xs
xsm
sm
md
lg

จากต้มยำกุ้งถึงโควิด เปิดใจ “ศิริวัฒน์ แซนด์วิช” ผู้ไม่ยอมจำนน!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อ 23 ปีที่แล้ว เขาเป็นบุคคลหนึ่งที่ร่ำรวยเงินทองและทรัพย์สิน แต่วันหนึ่งกลับได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ต้องมาเป็นหนี้พัน ๆ ล้าน ด้วยภาระหนี้สินที่แบกรับไม่ไหว ในที่สุดจึงถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ ล้มได้ไม่นานเขาก็กลับมาตั้งตัวใหม่ทางธุรกิจด้วยการขาย “แซนด์วิช” โดยเริ่มจากคล้องคอขายข้างถนน จนกลายมาเป็นแบรนด์ ศิริวัฒน์แซนด์วิช ที่หลายคนรู้จัก

ปัจจุบัน “ศิริวัฒน์ แซนด์วิช” มีหน้าร้านตามสถานีรถไฟฟ้า 5 แห่ง ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง สถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ สถานีรถไฟฟ้าเอกมัย และสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุชที่เพิ่งจะเปิดใหม่ แถมยังมีผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแซนด์วิช ข้าวห่อสาหร่าย น้ำผลไม้ สินค้า OTOP จากแหล่งอื่น ๆ หรือน้ำสมุนไพร 4 ชนิดที่เพิ่งเปิดตัวออกมาใหม่เมื่อไม่นานมานี้

เรากำลังพูดถึง ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ผู้ก่อตั้งกิจการศิริวัฒน์แซนด์วิช อดีตนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งวันนี้เขาจะมาแชร์เรื่องราวชีวิต และกำลังใจดี ๆ พร้อมทั้งให้แง่คิดในการใช้ชีวิตในยุคโควิด-19 ด้วย


จากเศรษฐีพันล้านสู่พ่อค้าแซนด์วิช 

ก่อนปี พ.ศ. 2540 ผมเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ร่ำรวยกำไรจากในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนั้นผมก็คิดว่าจะไปสร้างคอนโดมิเนียมหรูที่เขาใหญ่ ก็ได้เริ่มดำเนินการสร้างประมาณปี พ.ศ. 2537 มาเสร็จปี พ.ศ. 2540 ต้มยำกุ้งมาพอดี เนื่องจากเล่นหุ้นเยอะ ก็ไปกู้เล่น เขาเรียกเล่น margin แล้วก็ถูกบังคับขายหุ้น พอบังคับขายหุ้นเสร็จขาดทุน จำนวนเงินที่ขาดทุนผมจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 17- 19 เปอร์เซ็น คอนโดสร้างเสร็จก็ขายไม่ได้ ก็เลยเป็นหนี้ทั้งหนี้หุ้น และหนี้สร้างคอนโด ด้วยความที่ไม่มีปัญญาชำระดอกเบี้ยเงินกู้ ในที่สุดก็ถูกยึดทรัพย์หมด และถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย หลังจากปี พ.ศ. 2540 ผมก็กลายเป็นบุคคลล้มละลาย  

คือช่วงนั้นผมมีพนักงานอยู่ประมาณ 40 คนในโครงการคอนโดมิเนียมที่เขาใหญ่ ผมก็เรียกประชุมพนักงานว่าผมไม่ไหวแล้ว บริษัทต้องปิดแล้ว คอนโดขายไม่ได้ หุ้นผมก็เจ๊ง เพราะฉะนั้นก็ต้องปิดบริษัท หลังจากประชุมก็มีพนักงานประมาณ 20 คนมาขอให้ผมช่วย ช่วงนั้นคนตกงานกันเยอะ บริษัทปิดเยอะ โรงงานปิดกันเยอะ ก็ไม่รู้จะทำยังไง หันไปหาภรรยาว่าเราทิ้งลูกน้องไม่ได้ ถ้าเราไม่ช่วยพวกเขา เขาก็ไม่มีงานทำ ภรรยาก็บอกว่าฉันก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ทีนี้บังเอิญภรรยาทำแซนด์วิชให้ลูกกิน ก็เลยได้ไอเดียว่ายังงั้นเรามาทำแซนด์วิชขายก็แล้วกัน เป็นไอเดียของภรรยาครับ 

ผมเองก็ยังลังเลเพราะว่าคนไทยไม่กินแซนด์วิช กลัวทำแซนด์วิชขายเจ๊งรอบสองอีกขายไม่ได้ ภรรยาบอกไม่รู้จะทำยังไง ผมก็เลย อะ งั้นทำก็ทำ แต่เราต้องใช้ของดีนะ ของดีมันก็ต้องแพง ตอนนั้นแซนด์วิชเขาขายกัน 8 บาท 10 บาท อันนี้ 23 ปีที่แล้ว เราขายชิ้นละ 25 บาท เพราะเราใช้ขนมปังดี ขนมปังยี่ห้อยามาซากิเป็นของญี่ปุ่น ต้นทุนมันสูง จากนั้นก็ขายมาเรื่อย ๆ

