xs
xsm
sm
md
lg

#MGRTOP7 : "เสี่ยเอก" เลิกวีลัคเมื่อไหร่ไม่ได้จำ | "เสี่ยท็อป" ฮ่องกงสู่ห้องกรง | ปิดตำนาน "สู้แล้วราย" แกนนำแดง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


MGR Online ขอนำเสนอ “Top 7 ข่าวฮอตในรอบ 7 วัน” สรุปข่าวเด่น ประเด็นฮอตที่พลาดไม่ได้ เป็นประจำทาง mgronline.com และเฟซบุ๊ก MGR Online Live แฮชแท็ก #MGROnline #MGRTOP7

(สรุปข่าวประจำวันที่ 13 - 19 ต.ค. 2562)

อันดับ 1 : เลิกกิจการเมื่อไหร่ไม่ได้จำ! "ธนาธร" เบิกความคดีหุ้นวี-ลัค ศาลนัดชี้ชะตา 20 พ.ย.นี้

คดีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถือครองหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัคมีเดีย จำกัด เข้าลักษณะต้องห้ามลงสมัคร ส.ส. หรือไม่ มาถึงขั้นตอนไต่สวนพยาน เมื่อวันที่ 18 ต.ค. นายธนาธรขึ้นเบิกความต่อศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงว่าโอนหุ้น 675,000 หุ้นให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ยืนยันไม่เคยเข้าไปบริหารบริษัทฯ แต่จำไม่ได้ว่าจดแจ้งเลิกกิจการเมื่อไหร่ ย้ำว่าตั้งใจทำงานการเมืองโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตย หากศาลตัดสินเป็นคุณจะไปทำบลายด์ทรัสต์ทันที

ส่วนพยานปากอื่นๆ อาทิ นางสมพร ยืนยันว่านายธนาธรกลับบ้านเซ็นโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค พร้อมหุ้นในเครือไทยซัมมิท เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 8 ม.ค. ยอมรับว่าโอนหุ้นต่อให้หลานทดลองฟื้นฟูกิจการ แต่ให้โอนกลับเพราะหลานขอให้ใส่เงินเพิ่ม แต่ไม่ยินยอมเพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ตกเทรนด์แล้ว ด้านนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยานายธนาธร ชี้แจงว่าที่นำเช็คเงินค่าโอนหุ้นของนางสมพรไปขึ้นช้า เพราะเห็นว่าเป็นเช็คบริษัทในเครือ ไม่มีปัญหาเช็คเด้ง ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยสถานภาพ ส.ส.ของนายธนาธร วันที่ 20 พ.ย. เวลา 14.00 น.

อันดับ 2 : จากฮ่องกงสู่ห้องกรง! "เสี่ยท็อป" คุก 6 เดือนเช็คเด้ง 8.5 ล้าน เบี้ยวศาลหมดเวลาอุทธรณ์

กรณีที่พริตตี้สาวชาวบุรีรัมย์วัย 30 ปี ร้องเรียนว่าถูก "เสี่ยท็อป" หรือนายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร วัย 49 ปี อ้างว่าเป็นเสี่ยหมื่นล้านหลอกแต่งงาน ก่อนเบี้ยวไม่จ่ายเงินค่าจัดงาน ทิ้งไว้เพียงหนี้สิน 3.5 ล้านบาท หลังจากที่เสี่ยท็อปออกไปยังฮ่องกง ล่าสุดเมื่อค่ำวันที่ 17 ต.ค. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรวบตัวนายธนณัฏฐ์ได้ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง หลังกลับถึงเมืองไทยด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD505 ระบบ ตม. แจ้งว่ามีหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ คดี พ.ร.บ.เช็ค จากการซื้อขายคลีนิคมูลค่า 8.5 ล้านบาทและเจ้าตัวไม่มาฟังคำพิพากษาเมื่อปี 2559

ต่อมาวันที่ 18 ต.ค. ตำรวจนำตัวเสี่ยท็อปไปส่งศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลแจ้งผลคำพิพากษาระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2559 จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษา โดยไม่อ้างเหตุแห่งความจำเป็น จึงอ่านคำพิพากษาลับหลังสั่งจำคุก 1 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ทำให้คดีถึงที่สุด และให้รับโทษตามคำพิพากษา ก่อนส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม เสี่ยท็อปเตรียมฟ้องกลับพริตตี้สาวและพวกข้อหาตบทรัพย์ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ บังคับขู่เข็ญใจ กักขังหน่วงเหนี่ยว พร้อมฟ้องสื่อมวลชนอีก 2 สำนัก

