xs
xsm
sm
md
lg

“Urboy TJ” กับตัวตนจากรอยสักแรก ‘Selfmade’ สู่อัลบั้มเต็มอย่างทางการ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากการตัดสินใจที่จะสักตัวอักษรลงสู่ร่างกาย เพื่อเป็นการระลึกถึงวันแรกของการแสดงความเป็นตัวตนของตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องการทำเพลงของ “Urboy TJ” หรือ ‘เต๋า-จิรายุทธ ผโลประการ’ ที่นับจากก้าวแรกสู่สังเวียน จนมาถึงเดบิลด์อัลบั้มอย่างเป็นทางการ ในนาม ‘Selfmade’ ผลงานเต็มลำดับแรกที่พร้อมให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกับตัวตนของเขาให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น


ทำไมถึงต้องตั้งชื่ออัลบั้มว่า Selfmade ครับ

เพราะว่าผมสักคำนี้ที่ร่างกาย ตั้งแต่อายุประมาณ 18 ปีครับ เพื่อบอกตัวเองว่า เราได้สร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาแล้ว ตั้งแต่ ณ วินาทีนั้น ในฐานะศิลปินวง 3.2.1 ในฐานะการเป็นเบื้องหลัง นักแต่งเพลงให้กับค่ายกามิกาเซ่ แล้วก็มีฐานแฟนคลับของเราพอสมควร คือมันเหมือนกับเป็นการเตือนตัวเองว่า ทุกครั้งที่ผมมองดูมันแล้วย้อนกลับไปนึกถึงวันแรกที่เรามี passion อย่างเต็มเปี่ยม ในเวลาทำเพลง หรือทำงาน อย่างบางทีเราก็เคยเผลอลืมตัวเอง จนต้องมาคิดเหมือนกันว่า กูเกิดจากอะไรวะ ต้องทำเพลงแนวไหน ซึ่งช่วงหนึ่งของการเป็นศืลปินเดี่ยว เราก็เคยทำเพลงแบบมั่วซั่วไปหมด จนไม่ใช่ตัวของตัวเอง แล้วพอมาถึงวันที่ทำอัลบั้มเต็ม เราเลยตั้งชื่ออัลบั้มด้วยคำๆ นี้ และได้ย้อนไปในวันนั้นด้วยว่า ตัวตนของเราคืออะไร เราเกิดมาจากอะไร แล้วเราอยากที่จะทำอะไร


เหมือนกับให้คำๆ นี้ บนรอยสัก มันได้นึกถึงตัวตนของตัวเองด้วย

ใช่ครับ มันทำให้นึกถึงทุกรอยสักที่เราสักบนร่างกาย ทำให้เราจำได้ว่า เราได้สักคำนั้นในตอนนั้น ว่าเรารู้สึกอะไร คือพอทำอัลบั้มเสร็จ เราก็ไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อว่าอะไรดี ใช้เวลาอยู่เป็นเดือนเหมือนกัน จนไปเจอรอยสักนี้ เลยตั้งเป็นชื่ออัลบั้มนี้ขึ้นมา คือตั้งชื่อนี้เพื่อบอกว่า ทั้งหมดที่เราทำมาตั้งแต่เด็กจนมาถึงวันนี้ เราได้สร้างตัวตนนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เรียกว่าเป็นการพาไปรู้จักตัวตนของเรามากกว่า


ด้วยยุคสมัยในการทำงานเพลงที่เปลี่ยนไปแล้ว แล้วคุณอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวพอดี ถือว่ามีการปรับตัวพอสมควรมั้ย

(นิ่งคิด) ความโชคดีของตัวเองก็คือ เราอยู่ในทุกยุคพอดี ในยุคที่เรามาเป็นศิลปินฝึกหัดตอนอายุ 15 ผมมาทำอัลบั้มกับทางกามิกาเซ่ ทำอลบั้มให้กับศิลปินต่างๆ ในค่ายอาร์เอส ที่ยังทำระบบอัลบั้มเต็ม 10 เพลงอยู่ แล้วเราก็ย้ายมาสู่ยุคศิลปินทำเป็นอีพีอัลบั้ม 5 เพลง จนลดลงเหลือเป็นซิงเกิล ผมก็ได้เรียนรู้ทุกอย่างจากตรงนั้นมา จนถึงวันที่เราได้เป็นศิลปินเดี่ยวแบบเต็มๆ ผมก็เลือกทดลองทำเป็นซิงเกิล และทำอีพีอัลบั้มดู แต่สุดท้าย การทำอัลบั้มคือเป้าหมายหลักของตัวเอง เนื่องจากเราได้ลองทำสิ่งที่ว่ามาหมดแล้ว เราก็ต้องมีอัลบั้ม ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่าง แปลกหรือว่ายาก เพราะมันเป็น mindset มาตั้งแต่เด็กแล้วว่าเราอยากทำอัลบั้ม

