตามแสดงความคิดเห็นตำหนินายมนตรี ผู้เสียชีวิต และโจทก์ ซึ่งเป็นบุตร เป็นการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า ผู้เสียชีวิตและครอบครัวโจทก์เป็นคนไม่ดี ได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขณะที่นายศิริโชคอ้างว่า เฟซบุ๊กดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นของผู้สนับสนุนตนเป็นคนทำขึ้น

แต่ศาลเห็นว่า ชื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กศิริโชค ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เคยโพสต์ข้อความอื่นๆ จริง นอกจากนี้ ทางนำสืบโจทก์ยังระบุว่า ได้มีการตรวจสอบจากวิกิพีเดียด้วย ซึ่งระบุว่า เฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของนายศิริโชค โดยมีการแสดงข้อมูลไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทนาน 2 ปี ขณะที่จำเลยก็ไม่เคยเข้าโต้แย้งว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

แม้ว่าโจทก์จะนำสืบไม่ได้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องไอพีแอดเดรส ที่จะแสดงตำแหน่งของการโพสต์ในคอมพิวเตอร์ แต่พยานหลักฐานที่นำสืบมาสอดคล้องกับที่อยู่บนเว็บไซต์ของอินเตอร์เน็ต หรือ URL ที่ตรงกับเฟซบุ๊กของจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เคยมีการปลอมของบุคคลผู้มีชื่อเสียง ก็ไม่เคยปรากฏว่า เป็นกรณีของจำเลยมาก่อน

จึงฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท แต่จำเลยเคยเป็นเลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี เคยทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการนำรถของทางราชการไปใช้ขนยาเสพติด โดยไม่หวั่นเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัย จึงเห็นว่า ได้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ มีคุณงามความดี แม้จะกระทำผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ก็อาจเยียวยาด้วยการโฆษณาลงในสื่อสิ่งพิมพ์ได้ จึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หลังจากนั้น นายศิริโชคได้ ยื่นฎีกา

ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า เฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของจำเลยจริง และจำเลยได้โพสต์ข้อความที่เป็นการใส่ความนายมนตรี ผู้ตาย ว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนโกง และทำผิดกฎหมาย ย่อมไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

5. ศาลให้ประกันตัว “สมยศ-ไผ่ ดาวดิน” หลังเจ้าตัวยันจะไม่พาดพิงหรือร่วมกิจกรรมทำสถาบันเสื่อมเสีย พร้อมห้ามเดินทางออกนอกประเทศ!



เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำสั่งเรื่องคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” 2 แกนนำกลุ่มราษฎร จำเลยที่ 4 และ 7 ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีชุมนุมเมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง

ทั้งนี้ ก่อนอ่านคำสั่ง ศาลอาญาได้ไต่สวนจำเลยทั้งสอง รวมทั้งพยานจำเลยและพยานผู้ควบคุมผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ต่อมา ศาลจึงอ่านคำสั่ง โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นให้พิจารณาแต่เพียงว่า มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108/1 อันจะทำให้ศาลต้องสั่งไม่ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ กล่าวคือ (1) จำเลยจะหลบหนี (2) จำเลยจะไปยุ่งกับพยานหลักฐาน (3) จำเลยจะก่อเหตุอันตรายประการอื่น (4) ผู้ขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ และ (5) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีของศาลเท่านั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 7 ไม่ถูกควบคุม และโจทก์นำตัวมาศาลโดยสมัครใจ จึงไม่น่าเชื่อว่า จำเลยทั้งสองจะหลบหนี พยานหลักฐานในคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้รวบรวมเสร็จแล้ว และส่วนใหญ่เป็นเจ้าพนักงาน หรืออยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยทั้งสองจะไปยุ่งเกี่ยวได้

ส่วนการที่จำเลยทั้งสองจะไปก่อเหตุร้ายประการอื่นนั้น ศาลเห็นว่า โจทก์และพนักงานสอบสวนไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏในสำนวนว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยทั้งสองจะไปก่อเหตุใด พนักงานราชทัณฑ์ชี้แจงว่า จำเลยทั้งสองมีความประพฤติดี ศาลเห็นว่า ไม่มีข้อเท็จจริงให้มีเหตุควรสงสัยว่า จำเลยจะไปก่อเหตุร้าย ประกอบกับจำเลยทั้งสองแถลงยืนยันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 5 เม.ย. 2564 ว่า หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จะไม่กล่าวพาดพิงสถาบันกษัตริย์ และจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมที่ทำให้เสื่อมเสียถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

อีกทั้งได้แถลงยืนยันในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่า ได้แถลงข้อความดังกล่าวด้วยความสมัครใจ และยืนยันว่า จะทำตามคำแถลงดังกล่าว จึงไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักพอให้เชื่อได้ว่า จำเลยทั้งสองจะไปก่อเหตุร้ายอื่น ผู้ขอประกันจำเลยทั้งสองในคดีนี้ไม่เคยผิดสัญญา หรือมีข้อบกพร่องอื่น หลักทรัพย์ที่ยื่นเป็นเงินสดมีมูลค่าถึง 500,000 บาท พอสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี

อีกทั้งจำเลยทั้งสองแต่งตั้งทนายความมาร่วมในกระบวนพิจารณาของศาล ไม่ปรากฏว่า การปล่อยตัวชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีของศาลแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่ปรากฏจึงไม่มีเหตุพอที่จะยกขึ้นอ้างมิให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108/1 ได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 7 โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้จำเลยทั้งสองทำกิจกรรมที่จะทำความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ให้มาศาลตามนัด หากผิดสัญญาให้ปรับคนละ 200,000 บาท

ภายหลังศาลอนุญาตให้ประกันตัว นายสมยศและนายจตุภัทร์ รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดที่มาร่วมฟังคำสั่ง ต่างแสดงความดีใจ ขณะที่ภายนอกอาคารศาลอาญา มีมวลชนใส่เสื้อสีแดง สีขาว สีดำ และผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งที่เดินทางมารอทำกิจกรรม ยืน 112 นาที เมื่อทราบคำสั่งประกันตัว จึงพากันยกเลิกกิจกรรม เพื่อเดินทางไปรอต้อนรับนายสมยศและนายจตุภัทร์ ที่จะได้ออกจากเรือนจํา ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


กำลังโหลดความคิดเห็น...