xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 ต.ค.2562

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

(ซ้าย) นายทักษิณ ชินวัตร (ขวา) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
1.ศาล รธน.นัดชี้ชะตา “ธนาธร” 20 พ.ย.นี้ คดีถือหุ้นสื่อ เจ้าตัวรีบขออภัย “ทักษิณ” หลังพูดพาดพิงในศาลฯ!

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2562 ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนพยาน 10 ปาก คดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลฯ วินิจฉัยกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสื่อ เข้าข่ายลัคษณะต้องห้ามการลงสมัคร ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่

โดยพยาน 10 ปาก ประกอบด้วย 1.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2.นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร 3.นางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยานายธนาธร 4.นายปิติ จรุงสถิตย์พงศ์ หลานนางสมพร 5.นายทวี จรุงสถิตย์พงศ์ หลานนางสมพร 6.น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม พนักงานบริษัทไทยซัมมิท โอโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด 7.น.ส.กานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานบริษัทไทยซัมมิท โอโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด 8.นายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ 9.นายพิพัฒพงศ์ รุจิตานนท์ ทนายความ 10.นายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างการไต่สวน มีหลายคำถามที่นายธนาธรตอบว่า จำไม่ได้ เช่น ตุลาการศาลฯ ถามนายธนาธรว่า เรื่องการโอนหุ้น มีเหตุผลอะไรถึงนัดโอนวันที่ 8 ม.ค.2562 เพราะช่วงเช้านายธนาธรอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ และเริ่มเตรียมการโอนหุ้นเมื่อใด มีการวางแผนโอนหุ้นก่อนหรือหลังการปราศรัยหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ แต่นายธนาธร กล่าวว่า จำไม่ได้จริงๆ ว่านัดหาเสียงไว้ก่อน หรือนัดการประชุมโอนหุ้นก่อน

นอกจากนี้ ศาลยังซักถามถึงเงินที่ได้รับจากการโอนขายหุ้นวี-ลัค มีเดียว่า มีการนำเช็คกว่า 6 ล้านบาทไปขึ้นเงินอย่างไร นายธนาธร กล่าวว่า จำไม่ได้ว่าเป็นเช็คใบไหน เซ็นวันไหน เพราะตนมอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้จัดการเรื่องการเงินของครอบครัวทั้งหมด และไม่แน่ใจว่า แม่และภรรยาของตนจะไปส่งมอบเช็คกันอย่างไร หรือจะเอาเช็คไปขึ้นเงินและโอนเข้าบัญชีธนาคารในวันไหน เมื่อศาลถามว่า โอนขายหุ้นในเดือน ม.ค. แล้วเหตุใดจึงนำเช็คไปขึ้นเงินในเดือน พ.ค. นายธนาธร ตอบว่า ตนไม่เคยถามและไม่เคยรู้

ระหว่างการไต่สวน นายธนาธรยังกล่าวเหมือนต่อรองกับศาลฯ และพาดพิงถึงนายทักษิณ ชินวัตร ด้วยว่า "ผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมืองโดยไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ...หากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบลายด์ทรัสต์ทันที เพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่ต้องเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ..."

ทั้งนี้ การพูดพาดพิงนายทักษิณในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสจากฝ่ายที่สนับสนุนนายทักษิณออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายธนาธรอย่างหนัก จนทำให้นายธนาธรต้องโพสต์เฟซบุ๊กขออภัยนายทักษิณ โดยอ้างว่า บรรยากาศในศาลทำให้ตนสื่อสารออกมาผิดพลาด