อีกอย่าง ผมว่าแนวคิดมันคนละแบบครับ ผมไม่ได้บอกว่าการปล่อยซิงเกิลออกมามันไม่ดีหรือแย่นะครับ เช่นเดียวกับการปล่อยอัลบั้ม ก็ความหมายคล้ายกัน แต่การทำ 2 ลักษณะนั้น mindset มันคนละแบบกัน ซึ่งการทำซิงเกิลนั้น คือการโฟกัสใน 1 เพลงแล้วปล่อยออกไปเป็นซิงเกิล แต่ว่าการทำอัลบั้มมันคือโฟกัสใน 1 อัลบั้ม แล้วทำทั้งหมดในอัลบั้ม อัลบั้มมันเป็นการเล่าเรื่องราวร้อยเรียงกัน ตั้งแต่เพลงแรกจนเพลงสุดท้าย ฟังแล้วรู้สึกว่ามาด้วยกัน อารมณ์เดียวกัน เล่าเรื่องเดียวกัน ผมถึงไม่เลือกทำอัลบั้มแบบ Repaging แบบนำเพลงเก่าแล้วมารวมใหม่ เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่อัลบั้ม มันเป็นซืงเกิลที่รวมหลายๆ เพลงมารวมกัน แต่เราเริ่มตั้งต้นใหม่ว่า อัลบั้มของเรา มีทุกรส ทุกแนว ทั้งสนุก เดือด เศร้า เหงา มีความสุข มันต้องมีอารมณ์เหล่านี้ทั้งหมด เราใช้เวลาเรียงแทร็คในอัลบั้มนี้เป็นเดือนเช่นเดียวกับชื่ออัลบั้ม ว่าเพลงไหนต้องอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ของอัลบั้ม ซึ่งบางเพลงที่วางแล้วไม่เข้ากับอัลบั้มก็ต้องถอดออกทำใหม่ต่างๆ นาๆ ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน กว่าที่จะลงตัวได้


ซึ่งรวมถึงการทำงานอัลบั้มนี้ทั้งหมดด้วย

อัลบั้มนี้ใช้เวลาทำประมาณ 1 ปีเต็มครับ ส่วน 4 เดือนที่ว่านี้ก็อยู่ใน process นี้เหมือนกัน แล้วก็ส่วนท้ายของ 4 เดือนที่จบไป ก็คือมานั่งคุยกับทีมงานว่า เพลงไหนควรอยู่ เพลงไหนควรเอาออก เพลงไหนควรทำเพิ่ม เพลงไหนที่ไม่ควรอยู่ในอัลบั้มเป็นการปิดท้าย เรียกว่าช่วงเวลานี้ ผมใช้ชีวิตอยู่ในห้องอัดเลย ไม่ได้ออกไปไหน ตื่นมาก็เข้าห้องอัด จนถึงเช้าของอีกวัน ทุกอย่างมันอยู่ในสตูดิโอหมด คือผมเป็นคนที่ สมบูรณ์แบบและมีรายละเอียดจัด ในเรื่องการทำงาน เราจะเก็บทุกรายละเอียด คือถ้าสมมุติเราไม่ตั้งเป้าหมาย ภายในเวลาเท่านี้ เราต้องทำงานอัลบั้มให้เสร็จ ผมว่าอีก 5 ปีข้างหน้าก็ยังไม่เสร็จหรอกครับ เพราะว่าผมจะกลับไปแก้มันเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ และแน่นอนว่า ไม่มีวันไหนที่พอใจแน่นอน คือจะทำให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนเพื่อนต้องมาบอกว่า มันโอเคแล้วล่ะ และมันทำหน้าที่ของมันเต็มที่แล้ว ผมถึงจะหยุดทำ