อันดับ 3 : ปิดตำนานสู้แล้วรวย! สั่งชดใช้ 21 ล้าน "จตุพร-ณัฐวุฒิ-เหวง" ม็อบเผาตึกอนุสาวรีย์ชัย

เหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงปี 2553 ที่มีการเผาบ้านเผาเมือง แม้ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาจะสั่งให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมแก่อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะยืนยันไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ชุมนุมชุมนุมทางการเมือง และไม่เข้าเงื่อนไขก่อความไม่สงบ แต่เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ศาลฎีกาสั่งให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กว่า 21 ล้านบาท ในข้อหาละเมิด คดีผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเผาอาคารพาณิชย์ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ส่วนบริษัทประกันภัยยกฟ้อง

ภายหลังนายจตุพร ออกมาให้ข่าวว่า ขณะนี้แกนนำ นปช. ถูกศาลแพ่งพิพากษาชดใช้ค่าเสียหาย คดีวางเพลิงช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงแล้ว 2 คดี โดยตนและนายณัฐวุฒิต้องชดใช้ราว 20 ล้านบาท นพ.เหวงและนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ตกคนละประมาณ 10 ล้านบาท โดยคดีนี้ไม่มีจำเลย จับกุมผู้วางเพลิงไม่ได้ และน้อมรับคำสั่งของศาล รู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายหนีไม่พ้นถูกพิทักษ์ทรัพย์และล้มละลาย ขณะนี้กำลังหาทางพบปะพูดคุยกับกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทุกฝ่ายต่างอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก

อันดับ 4 : "ป้ามหาภัย" ระบาด! อ้างถูกกรีดกระเป๋าขอเงินตามรถไฟฟ้า แถไม่ผิดเพราะไม่ได้ขโมยใคร

เรื่องราวป้ามหาภัยทำเนียนถูกกรีดกระเป๋า เพื่อขอเงินผู้ที่ผ่านไปผ่านมาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา ลักษณะทำทีเข้าหาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ขอให้โทรศัพท์มาที่เบอร์ตัวเอง แต่พบว่าปิดเครื่อง ก่อนทำท่าทีตกใจและโอดครวญว่าสิ่งของมีค่าสูญหายไปหมด เมื่อผู้ตกเป็นเหยื่อเกิดความสงสาร จึงยื่นเงินส่วนหนึ่งให้เพื่อเป็นค่าเดินทางกลับบ้าน ปรากฎว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อหลายราย กระทั่งมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ว่า เจอหญิงรายนี้ก่อเหตุหน้าห้างแห่งหนึ่งย่านถนนรัชดาภิเษก แต่จับได้ว่าโกหกจึงถูกด่ากลับไป

หลังจากนั้นมีรายงานข่าวว่า หญิงคนดังกล่าวเช่าหอพักรายวันแห่งหนึ่งมานานกว่า 3 ปี แต่หลบหนีไปตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. กระทั่งตำรวจมาตรวจสอบพบว่ามีกระเป๋า ร่ม และถุงกระดาษเสื้อผ้าแบรนด์เนมเต็มไปหมด อีกทั้งเส้นทางการเงินพบว่ามีเงินในบัญชี 180,000 บาท ที่สุดแล้วเมื่อค่ำวันที่ 18 ต.ค. ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ได้เชิญตัวหญิงคนดังกล่าว ทราบชื่อคือ น.ส.ยุพาพร พันธัง วัย 53 ปี สอบสวนระบุว่าทำมา 2 ปีแล้ว รู้สึกว่าไม่ผิด เพราะไม่ได้ไปขโมยของใคร ที่ทำไปก็แล้วแต่คนจะให้ ส่วนเงินที่ได้จะนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ก่อนดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้า

อันดับ 5 : งามหน้าคีรีวง! โซเชียลแฉชาวบ้านเทคอนกรีต-เดินท่อขวางคลองท่าดี ทางการสั่งรื้อเรียบ

เรื่องอื้อฉาวในหมู่บ้านคีรีวง ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่อ้างว่าเป็นหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ต.ค. เฟซบุ๊กเพจ "ชมรม strong -จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดนครศรีธรรมราช" เปิดเผยภาพและข้อความให้เห็นถึงผู้ประกอบการร้านอาหารเทคอนกรีตลงในคลองท่าดี เพื่อให้นักท่องเที่ยวนั่งกินลมชมวิวกันในคลอง และ​ยังพบว่ามีการเดินท่อพีวีซีลอยข้ามคลองระเกะระกะเต็มไปหมด โดยไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาจัดการ กลายเป็นที่วิจารณ์แก่ผู้พบเห็นในโลกโซเชียลจำนวนมาก