ต่อมา ศาลได้ไต่สวนนายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ โดยซักถามการทำเอกสารสัญญาโอนหุ้นดังกล่าว ทนายจัดเตรียมใช่หรือไม่ นายณัฐนนท์ยอมรับว่า เป็นคนที่จัดเตรียมการทำสัญญาฯ ดังกล่าว โดยมีนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่ เป็นคนมอบหมายว่านายธนาธรประสงค์โอนหุ้น และนายพุฒิพงศ์ เป็นคนให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาฯ ทั้งส่วนข้อมูลที่บรรจุในสัญญา ตลอดจนผู้รับรองการทำสัญญา แต่เมื่อศาลสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการโอนหุ้น นายณัฐนนท์กลับไม่สามารถชี้แจงได้ว่า จำนวนหุ้นที่จะโอนมีกี่หุ้น และการโอนหุ้นเป็นอย่างไร จนศาลรัฐธรรมนูญตั้งข้อสังเกตว่า หากนายณัฐนนท์ไม่ทราบข้อมูลดังกล่าว แล้วนายณัฐนนท์จะพิมพ์สัญญาได้อย่างไร จะรู้เห็นการทำสัญญาโอนหุ้นได้อย่างไร ทั้งที่โดยหลักการนายณัฐนนท์ต้องรู้ข้อมูลที่จัดเตรียมเหล่านั้นทั้งหมด

จากนั้นมีการไต่สวนนายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ ซึ่งเป็นคนขับรถของนายธนาธร ให้การว่า ทำงานขับรถส่วนตัวให้กับนายธนาธรและภรรยา มา 2 ปีแล้ว ยืนยันว่า ในวันที่ 8 ม.ค. มีการขับรถออกจากบุรีรัมย์มายัง กทม.จริง ซึ่งมีผู้โดยสารในรถเพียงนายธนาธรคนเดียว โดยออกจาก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ หลังนายธนาธรขึ้นเวทีปราศรัยเสร็จตอนเช้า ประมาณ 11 โมง ถึง กทม.ประมาณ 4 โมงเย็น

ต่อมามีการไต่สวนนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร เบิกความต่อศาลสรุปว่า วันโอนหุ้นเมื่อวันที่ 8 ม.ค.2562 มีตน ผู้ช่วยตน 2 ราย นายธนาธร นางรวิพรรณ และทนายความโนตารี คือนายณัฐนนท์ ประชุมและลงนามโอนหุ้นกันในห้องหนังสือที่บ้านของนายธนาธร ด้านศาลถามว่า หลังจากวันลงนามโอนหุ้นกันแล้ว ไม่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันเดียวกันใช่หรือไม่ นางสมพร กล่าวว่า ปกติตนเซ็นเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการต่อ ดังนั้น ณ วันที่ 8 ม.ค. 2562 จึงยังไม่ได้ไปแจ้งเปลี่ยนสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ศาลถามว่า การแจ้งนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เปลี่ยนแปลง บอจ.5 ทำภายหลังวันที่นายธนาธรสมัครรับเลือกตั้งไปแล้วหรือไม่ นางสมพร กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติในแต่ละแห่ง การทำใบ บอจ.5 มักเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนยื่นงบการเงิน เมื่อเซ็นโอนหุ้นแล้ว ไม่ได้หมายความว่าต้องไปทันที ไปวันหลังก็ได้ นางสมพรยังกล่าวด้วยว่า ก่อนการโอนหุ้น ไม่ได้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพราะช่วงก่อนสิ้นปี ทุกคนงานยุ่ง และว่า วันที่ 8 ม.ค. 2562 มีการเซ็นโอนหุ้นในเครือไทยซัมมิทหลายบริษัท แต่มีการชำระเงินเฉพาะบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะต้องการปิดบริษัทนี้