จากที่คุณเคยบอกว่า คุณชอบทำงานแบบ contrast มันเหมือนกับเป็นการท้าทายโดยส่วนตัวด้วยมั้ย

ผมไม่รู้เหมือนกันนะครับว่ามันท้าทายหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติของตัวเองในการทำงานลักษณะแบบนี้ อย่างการทำเพลงของตัวเอง ง่ายๆ เลยคือ เราชอบทำเพลงแฮปปี้ที่เนื้อหาเศร้า หรือทำเพลงที่มีเนิ้อหาสรุก แต่ทำดนตรีที่ไม่สนุก เรียกว่าทำอะไรที่คนไม่ทำกัน มันเลยทำให้เป็นสิ่งที่ตัวเองชอบไปในตัว ตั้งแต่ซิงเกิลแรกที่ปล่อยออกๆ ไปในฐานะศิลปินเดี่ยว คือ “เค้าก่อน” ซึ่งถ้าเอาเนื้อหามาเขียนเล่าจริงๆ มันเป็นเนื้อหาที่เศร้าพอสมควร แต่ด้วยดนตรี เมโลดี้ หรือวิธีการร้องที่มันสนุกไปเฉยเลย มันก็เลยกลายเป็นดีเอ็นเอของเราตั้งแต่วันนั้นว่า เราเป็นคนที่ชอบทำเพลงอย่างงี้ ซึ่งในอัลบั้มนี้ทุกคนคงน่าจะสัมผัสความ contrast หลายๆ แบบมากมายที่จะได้เจอ อะไรอย่างงี้ครับ


โดยสรุปก็คือ คุณทำอัลบั้มชุดนี้ มันเหมือนกับเป็นการคลายวิกฤตของตัวเองในทางอ้อมด้วยมั้ย



มันเป็นเหมือนเป็นการขีดช่อง to-do-list ของตัวเอง เหมือนว่า เป็นการทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองในชีวิต เรามาติ๊กถูกว่าเราทำแล้วนะ เพราะเราตั้งเป้าหมายนี้มานานมากๆ แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม จนทุกวันนี้ เรามีความมั่นใจในทีมงานของตัวเอง มั่นใจในตัวเอง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็เลยรู้สึกว่าพร้อมที่จะทำ จนทำอัลบั้มขึ้นมา มันก็เลยเป็น checklist ในชีวิตว่าเราได้ทำแล้วนะ ซึ่งเรามองในมุมนี้มากกว่า

คือโดยส่วนตัวเอง ผมไม่รู้สึกว่ากดดันเลยนะครับ เพราะว่าศิลปินในยุคนี้ มันผ่านอะไรมามากมาย จนกลายเป็นยุคดิจิตอล ที่คนสามารถเลือกฟังเพลงได้ผ่านอากาศ ไม่ต้องมีซีดี เทป หรือไวนิล ทั้งสิ้น คุณสามารถฟังเพลงที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ผมเลยรู้สึกว่า จริงๆ การปล่อยเป็นซิงเกิลหรืออัลบั้ม มันก็ไม่มีอะไรผิดหรือเสียหาย เหมือนกับคนทำหนังน่ะครับ การทำทั้งหนังสั้น หรือ ทำหนังโรงก็ไม่ผิดเช่นกัน เพราะฉะนั้น อัลบั้มของผมก็คล้ายๆ กับหนังเต็มเรื่องหนึ่ง ที่สามารถเลือกฟังได้แบบเต็มๆ ทั้งเรื่อง หรือเลือกฟังบางส่วน ก็แล้วแต่ครับ (ยิ้ม)


ตั้งแต่การได้รับโอกาสในการทำงาน จากค่ายอาร์เอส อยากให้คุณสรุปตรงพาร์ทนี้โดยรวมหน่อยครับ ว่าเป็นยังไงบ้าง