ความรู้สึกแรกที่ต้องขายแซนด์วิชข้างถนน 

ถ้าบอกความรู้สึกวันนั้นจริง ๆ อยากจะร้องไห้แต่ไม่เคยร้องไห้ ว่าทำไมต้องเป็นกู ทำไมชีวิตเราตกต่ำขนาดนี้ อย่าลืมว่าผมชีวิตไม่เคยตกต่ำ พ่อผมก็รวย แต่ผมก็รวยกว่าพ่อผม พ่อผมรวยขนาดส่งผมไปเรียนจบที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กลับมาทำงานมีเงินมีทองประสบความสำเร็จ แล้วพอวันหนึ่งมันตกต่ำ ผมตกจากชั้น 10 ลงไปชั้นใต้ดินเลย ทะลุหมด 
 
หลังจากนั้นพอล้มก็โอ้โห ต้องมายืนแบกกล่องแซนด์วิชหนัก 12 กิโลกรัม อายุ 48 50 มันไม่ใช่ง่าย พอวันหนึ่งเราต้องไปยืนคล้องคอขายแซนด์วิชข้างถนน ยอมรับว่ากลัวครับ ตื่นเช้าขึ้นมาแปรงฟันอาบน้ำก็คิด ทำไมวันนี้กูต้องไปขาย กลัวเทศกิจเขาไล่ กลัวลูกค้าจะมาชี้หน้าสมน้ำหน้าไอ้เซียนหุ้น ไอ้เศรษฐี กลัวไปหมด แต่คนเราถ้าหลังมันพิงฝาแล้ว มันไม่มีทางไป มันก็ต้องไปข้างหน้าด้วยความกลัว ถามว่า กลัวไหมอายไหม อาย กลัว แต่ทุกครั้งที่มีลูกค้ามาจับแซนด์วิชแล้วซื้อไปชิ้นหนึ่ง ความกลัวความอายมันหายไปครึ่งหนึ่งเลยครับ ในที่สุดความกลัวความอายมันก็ค่อย ๆ หายไป

ผมก็ไม่เคยคิดนะครับว่าขายแซนด์วิชมันจะช่วยให้ผมฟื้น แต่ผมต้องเรียนก่อนว่ารายได้หรือกำไรจากการขายแซนด์วิชมันไม่ได้มีเยอะพอที่จะไปเคลียร์หนี้พันล้าน หลาย ๆ ท่านเข้าใจผิด มันก็แค่ประคับประคองเลี้ยงดูลูกน้อง เลี้ยงดูครอบครัวไปได้ เพราะด้วยความเป็นเงินสด วันหนึ่งก็ขายได้ไม่กี่บาท แต่ที่เคลียร์หนี้หมดเพราะถูกยึดทรัพย์หมด พอถูกยึดทรัพย์หนี้มันยังเหลือ เจ้าหนี้ก็เลยฟ้องผมและภรรยาเป็นบุคคลล้มละลาย วันนั้นอายุ 48 ปี วันนี้ 71 ปี แล้ว ไม่เคยคิดว่าจะฟื้นกลับมาใหม่ทางธุรกิจ


บทเรียนสอนชีวิต ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากวันนั้นถึงวันนี้

บทเรียนที่สำคัญที่สุด คือมั่นใจในตัวเองสูง มีความหยิ่งผยองว่าเราทำอะไรเราสำเร็จหมด เครดิตเราดี ยิ่งมีเครดิตดีเท่าไหร่ยิ่งหยิ่งผยองว่า เออ กูแน่ เพราะฉะนั้นก็เกิดความประมาทความโลภไม่มีที่สิ้นสุด

อย่าลืมว่าผมมีเงิน ตีกอล์ฟ ชีวิตสบาย ๆ ไม่ต้องทำอะไรมากมาย สั่งซื้อขายหุ้นก็โบรคเกอร์ทำให้หมด โบรคเกอร์ทำบัญชีให้หมด พูดง่าย ๆ ก็นั่งแต่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่หลังจากนั้นพอล้มก็โอ้โห! ต้องมายืนแบกกล่องแซนด์วิชหนัก 12 กิโลกรัม อายุ 48 50 มันไม่ใช่ง่าย ชีวิตนี้ผมโดนตำรวจเทศกิจจับมาแล้ว 2 ครั้ง