ต่อมานายศิริพัฒ พัฒน์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กำชับให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครศรีธรรมราช แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ประกอบการซึ่งมีประมาณ 10 ราย กระทั่งวันที่ 16 ต.ค. ผู้ประกอบการรื้อถอนคอนกรีตที่รุกล้ำไปในลำคลอง ขณะนางมณฑาทิพย์ เมฆาวรรณ ปลัด อบต.กำโลน ระบุว่า หลังจากปี 2558 เป็นต้นมา ไม่มีข้อมูลการขออนุญาตก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง จึงเตรียมสำรวจสิ่งปลูกสร้างทุกหลัง นอกจากนี้ยังพบว่า มีผู้ประกอบการเทคอนกรีตลงในน้ำตกท่าแพ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช อีกด้วย

อันดับ 6 : ไฮโซขี่เจ็ทสกีรบกวน "วาฬบรูด้า" กลางอ่าวเพชรบุรี นักวิชาการโวยที่ผ่านมาแค่ตักเตือน

ทำเอานักอนุรักษ์พากันไม่พอใจ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. โลกโซเชียลวิจารณ์กรณีที่เฟซบุ๊กเพจ "ข่าวเด็ดเพชรบุรี" เปิดเผยว่า มีไฮโซกลุ่มหนึ่ง พากันขี่เจ็ทสกีนับสิบลำลงไปในทะเล อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี แหล่งที่อยู่อาศัยของวาฬบรูด้า สัตว์สงวนของไทย เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยใช้ความเร็วในการขับขี่สูงและเครื่องยนต์ส่งเสียงดัง รบกวนการหากินของวาฬบรูด้าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จ.เพชรบุรี เข้าไปขอความร่วมมือไฮโซกลุ่มดังกล่าวให้หยุดการกระทำ เพราะจะกระทบต่อวิถีชีวิตของวาฬบรูด้า

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความกังวลต่อเรื่องดังกล่าว เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ฝูงวาฬและถูกรบกวนการหากินจากเสียงเครื่องยนต์ พร้อมสั่งการให้ประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยว ถึงวิธีการชมวาฬที่ถูกต้อง ไม่รบกวนวิถีชีวิต ตามแนวทางการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างยั่งยืน ส่วนผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม วิจารณ์ว่า เรื่องนี้เกิดครั้งเป็นครั้งที่ 3 แต่จบลงด้วยการตักเตือนและขออภัย อ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ และแนะว่าควรมีมาตรการมากกว่านี้ เนื่องจากเป็นสัตว์สงวน

อันดับ 7 : ตำรวจพันธุ์ใหม่! ไม่จับ "เด็กแว้น" อ้างพวกเดียวกัน ชาวเน็ตจวกยับ "ละเว้นปฏิบัติหน้าที่"

กลายเป็นประเด็นที่โลกโซเชียลไม่พอใจจำนวนมาก เมื่อมีภาพเฟซบุ๊กตำรวจนายหนึ่ง ยศสิบตำรวจตรีโพสต์ข้อความสร้างแรงบันดาลใจ ระบุว่า "จากเด็กแว้นที่มีแต่คนเคยด่าเคยว่า กลับกลายเป็นสิบตำรวจตรีที่คนนับหน้าถือตา ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ไม่ยอมแพ้กับคำดูหมิ่นของคนอื่น" เมื่อเพื่อนของตำรวจดังกล่าวอวยพร ก็ตอบกลับว่า "ผมไม่จับสายแว้นด้วยกันแน่นอน เข้าใจเพราะเคยผ่านมาก่อน" ทำให้ชาวเน็ตมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายปราบปรามการแข่งรถในทางสาธารณะมาตลอด ภายหลังเจ้าตัวลบโพสต์ไป

สำหรับตำรวจนายนี้คือ ส.ต.ต.อภิวัฒน์ ประกอบดี ผบ.หมู่ ป.สภ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดขอนแก่น พ.ต.อ.จักรภพ ท้าวฤทธิ์ รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ จึงเรียกมาสอบถาม เจ้าตัวอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ โพสต์โดยไม่ได้ไตร่ตรอง ทำให้ถูกวิจารณ์ในทางที่ไม่ดีต่อองค์กรตำรวจ จึงสั่งการให้ทำรายงานไปยังผู้บังคับบัญชา ภายหลังเจ้าตัวโพสต์ข้อความขอโทษ อ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดประสบการณ์เป็นตำรวจ สัญญาว่าจะปฏิบัติตนเป็นตำรวจที่ดี ฝากถึงกลุ่มเด็กแว้นและเยาวชนให้กลับตัวมาศึกษาเล่าเรียน เพราะสร้างความเดือดร้อนกับสังคม
กำลังโหลดความคิดเห็น...