มันคือสิ่งที่สร้างให้มาเป็นผมในวันนี้นะครับ ซึ่งล่าสุดที่ผมไปเจอ เฮียฮ้อ (สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) ตอนงาน RS x JOOX GENERATION JOOX ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในศิลปินในโปรเจกต์นี้ด้วย แล้วได้กลับไปทำงานให้กับค่ายนี้ ในฐานะศิลปินอิสระ ซึ่งผมก็ยังเคารพแนวคิดของเขาเสมอ เฮียเป็นคนที่เก่งมากๆ วิชั่นในการมองตลาดของเขาเป็นเลิศ แล้วทุกอย่างสั่งสอนผมมาตั้งแต่อายุ 15 จนถึง 20 ต้นๆ ซึ่งถ้าไม่มีค่ายนี้ รวมถึงไม่มีการทำงานเบื้องหลัง และการทำงานในวง 3.2.1 ผมก็คงทำงานศิลปินเดี่ยวไม่ได้หรอกครับ ด้วยประสบการณ์ที่สะสมมา พี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่คอยสั่งสอนมา ว่าวิธีการทำเพลงนั้นทำยังไง การมองตลาดต้องทำยังไง ทำเพลงที่ให้อะไรกับคนฟัง ทุกอย่างมันเหมือนกับเราไปเข้าโรงเรียนที่ไม่มีเรียนที่ไหนในโลก นอกจากจะเข้าไปเผชิญกับมันจริงๆ แล้วผมก็จบโรงเรียนนี้มาด้วยความแฮปปี้และภูมิใจ ก็เลยกลายเป็นผมในวันนี้


เหมือนช่วงที่ได้ทำงานเพลงในตอนนั้น ก็ได้ให้แนวคิดในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำงานให้ตัวเองด้วยประมาณหนึ่ง

(นิ่งคิด) มันเหมือนกับเป็นการสร้างให้เด็กอายุ 15 คนหนึ่ง ให้มีความรับผิดชอบมากกว่าครับ ซึ่งในตอนนั้น ผมไม่รู้ว่าเด็กวัยนี้จะต้องทำอะไรบ้างในชีวิต แต่ตัวเราไม่ได้เข้าเรียนหนังสือตามปกติ แต่เราได้เข้าไปอยู่ในสังคมผู้ใหญ่ที่เขาทำงานมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ความรับผิดชอบต่อการทำงานแต่ละเพลง เพื่อจะปล่อยให้ศิลปินแต่ละคน ที่บริษัทลงทุนไปเป็นล้าน ซึ่งถ้าคุณทำเพลงไม่ทัน หรือทำอกมาแล้วแย่ บริษัทต้องขาดทุนไปเท่าไหร่ มันเป็นการที่เด็กอายุ 15 คนหนึ่งต้องแบกรับความกดดันนั้นไว้ ซึ่งมันทำให้เรามีความแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วมาก มันเหมือนกับโยนตัวผมไปในสนามแข่งจริงเลย สมมุติเด็กอายุ 15 คนหนึ่งอยู่ในลีกที่ฝึกซ้อมเพื่อจะไปลีกใหญ่ ผมจะต้องไปเจอกับคนที่เก่งมากๆ เจอประสบการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เราต้องมีการปรับตัวและประยุกต์เพื่อรับแรงกดดันนั้นให้ได้ มันมีความกดดันอยู่แล้วละครับ แต่ก็ถือว่าได้รับประสบการณ์อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน


การที่คุณได้ทำงานกับคนที่มี performance หลากหลายแนว หลายสไตล์ ตัวคุณได้แลกเปลี่ยนอะไรบ้างในการทำงานในแต่ละครั้ง



จริงๆ อย่างการร่วมงานกับศิลปินแต่ละคน เหมือนที่เราเคยถูกสอนมาว่าดีเอ็นเอของศิลปินแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไลฟ์สไตล์ การเขียนเพลง เนื้อหาที่เขาจะเล่า มันก็ไม่เหมือนกันเลยซักคน ไม่งั้นเราก็จะเป็นศิลปินที่เหมือนกันทั้งโลก ทีนี้ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ เราต้องประยุกต์เข้าหากับศิลปินแต่ละคนยังไง สมมุติงว่าเราไปโปรดิวซ์งานให้ใครซักคน เราต้องรู้ว่าธรรมชาติของเขา จะพูดประโยคแบบนี้หรือเปล่า ผมถึงไม่ค่อยให้ใครมาแต่งเพลงให้ เพราะว่า เขาไม่รู้หรอกครับว่าเราพูดประโยคนั้นหรือเปล่า ผมเลยต้องเขียนทุกอย่างเอง