ส่วนการโอนหุ้นต่อให้หลาน คือ นายทวี และนายนายปิติ หลังวันที่ 8 ม.ค.2562 ไม่กี่วันนั้น นางสมพรให้การว่า เพราะเสียดาย ไม่อยากปิดบริษัท จึงโอนให้หลาน ไม่ได้ขาย เพราะบริษัทอยู่ในสภาพย่ำแย่ ขาดทุน ส่วนเหตุผลที่โอนกลับคืนมาภายในประมาณ 2 เดือนถัดมานั้น นางสมพร กล่าวว่า เนื่องจากหลานเสนอให้เพิ่มเงินลงทุนเพื่อฟื้นฟูบริษัท จึงไม่โอเค เลยให้โอนหุ้นกลับคืนเพื่อดำเนินการปิดกิจการ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างที่ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายธนาธรซักถามนางสมพร โดยนำเอกสารต้นขั้วที่หลานจ่ายเงินค่าหุ้นคืนแก่นางสมพร ราคาพาร์ หุ้นละ 10 บาท มาประกอบด้วย ศาลรัฐธรรมนูญได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนแรกนางสมพร เบิกความว่า การโอนหุ้นระหว่างนางสมพรกับหลานไม่ได้มีการจ่ายค่าหุ้น ตกลงมีการชำระเงินกันหรือไม่ ซึ่งทนายความอ้างว่า เอกสารดังกล่าวเป็นแบบฟอร์มในการโอนหุ้น ขณะที่นางสมพร เบิกความยืนยันอีกครั้งว่า การโอนหุ้นดังกล่าวไม่ได้ชำระเงิน แต่ใบต้นขั้วดังกล่าว คือหลักฐานว่าเขาคืนหุ้นให้ตนเท่านั้น

ต่อมาได้มีการไต่สวนนางรวิพรรณ ภรรยานายธนาธร โดยเบิกความอ้างสาเหตุที่ไม่รีบนำเช็คที่ได้รับจากนางสมพร มารดานายธนาธรเป็นค่าหุ้น ไปขึ้นเงินว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะที่ผ่านมาจะรวบรวมหลายฉบับ แล้วนำไปขึ้นพร้อมกันทีเดียว และว่า ช่วงนั้นตนเพิ่งคลอดลูกคนเล็กเดือน ก.ย. จึงต้องเลี้ยงลูก ยังเป็นแม่ลูกอ่อน จึงไม่มีเวลาที่จะไปขึ้นเงิน

จากนั้นมีการไต่สวน น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม พนักงานบริษัทไทยซัมมิท โอโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด ให้การว่า ตนทำงานในบริษัทดังกล่าวมา 15 ปีแล้ว มีหน้าที่ดูแลสายงานบัญชี ซึ่งมีหน้าที่ทำการโอนหุ้นเปลี่ยนแปลงหุ้น โดยวันที่ 8 ม.ค. เมื่อไปถึงบ้านของนายธนาธร ได้ร่วมตรวจสอบตราสารการโอนหุ้น ผู้โอน ผู้รับโอน ชื่อ มูลค่าหุ้น ถูกต้องหรือไม่ และร่วมลงนามในเอกสารระหว่างผู้โอนผู้รับโอน นอกจากนั้นยังได้เป็นพยานการโอนหุ้นในวันที่ 14 ม.ค. ที่นางสมพรโอนให้หลาน และวันที่ 21 มี.ค.ที่หลานโอนคืนให้นางสมพรด้วย

ส่วนการโอนหุ้นเมื่อวนที่ 8 ม.ค. และ 14 ม.ค. ทำไมไม่ดำเนินการแจ้งนายทะเบียนตาม บอจ.5 นั้น น.ส.ลาวัลย์ ชี้แจงว่า เพราะการโอนหุ้น 2 วันดังกล่าวเป็นการโอนภายในครอบครัว จึงไม่มีการทำ บอจ.5 แต่การโอนหุ้นในวันที่ 21 มี.ค.มีการเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการในบริษัท วีลัค มีเดีย ด้วย จึงมีการจัดทำ บอจ.5 เลย เพราะตามกฎหมายกำหนดว่า หากมีการเปลี่ยนปลงกรรมการต้องแจ้งภายใน 14 วัน น.ส.ลาวัลย์ ยังยืนยันด้วยว่า เห็นการชำระค่าหุ้นเป็นเช็คระหว่างนางสมพร นายธนาธร และนางรวิพรรณ