ในที่สุดพอเจ๊งล้ม ต้องมาขายแซนด์วิช ถึงจะระลึกถึงพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำอะไรทำพอประมาณ พึ่งตนเองไม่ต้องไปพึ่งคนอื่น สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ก็เดินสายกลาง แต่ตอนนั้นกู้อย่างเดียว ไม่ได้พึ่งตัวเอง คิดว่าเราแน่ ในที่สุดเราไม่แน่หรอกครับ

วันนี้ก็นำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ คำว่าพอเพียงก็คือพอเพียงในทุกอย่างแม้กระทั่งความรวย หาเงินได้รวยเท่าไหร่ก็รวยอย่างพอเพียง เพราะถ้ารวยอย่างพอเพียงมันมีความสุข แต่ถ้ารวยอย่างไม่พอเพียงก็คือโลภ ได้ร้อยจะเอาพัน ได้พันจะเอาหมื่น ได้หมื่นจะเอาแสน ได้แสนจะเอาล้าน ได้ล้านจะเอามากขึ้นอีกไปเรื่อย ๆ โลภ แต่ถ้าวันนี้เราได้ร้อย เราโอเค ได้พันเราก็พอ เราก็จะมีความสุข ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันได้เงินหมื่นมาก็มีความสุข ถ้าเรารวยอย่างพอเพียงมันก็จะมีความสุข วันนี้ก็เลยขออนุญาตใช้คำว่ารวยอย่างพอเพียง แต่ไม่ได้รวยวันนี้ไม่ได้รวย เพียงแต่ว่าไม่ได้เป็นหนี้ใคร


23 ปี ศิริวัฒน์แซนด์วิช

จุดแข็งของแบรนด์ศิริวัฒน์คงเป็นเพราะลูกค้าเขาสงสารผม ความสงสารมีอยู่ชิ้นเดียว เพราะฉะนั้นแซนด์วิชเราต้องทำสดทุกวัน ถ้าของเหลืออย่าแช่ตู้เย็นแล้วเอามาขาย แบบนั้นคือเราไม่ซื่อสัตย์ ความสงสารจบเลย ตั้งแต่วันนั้น 23 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ทำให้ผมได้เกิด

ตอนนี้สินค้า หลัก ๆ ก็มีแซนด์วิชประเภทโฮลวีท ชิ้นหนึ่งก็ขาย 70 บาท ไวท์เบรดขนมปังขาว 60 บาท พิต้าแซนด์วิชเป็นขนมปังที่พวกตะวันออกกลางชอบทานห่อละ 45 บาท ข้าวกล้องห่อสาหร่ายเป็นแท่ง ๆ ใช้ข้าวกล้องไทย ขายแท่งละ 45 บาท มีข้าวกล้องอบกรอบซองเล็ก ๆ ขายห่อละ 10 บาท มีน้ำมะนาว ซึ่งสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้วดำเนินสะดวก เขามีเกษตรกรอยู่ในเครือข่ายเขา 1,500 ราย 13 จังหวัด เขาขอให้ผมทำน้ำมะนาว ให้ผมซื้อลูกมะนาวที่มาจากเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายเขา ลูกละ 80 สตางค์ – 1 บาท ในช่วงมะนาวออกเยอะ

ล่าสุดตอนนี้ผมเดินทางมาถึงน้ำสมุนไพร 4 ชนิด มีน้ำมะขามป้อม, น้ำพุทรา, น้ำตะไคร้ และน้ำมะตูม ขายขวดละ 20 บาท มีอายุ 1 ปี ซึ่งเป็นน้ำสมุนไพร วัตถุดิบขึ้นจากประเทศไทย ในนี้ผมจะมีเขียนว่า “ศิริวัฒน์สนับสนุนเกษตรกรไทย”ผมระบุชัดเลยนะ เพราะฉะนั้นเกษตรกรหรือต้นน้ำดี โรงงานผลิตให้ผมเขาเรียกกลางน้ำเขาก็ดี ผมปลายน้ำก็ดี มีสินค้าขาย มีกำไร ครบวงจร ซึ่งอนาคตผมคิดว่าอยากส่งออกนะ แต่ตอนนี้ขอขายในประเทศและหาตัวแทนจำหน่ายในประเทศก่อนครับ

นอกจากนี้ผมก็มีรับของคนอื่นมาขายด้วยนะครับ ซึ่งท่านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจแม่บ้าน มีอะไรก็นำเสนอเข้ามาได้นะครับ ผมจะพยายามเลือกสินค้าที่มีชื่อเสียง มีมาตรฐานสากล และต้องเป็น OTOP ตั้งแต่ 4 ดาวขึ้นไปครับ

โดยตอนนี้ผมจะเน้นขายบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ตอนนี้มีทั้งหมด 5 สถานี ได้แก่ สถานีอารีย์ สถานีศาลาแดง สถานีทองหล่อ สถานีเอกมัย และล่าสุดที่เพิ่งเปิดคือสถานีอ่อนนุชครับ