หรือว่า การที่ไปทำงานกับศิลปินที่มากประสบการณ์กว่าเราครั้งแรก ในฐานะที่เรายังเป็นหน้าใหม่มาก เช่น พี่เดย์ ไทยเทเนี่ยม (จำรัส ทัศนละวาด) เราก็ไม่ได้สนิทและรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัว แต่เรารู้สึกว่าเราชอบในผลงานของเขา เราก็ติดต่อไป จนเรามาเรียนรู้ว่า พี่เดย์เขาเป็นคนที่น่ารักมากๆ คนหนึ่ง ไม่ได้ดูน่ากลัวจากภาพลักษณืที่เราเห็นก่อนหน้านั้นเลย รวมถึงหลายๆ อย่างมันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เราได้เรียรู้ผ่านคาแรกเตอร์ของแต่ละคน ประมาณนั้นครับ


เหมือนกับได้เรียนรู้ตัวตนของเขาจนมาทำงานให้สะท้อนตัวเขาด้วย

ใช่ครับ เป็นเหมือนสัจธรรมหนึ่งให้เรารู้ว่า คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งก็เหมือนว่าตัวตนของเราก็ไม่เหมือนใครเช่นเดียวกัน แล้วเราต้องดึงจุดนั้นออกมาให้เด่นที่สุด เพื่อที่จะ stand out ออกมาในวงการ music business มากที่สุด เพราะถ้าเราเหมือนคนนั้นคนนี้ เราก็จะเป็นแค่ตัวที่สอง เราไม่สามารถเป็นตัวจริงในแนวทางของตัวเองได้ ถ้ายังเป็นคนนั้นคนนี้อยู่ ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังมีการค้นหาตัวเองอยู่นะครับ เราก็ยังไม่รู้ตัวเองแบบ 100 เปอร์เซ็นต์หรอกว่า เราเป็นคนยังไง เราต้องทำเพลงแบบไหน มันถึงจะถูกต้อง เราก็ยังสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่า เราก็เคยทดลองไปทำเพลงแนวอื่นๆ ผลตอบรับที่กลับมา มันคือสิ่งที่เราต้องการว่า แต่ละแบบมันเป็นยังไงมากกว่า


ทุกวันนี้ คุณยังมีความตื่นเต้นก่อนเริ่มโชว์ในแต่ละครั้งอยู่มั้ย

ยังมีความตื่นเต้นในบางงานครับ อย่างบางครั้งที่เวลาที่อยู่หลังเวที เราก็ยังมีความรู้สึกนี้อยู่ แต่เวลาที่เราได้ถือไมค์ แล้วไปอยู่หน้าเวที ความตื่นเต้นก็จะหายไปทันที เหมือนกลายร่างเป็นอีกคนเลย รู้สึกว่าหน้าเวทีนั้น เหมือนกับเป็น comfort zone ของเรา แล้วก็ทุกคนที่อยู่เบื้องหลังเรา เรามีความมั่นใจในตัวพวกเขามากๆ ที่คอยสนับสนุนเราตลอดเวลาในโชว์ ซึ่งอาการตื่นเต้นจะเกิดขึ้นตอนก่อนโชว์ครับ

แต่แค่รู้สึกว่า วินาทีที่ขึ้นไป ผมพร้อมแล้วที่จะแสดงผลงานของเรา และเล่าเรื่องเพลงที่ตัวเองเขียนในแต่ละเพลงให้คนที่อยู่ตรงนั้นได้ฟัง ซึ่งถ้ายังมีอาการที่ว่าอยู่ คนฟังก็คงไม่เชื่อละครับ เพราะคนสมัยนี้รับรู้อะไรที่เก่งมากๆ ว่าอันไหนจริง อันไหนลวง สมมุติว่าถ้าขึ้นไปลวง คนรู้ละครับว่าเราโกหก แต่ถ้าเราขึ้นไปและแสดงความจริงใจให้เขา เขาก็จะแสดงความจริงใจกลับมา ซึ่งมันเป็นวิธีของผมในการโชว์บนเวที ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม เราต้องทิ้งมันไป แล้วก็แสดงตัวตนของเราออกมาบนเวทีนั้น ซึ่งถ้าเขาอยากรู้ว่าเราเป็นยังไง ลองมาดูผมแสดงสด ก็จะรู้ว่าเราเป็นยังไง แฟนคลับหลายๆ คนที่มาติดตามเราจนถึงปัจจุบัน เขาก็ติดตามมาจากที่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตในแต่ละครั้ง และเขารู้ว่าเราไม่ได้น่ากลัวจากภาพตามสื่อต่างๆ มันก้เลยเป็นพื้นที่ comfort zone อย่างที่บอกครับ