ส่วนการไต่สวน น.ส.กานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานบริษัทไทยซัมมิท โอโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด ให้การว่า ตนรับผิดชอบงานด้านการเงินมา 22 ปี ยืนยันว่าอยู่ในเหตุการณ์วันโอนหุ้น 8 ม.ค.2562 โดยเดินทางไปบ้านนายธนาธรพร้อม น.ส.ลาวัลย์ ถึงบ้านนายธนาธรเวลา 17.00 น. ได้ลงนามเป็นพยานในตราสารการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย วันที่ 8 ม.ค. และเป็นพยานการโอนหุ้นระหว่างนางสมพรกับหลานชายในวันที่ 14 ม.ค. 2562 และการโอนคืนระหว่างหลานชายมายังนางสมพรวันที่ 21 มี.ค.2562

ทั้งนี้ หลังศาลฯ ใช้เวลาไต่สวนพยาน 10 ปาก ประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่ง จึงเสร็จสิ้น และนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 20 พ.ย.นี้ เวลา 14.00 น. พร้อมให้คู่ความส่งคำแถลงปิดคดีภายใน 15 วัน หากไม่ส่ง ถือว่าไม่ติดใจ

2.ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้ “ตู่-เต้น-เหวง” ชดใช้ 21 ล้าน คดีเผาเมืองย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ปี 53!
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นายประสงค์ กังวาฬวัฒนา เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน), นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, กระทรวงมหาดไทย, นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-10

คดีนี้ สืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐทำการสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 ซึ่งต่อมาเกิดเหตุการณ์เผาอาคารในหลายจุดทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยสำนวนนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีเผาอาคารพาณิชย์ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใกล้อาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน และอาคารดอกหญ้า

ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 8-10 (แกนนำ นปช.) ร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,509,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พ.ค. 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 8-10 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 638,710 บาท ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 8-10 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

ทั้งนี้ ในการฟังคำพิพากษาศาลฎีกา มีเพียงผู้รับมอบฉันทะจากโจทก์และทนายความจำเลยที่ 8-10 เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 8-10 ร่วมกันชำระค่าอาคารพาณิชย์ที่พิพากษาพร้อมทรัพย์สินที่โจทก์เสียหาย จำนวน 21,356,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พ.ค. 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดผลประโยชน์ 1,200,000 บาท เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พ.ค. 2554) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระค่าอาคารพาณิชย์ที่พิพากษาพร้อมทรัพย์สินที่โจทก์เสียหายเสร็จ แต่ให้เสียค่าเสียหายได้ไม่เกิน 24 เดือน และให้จำเลยที่ 8-10 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนทรัพย์สินโจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท

3.“บิ๊กตู่” หวัง ส.ส.โหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 เพื่อพัฒนา ปท. ด้าน “วิษณุ” ชี้ หาก กม.ไม่ผ่าน รัฐบาลอยู่ไม่ได้!
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดยก่อนหน้าจะถึงวันประชุม ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่า จะใช้เวลาอภิปราย 3 วัน 17-19 ต.ค. รวมเวลา 36 ชม. แบ่งเป็น ครม. 6 ชม. พรรคร่วมรัฐบาล 12 ชม. และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 18 ชม.

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวชี้แจงหลักการและเหตุผลการจัดทำงบประมาณตอนหนึ่งว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3,200,000 ล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิ 2,731,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 469,000 ล้านบาท สำหรับหนี้สาธารณะคงค้าง วันที่ 31 ก.ค.2562 จำนวน 6,917,357.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41.45 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ อยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 60 ปัจจุบัน ฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 30 ก.ย.2562 จำนวน 512,955.1 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและบริหารรายรับรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การจัดงบประมาณปี 63 มีวัตถุประสงค์ให้งบประมาณของแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ และนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ฯลฯ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกผู้ทรงเกียรติจะให้การสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ เพื่อที่รัฐบาลจะยึดถือเป็นหลักในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์แก่ชาติและประชาชนต่อไป ...เจตนาของผมไม่ได้จะทำอะไรเพื่อใคร ถ้าความมั่นคงไม่เกิดขึ้น ความมีเสถียรภาพไม่เกิด เศรษฐกิจก็พัฒนาไม่ได้ ก็เห็นตัวอย่างในต่างประเทศแล้ว ไม่ต้องการเดินไปสู่จุดนั้น หวังอย่างยิ่งว่า ทุกท่านคงให้ความเห็นชอบ แล้วแต่ท่านจะพิจารณา แต่กรุณาดูทั้งหมด หวังว่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์ แทนที่จะมาว่ากันไปกันมา มันไม่เกิดประโยชน์”