อีกไม่กี่ปีข้างหน้าผมคิดว่าจะขยายไปเรื่อย ๆ เพราะว่ารถไฟฟ้าบีทีเอสเขาก็ขยายเส้นทาง มีสีเขียวสีม่วงอะไรต่อไป ซึ่งถ้าผมทำสำเร็จแน่นอนว่าต้องขอเช่าสถานีเพิ่มมากขึ้น ถึงจุด ๆ หนึ่งผมก็จะเข้าตลาดหุ้น MAI ตลาดขนาดเล็กนะ ไม่ใช่ตลาด SET คือเป็นตลาดสำหรับพวก SME นี่คือความฝัน คือเป้าหมายในอนาคตครับ


กำลังใจถึงคนอยากทำธุรกิจในยุคโควิด-19

ในสถานการณ์โควิด-19 ทุกวันนี้ผมอยากจะแนะนำทุกคนก็คือ ถ้ามีกิจการของคุณพ่อคุณแม่ที่ทำมา ก็รักษาให้ดี อย่าไปคิดขยาย แต่ถ้าไม่มีกิจการของพ่อแม่จะมาเริ่มใหม่ เริ่มเล็ก ๆ เป็นของที่จำเป็น ขายได้ทุกวัน สรุปก็คือว่าหนีไม่พ้นอาหารการกิน เครื่องดื่ม เสื้อผ้า หมวก อะไรแบบนี้อย่าไปขายเลยครับ ยาก เพราะของพวกนี้เดี๋ยวก็ต้องแข่งขันกัน ลดสต็อก ลดราคา ขายได้ขาดทุน ยกตัวอย่างเช่น ผมมีหมวกใบหนึ่ง ทำไมผมต้องซื้ออีกใบหนึ่ง? ผมต้องซื้ออาหารการกิน ผมต้องซื้อเครื่องดื่มก่อน
เอาจริง ๆ หากไม่รู้จะขายอะไร ผมอยากแนะนำว่าไปรับสินค้าคนอื่นมาขายก่อนก็ได้นะครับ อย่างน้อยก็ได้กำไร 20-30% ทำไปก่อน หรือถ้าไม่รู้จะขายอะไร มาขายแซนด์วิชผมก็ได้ หรือจะลองเอาน้ำสมุนไพรตัวใหม่ของผมไปขายก็ได้ครับ

ผมกำลังฝากบอกสังคมไทยนะครับว่า 10-20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของเรามันโตขึ้นเรื่อย ๆ เราจะทำอะไรมันก็ได้ดั่งใจหมด แต่พอโควิด-19 มา ผมต้องบอกเลยว่า ยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองมันกำลังจะผ่านไป ยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองกำลังจะมา ทำไมต้องพูดคำนี้? เพราะสังคมไทยจะไม่เคยเห็นเลยว่าสึนามิเศรษฐกิจที่จะมากระทบประเทศไทย วันนี้ แล้วก็ปีหน้า พ.ศ. 2564 หรือปี พ.ศ. 2565 ต่อไปมันเป็นสึนามิที่ใหญ่มาก ซึ่งสังคมไทยไม่เคยเห็น เพราะเรารุ่งเรืองมาตลอด แต่ตอนนี้เรากำลังขาลง เรายังลงไม่ต่ำสุดนะครับ หลายท่านออกมาพูดว่าปีหน้าเผาจริง ผมพูดเลยนะครับว่าปีหน้าไม่มีอะไรจะให้เผาหรอก มันเผาหมดไปแล้ว แล้วปี พ.ศ. 2565 ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรให้เผาต่อมั้ย

ผมมีเฟซบุ๊กของผม มีทำไลฟ์วิดีโอ ผมก็มักจะออกมาเตือนสังคมไทยในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านมาแล้วว่า ถ้าเรารู้ตัวแล้วเราเตรียมพร้อม เราก็จะอยู่รอดแล้วฟื้นได้ แต่ถ้าเรายังไม่รู้ตัว ยังชิล ๆ คิดว่าเดี๋ยววัคซีนมาทุกอย่างก็จะดีขึ้น ซึ่งจริง ๆ เราก็ยังไม่รู้หรอก วัคซีนจะมาปีไหน
 

อย่างน้อย ๆ ผมคนหนึ่งล่ะ ที่เคยผ่านมา ผมเลยอยากมาบอกว่า “อย่าประมาทนะ” ซึ่งก็ตรงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พึ่งตนเอง อย่าประมาท ทำทุกอย่างพอประมาณ




เรื่อง / คลิป : วรัญญา งามขำ


กำลังโหลดความคิดเห็น...