ขณะเดียวกัน การที่คุณได้มาเป็นแกนหลักของแนวแร็ป-ฮิปฮอปในวงการเพลงไทย แล้วพอมาเห็นสายเลือดใหม่ต่อๆ มา มันรู้สึกว่า เหมือนกับคุณได้เห็นตัวเองในวันแรกเริ่มด้วยมั้ย

(นิ่งคิด) ในส่วนหนึ่งก็รู้สึกนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าเด็กสมัยนี้เก่งกว่าผมในสมัยนั้นเยอะเลยนะ เพราะในช่วงที่ผมแรกๆ นั้น ไม่มีโซเชียลมีเดียที่บูมแบบตอนนี้ สมัยนี้ทุกคนสามารถอยู่ที่บ้าน เขียนเพลงและทำดนตรีจนปล่อยช่องทางของตัวเองได้ ทุกคนเหมือนมีสื่ออยู่ในมือแล้วเพียงแค่ลงมือทำ แต่สมัยผมทำเพลงใหม่ๆ ผมต้องคิดกระบวนการ การทำเพลง โซเชียลที่เรามี วิธีการโปรโมตมันค่อนข้างยากกว่า ผมว่าเด็กสมัยนี้เข้าใจและปรับตัวเร็ว อย่างที่บอกว่าโลกในการฟังเพลงในตอนนี้มันเปลี่ยนไป ผมยังจำยุคที่ทำซีดีกันอยู่เลย จนวินาทีที่ซีดีหายไป การขายเพลงอยู่ที่อากาศแล้ว จนทำให้เราไม่เข้าใจมากๆไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งเราต้องมาปรับตัวให้เข้าใจ แต่เด็กสมัยนี้พวกเขาก็เข้าใจเร็วอย่างที่บอก มันเลยเป็นข้อได้เปรียบในการทำเพลงในยุคนี้


แล้วการไปเป็นคอมเมนเนเตอร์ในรายการต่างๆ ก็ได้เห็นภาพแบบที่ว่ามาด้วยเช่นเดียวกันมั้ย

ผมว่าวิธีการของผมกับหลายๆ แร็ปเปอร์คนอื่นๆ มันคนละแบบ บางคนเขาก็อาจจะมาจากการแข่งแบทเทิลกัน แล้วก็มาทำเพลง หรือบางคนก็มาจากการเรียนดนตรี แล้วรู้สึกว่าอยากจะผสมผสานวัฒนธรรมฮิปฮอปกับสิ่งที่เขาเรียนมา หรือบางคนก็เริ่มมาจากมีปัญหาในครอบครัวและอยากระบายออกมาเป็นเพลง แต่ของผมเริ่มมาจากการฟังเพลงแนวนี้และเข้าไปทำเพลงในค่ายเพลงใหญ่ของเมืองไทยในขณะนั้น แล้วก็ทำงานเบื้องหลังให้กับศิลปินหลายๆ คนที่ไม่ใช่เพลงแนวนี้เลยก็มี เราเลยรู้สึกว่า การเริ่มต้นของแต่ละคน ใช่ว่าจะเหมือนกันหมดซะทีเดียว แต่เรารู้สึกดีใจที่แร็ปเปอร์ได้เกิดมาจากแต่ละที่ เพราะมันคือการสร้างตัวตนของแต่ละคน ซึ่งบางคนที่เขาเขียนเนื้อร้องที่ออกมาจากชีวิตจริง เราชอบอะไรลักษณะแบบนี้ หรืออย่างบางคนที่เรียนดนตรีมาแล้วมาผสมแนว เราก็เกิดความรู้สึก innovation ใหม่ๆ ฉะนั้น เลยไม่สามารถที่จะเอามาเทียบใครได้ว่าคนนี้เก่งกว่าคนนั้น ทุกคนมีแนวทางของตัวเองหมด


ในช่วงที่เพลงแร็ปฮิปฮอป มันเป็นอีกหนึ่งกระแสหลักของวงการเพลงไทยแล้ว คุณมองปรากฎการณ์นี้ยังไงครับ