เป็นที่น่าสังเกตว่า ฝ่ายค้านบางคนยังพยายามอภิปรายพาดพิงเรื่องการถวายสัตย์ฯ ของรับบาล เช่น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ต้องยอมรับกันว่า รัฐบาลนี้ยังมีปัญหาด้านความชอบธรรมของรัฐบาลเอง ตั้งแต่การถวายสัตย์ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ และว่า จากการวิเคราะห์และพิจารณาของฝ่ายค้าน เสนอให้รัฐบาลนำร่าง พ.ร.บ.นี้กลับไปทำใหม่ เพราะร่างฉบับนี้ไม่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง และไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ได้

ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า รัฐบาลไม่มีความชอบธรรมและอำนาจในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เนื่องจากมีปัญหาทั้งกรณีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญก่อนปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากสถานะไม่ชอบรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยังไม่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ตนและ ส.ส.พรรคเสรีรวมไทยไม่ยอมร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ โดยเด็ดขาด

ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ พร้อมชี้ว่า วิธีกระตุ้นทุกวันนี้เป็นปัญหา เช่น นโยบายแจกเงินผ่านบัตรต่างๆ ไม่เห็นด้วย เป็นมาตรการที่ล้มเหลว ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ พร้อมอ้างว่า นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกมองว่า มาตรการแจกเงินดังกล่าวเป็นมาตรการสิ้นคิด ทำคนเสียวินัยการเงิน การแจกเงินในลักษณะนี้เรียกว่า เฮลิคอปเตอร์มันนี่ มีเงินแล้วเอาไปแจก เมื่อหมดแล้วก็หมดไป

ด้านนายอุตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิปรายยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้ดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีการแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้อย่างครอบคลุมและรอบคอบ มีคณะทำงานจากทุกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจร่วมพิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารงบประมาณ และมีความสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของประเทศ การบริหารเศรษฐกิจจำเป็นต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง ส่วนการเร่งการใช้จ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ยืนยันมีการหารืออย่างรอบคอบ ไม่ใช่การแจกเงินอย่างไร้เป้าหมาย หลัก 4 ข้อของรัฐบาลในการออกมาตรการชุดเศรษฐกิจคือ 1.ต้องแก้ตรงจุด 2.มีความรวดเร็วทันเหตุการณ์ 3.เป็นมาตรการชั่วคราว และ 4.ดำเนินการด้วยความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เน้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคองในสถานการณ์เช่นนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยหลังประชุม ครม.ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุม ครม.ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่กำหนดมีขึ้นในวันที่ 17 ต.ค.ว่า อยากให้ ครม.เข้าร่วมทุกคน เนื่องจากหากโหวตกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านในสภา รัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้

วันเดียวกัน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การอภิปรายจะเน้นให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน อะไรที่เห็นว่าไม่ดี ฝ่ายค้านจะท้วงติง และเสนอแนะ หากรัฐบาลพร้อมรับฟังความเห็นและรับไปแก้ไข ฝ่ายค้านจะให้โอกาส โดยอาจจะผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ ให้ในวาระที่ 1 แบบสบายกว่าที่คิด แต่หากรัฐบาลดึงดันไม่นำไปปรับแก้ ก็จะไม่ให้โอกาสในวาระ 2-3

4.“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ เลื่อนพระราชพิธีเสด็จฯ เลียบพระนครทางชลมารค จาก 24 ต.ค.เป็น 12 ธ.ค.!

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ได้มีการซ้อมใหญ่เสมือนจริงขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ได้หารือถึงการติดตามสถานการณ์มาเป็นระยะ และที่ประชุมได้มอบหมายให้มาแถลงข่าวเพื่อชี้แจงว่า ตามที่ได้มีการประกาศและออกข่าวเชิญชวนไปแล้วถึงการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ไปแล้วนั้น ที่ผ่านมามีการซ้อมย่อยจำนวน 10 ครั้ง และซ้อมใหญ่เสมือนจริง 1 ครั้ง ในวันที่ 17 ตุลาคมแล้ว

แต่ถ้าหากมีพระราชพิธีตามกำหนดเวลาเดิม จะมีอุปสรรคเรื่องสภาพของน้ำ และดินฟ้า อากาศ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพื่อความพร้อมและความสวยงาม ไม่กระทบต่อขบวนเรือ ไม่กระทบต่อการเสด็จพระราชดำเนิน และไม่กระทบต่อประชาชน รัฐบาลจึงได้นำความกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยที่จะให้เลื่อนกำหนดเวลาของการมีขบวนเสด็จเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคออกไปจากเดิม ซึ่งบัดนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดลงมาแล้วว่า ให้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562 เวลา 15.30 น.

โดยริ้วขบวนจะเป็นดังเดิม คือ เป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ ใช้ขบวนเรือ 52 ลำ ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร เพียงแต่ให้เลื่อนกำหนดวันออกไป ยืนยันว่ายังคงมีพระราชพิธีอยู่ และยิ่งใหญ่อย่างเดิม สวยงามเช่นเดิม แต่เพื่อความเหมาะสมเกี่ยวกับกระแสน้ำ และดินฟ้า อากาศ

นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ จะมีการซ้อมใหญ่เสมือนจริงอีกครั้ง และในวันเดียวกัน จะมีการประชุมใหญ่กันอีกครั้งที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 10.00 น. ซึ่งตนจะเป็นประธานการประชุมดังกล่าว และมีผู้แทนจากสำนักพระราชวัง กองทัพเรือ และรัฐบาล เข้าร่วมประชุม และพร้อมตอบคำถามในการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังประชุม

5.“เสี่ยท็อป” นอนคุก หลังถูกตำรวจรวบคาสนามบินดอนเมือง คดีเช็คเด้งหนีคำพิพากษาศาลจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา!
นายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร หรือเสี่ยท็อป
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ได้นำทีมตำรวจที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุมนายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร อายุ 49 ปี ที่สนามบินดอนเมือง โดยจับกุมตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ หลังนายธนณัฏฐ์ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีจ่ายเช็คเด้ง เมื่อปี 2559 ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก

พล.ต.ท.สมพงษ์ เผยว่า การจับกุมครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังนายธนณัฏฐ์เดินทางกลับมาจากฮ่องกง และว่า นายธนณัฏฐ์ เคยมีประวัติถูกดำเนินคดีฉ้อโกงที่ จ.สงขลา ด้วย

ด้าน พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.สตม. เผย ว่า ก่อนหน้านี้ นายธนณัฎฐ์ เดินทางออกจากประเทศไทยไปยังฮ่องกง ผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. กระทั่งเดินทางกลับในวันนี้ (17 ต.ค.) ลงที่สนามบินดอนเมือง ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัว ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกสาวพริตตี้จังหวัดบุรีรัมย์แต่งงานจนเป็นหนี้นั้น พล.ต.ต.สุรพงษ์ กล่าวว่า ต้องดูว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีกับเสี่ยท็อปหรือไม่ ถ้ามีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ตำรวจก็สามารถอายัดตัวได้ แต่การจับกุมครั้งนี้เป็นการจับกุมตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ

ทั้งนี้ ระหว่างถูกควบคุมตัวออกจากสนามบิน นายธนณัฏฐ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอชี้แจงรายละเอียดกับพนักงานสอบสวนที่ สน.ดอนเมืองเท่านั้น

วันต่อมา (18 ต.ค.) ตำรวจ สน.ดอนเมือง ได้คุมตัวนายธนณัฏฐ์ ไปยังศาลแขวงพระนครเหนือ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษา ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ที่นายธนณัฏฐ์หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาลเมื่อปี 2559 ศาลแขวงพระนครเหนือจึงออกหมายจับเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2559