ผมมองว่ามันค่อนข้างดีที่ทุกคนได้เริ่มออกมา เหมือนพิสูจน์ตนเองว่าเมื่อก่อนคนจะดูถูกเพลงแนวนี้ตลอดเวลาว่า เพลงอะไรวะ ฟังไม่รู้เรื่อง เนื้อหาอะไรก็ไม่รู้ จนทุกวันนี้ ทุกคนได้พิสูจน์แล้วว่า มันก็เป็นอีกหนึ่งแนวเพลงที่สร้างปรากฎการณ์ให้กับวัฒนธรรมการฟังเพลงของคนไทยเหมือนกัน จนพอมาได้จุดหนึ่งที่ทุกคนที่เปิดใจรับฟัง ก็รู้สึกดีใจกับทุกๆ ศิลปินที่เจอแนวทางของตัวเองที่แตกต่างกัน และเดินไปในทางที่ตัวเองต้องการที่จะไปจริงๆ อย่างตัวเราก็มีแนวทางที่ไป ซึ่งมันก็ไม่เหมือนกับคนอื่นเหมือนกัน ต่างคนก็ต่างให้ความเคารพในด้านของแนวแต่ละคน ไม่ไปขัดขวางและดูถูกในเส้นทางของใคร เพราะวิถีทางของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอย่างที่บอก


เมื่อเปรียบกับช่วงที่ก่อร่างสร้างตัวของแนวเพลงนี้ในบ้านเรา คนรุ่นคุณมีความได้เปรียบและเสียเปรียบในแง่ใดครับ

ข้อเสียเปรียบก็คือ มันไม่ได้มีข้อมูลบนอินเตอร์เน็ทที่ได้ใช้แบบเข้าถึงง่ายทุกคนทุกที่ ฉะนั้น ความยากของมันคือการเรียนรู้วัฒนธรรม ซึ่งฮิปฮอปมันไม่ได้เป็นแค่แนวเพลง แต่มันเป็นวัฒนธรรมซึ่งเรามีรู้หรอกว่า วัฒนธรรมนี้ในเมืองนอกเป็นยังไงถ้าเราไม่ได้เจอเอง หรือ ศึกาข้อมูลจากโลกออนไลน์ ทุกวันนี้ทุกคนสามารถเสพสื่อผ่านโลกออนไลน์ได้ เราเรียนรู้วัฒนธรรมนี้ โดยที่ไม่ต้องไปอยู่ที่นั่นก็ได้ ความแตกต่างจะอยู่ตรงนั้นมากกว่า ในยุคที่อินเตอร์เน็ทยังไม่เข้าถึง การทำเพลงแนวนี้ มันคือการทดลองทั้งสิ้น บางทีอาจจะไปผิดหรือถูกทางบ้าง ข้อแตกต่างมันก็อยู่ตรงนี้ แต่ข้อได้เปรียบคือ ได้เรียนรู้ผ่านทางลักษณะแบบนี้มาทีละนิดๆ


ความคาดหวังของการทำอัลบั้มชุดนี้ คิดว่าเป็นยังไงบ้างครับ

ผมต้องบอกเลยว่า อัลบั้มนี้มันไม่ใช่อัลบั้มฮิปฮอปนะครับ แต่มันเป็นอัลบั้มเพลงป็อป ที่ผสมตัวตนของผม ซึ่งโดยส่วนตัวเราชอบเพลงป็อป ฮิปฮอป อาร์แอนดืบี และ ร็อค เพราะฉะนั้นทุกแนวดนตรีมันจะถูกรวมไว้ในอัลบั้มนี้ด้วยกลิ่นอายเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้วางแบบสะเปะสะปะ เราค่อนข้างจริงจังในการวางตำแหน่งในการผสมผสานต่างๆ เพราะฉะนั้นอัลบั้มนี้ก็อยากให้ทุกคนลองฟังดู มันฟังง่ายมากๆ เลย แค่ลองฟังซักเพลง คุณก็จะรู้แล้วว่ามันย่อยและฟังง่าย และการที่ฟังครบทุกเพลง มันจะทำให้คนรู้จักผมมากขึ้น

เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ณัฐพล ด่านรักษา


กำลังโหลดความคิดเห็น...