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2557 น.ส.สุภาพรณ์ อัมภาพันธุ์กิจ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ เนื่องจากได้รับเช็คที่ไม่สามารถขึ้นเงินได้จากนายธนณัฏฐ์ โดย น.ส.สุภาพรณ์ ได้รับการติดต่อจากนายธนณัฏฐ์ เพื่อขอซื้อคลินิกเสริมความงามที่ น.ส.สุภาพรณ์ เป็นเจ้าของ โดยพูดสร้างความน่าเชื่อถือ พูดจาหว่านล้อมต่างๆ จนทำให้ น.ส.สุภาพรณ์ ตัดสินใจขายคลินิกให้แก่นายธนณัฏฐ์ ในราคา 8.5 ล้านบาท

ต่อมา นายธนณัฏฐ์ ได้สั่งจ่ายเช็คให้ น.ส.สุภาพรณ์ แต่หลังจากที่ น.ส.สุภาพรณ์ นำเช็คไปขึ้นเงิน ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้น นายธนณัฏฐ์ ได้นำชื่อคลินิกไปใช้ในการแอบอ้างหลอกลวงผู้อื่นในทางเสียหาย จนทำให้คลินิกของ น.ส.สุภาพรณ์ เสียชื่อเสียงอย่างมาก น.ส.สุภาพรณ์ จึงดำเนินคดีนายธนณัฏฐ์เพื่อให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว

ด้านว่าที่ร้อยตรี ดร.สุรพล สินธุนาวา ทนายความของนายธนณัฏฐ์ เผยถึงข้อมูลคดีนี้ว่า เมื่อปี 2559 เสี่ยท็อป ได้ตกลงกับคู่ค้าจะลงทุนทำธุรกิจเสริมความงามวงเงิน 8 ล้าน ต่อรองลงมาเหลือ 4.5 ล้าน และตกลงกันล่าสุดเหลือ 1 ล้านบาท โดยเสี่ยท็อปได้จ่ายเป็นเช็คให้ แต่เช็คไม่สามารถขึ้นเงินได้ หรือเช็คเด้ง ทำให้คู่กรณีมาฟ้องร้องเสี่ยท็อป ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ มารดาของเสี่ยท็อปจึงได้นำโฉนดที่ดิน ที่ลำลูกกาคลอง 4 มาวางไว้เพื่อเป็นหลักค้ำประกันว่า จะนำเงินมาชดใช้ให้ในภายหลัง ซึ่งขณะนี้โฉนดที่ดินก็ยังอยู่กับคู่กรณี และยังไม่มีการเซ็นโอนที่ดินให้กันแต่อย่างใด

เมื่อถึงวันฟังคำพิพากษาในวันที่ 14 พ.ย. 2559 เสี่ยท็อปกลับไม่มาฟังคำพิพากษา และไม่อ้างเหตุแห่งความจำเป็น โดยอ้างเพียงว่าติดภารกิจที่ต่างประเทศ ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย สั่งจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมกับให้ออกหมายจับจำเลยไว้ จากนั้นเสี่ยท็อปไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทำให้ขาดอุทธรณ์และทำให้คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากตำรวจติดตามจับกุมตัวเสี่ยท็อปได้ จึงนำส่งศาล ศาลได้แจ้งผลคำพิพากษาให้เสี่ยท็อปทราบว่า คดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และให้รับโทษตามคำพิพากษาคือ จำคุก 6 เดือน จึงต้องส่งตัวเสี่ยท็อปไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทนายความยังระบุด้วยว่า ตัวเสี่ยท็อปเองอ้างว่ามีความกังวลเรื่องของสุขภาพ เนื่องจากเป็นโรคเบาหวาน และกังวลเรื่องเงินจากการทำธุรกิจที่จะได้รับประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่า เป็นธุรกิจด้านไหน และเกี่ยวกับเรื่องอะไร
กำลังโหลดความคิดเห็น...