"เป็นคุณแม่ที่ดุมาก" ปิ่น-เก็จมณี วรรธนะสิน คุณแม่ยังสาววัย 45 ปี เปิดตำราเลี้ยงลูก 3 เจ้า (เจ้านาย,เจ้าขุน,เจ้าสมุทร) 3 แสบ 3 วัย (18,16,14) ดุอย่างไรให้ได้ใจลูก เลี้ยงอย่างไรให้ลูกเคารพ สอนอย่างไรในช่วงวัยเปลี่ยนผ่าน พร้อมตอบดราม่า "เจ้าขุน" ในมุมคนเป็นแม่ หลังลูกชายแพ้น็อคบนสังเวียนเดือดจนกลายกระแสโจมตีบนโลกโซเชียลฯ
แม่ว่าไง? ดราม่า "เจ้าขุน"
แม้ประเด็นดราม่าบนเวที 10 fight 10 จะจบลงไปแล้ว แต่ในมุมของแม่คือสิ่งที่หลายคนอยากฟัง และอยากรู้มากกว่าข้อความที่เธอเคยเปิดใจผ่านอินสตาแกรม
"ปิ่นขอตอบในมุมของคุณแม่นะคะ ในมุมโซเชียลฯ ขอไม่ยุ่งเกี่ยว โดยนิสัยของเจ้าขุนแล้ว เขาจะเป็นคนโพล่งๆ ตรงๆ รู้สึกอะไร คิดอะไรก็จะพูดออกมาเลย แต่บางทีมันตรงไป ปิ่นก็จะสอนเขาตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะมีความรู้สึกว่า อันนี้ไม่ควรนะ ขุนพลาดไปแล้ว ขุนขอโทษนะ ซึ่งเขาก็จะมีคำนี้ขึ้นมา อย่างเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกอย่างมันเร็วมาก แล้วในภาวะของเด็กอายุ 16 มันก็อาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้
ปิ่นในฐานะแม่ก็ไม่ได้จะไปอวยลูกว่า เฮ้ย! ไม่เป็นไรลูก ทำอย่างนั้นก็ได้ ปิ่นไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว เราจะกลับมาคุยกันที่บ้านว่า ลูกรู้มั้ย ลูกทำแบบนี้ มันมีผลยังไง แต่แม่เข้าใจนะว่าขุนไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะฉะนั้นถึงต้องคิดอะไรนิดนึง แม่ภูมิใจที่ลูกขอโทษ เพราะทุกคนมีสิทธิผิดพลาดได้ แต่ปิ่นจะพูดกับลูกเสมอว่า คนที่่น่าชื่นชมที่สุดคือคนที่ทำผิดแล้วขอโทษ" ปิ่นเปิดใจในงาน "ชีวิตดีเริ่มต้นที่เรา" จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเร็วๆ นี้
มีความเป็นเพื่อน แต่ไม่ใช่เพื่อน!
แน่นอนว่าหนึ่งในความยากที่จะรับมือกับลูกวัยรุ่นคือ การยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ฟังคำวิจารณ์ไม่ได้ แต่สำหรับครอบครัวนี้ แม้ลูกๆ จะเติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่มีชื่อเสียง ต้นทุนดี แต่ไม่ใช่ว่าจะเหนือกว่าใคร หรือมั่นใจที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
"ถ้ามั่นใจมากไป แต่มันผิด เราก็จะบอกเขา เขาก็..อ้าวเหรอ ทำไมล่ะครับ หรือบางทีมั่นมากก็ให้พูดไปก่อน เดี๋ยวแม่จะเงียบ บางอย่างเราก็จะให้เขาลอง และบอกให้เขารับกับผลที่จะตามมา บางครั้งโดนเพื่อนอัดมา หรือพี่ชาย น้องชายอัดมา เขาก็จะรู้ละ ถ้าเชื่อแม่ก็จะไม่โดนแบบนี้ ซึ่งเราก็มองย้อนกลับไปสมัยเราเป็นวัยรุ่น แม่ห้ามแทบตายก็ไม่เชื่อ ต้องโดนเองถึงจะรู้ซึ้ง แต่เราจะไม่ปล่อยให้เขาไปทำอะไรที่มันอันตรายมากเกินไปด้วยค่ะ
บ้านเราเลี้ยงลูกเป็นเพื่อนกันค่ะ แต่ในความเป็นเพื่อนก็ต้องมีสัมมาคารวะ มีมารยาท เคารพแม่ ซึ่งลูกๆ ของปิ่นจะไม่ค่อยลามปาม เพราะปิ่นเป็นคุณแม่ที่ดุมาก (เน้นเสียง) ตอนเด็กๆ ก็มีตีนะคะ แต่ไม่ได้ตีในแบบที่รู้สึกว่าเขาโดนทำร้าย เราจะมีวิธีคือ ถ้าทำผิดจะเรียกมาเป็นหมู่เลย ทำผิดคือโดนลงโทษทั้ง 3 คนนะ ปิ่นจะเรียกมาเรียงแถว ทำอะไรมา ต้องตอบ ตอบเสร็จปิ่นจะใช้ตะเกียบตีมือ ตีให้รู้สึกเจ็บ แล้วให้ไหว้ ถ้าทำอีกก็จะโดนแบบนี้อีก ซึ่งจะเป็นกฎแบบนี้ตั้งแต่เด็กจนโต"
"ลูกชาย" เลี้ยงไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก
ขึ้นชื่อว่าลูกชาย ความกังวลของพ่อแม่มักจะอยู่ในช่วงที่ลูกกำลังเข้าวัยรุ่น เพราะกลัวจะไปทำอะไรที่เป็นเรื่องเสี่ยง กินเหล้า ติดยา ฯลฯ เช่นเดียวกับปิ่น ในฐานะแม่จึงทุ่มเท สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้ลูกชายตั้งแต่เด็กๆ ทั้งให้ความรัก และความเข้าใจในทุกๆ ช่วงวัย
"ลูกชายทั้ง 3 เจ้า ตอนนี้เจ้านาย 18 ปี เจ้าขุน 16 ปี และเจ้าสมุทร 14 ปี ปิ่นกับพี่เจ เราเตรียมตัวตั้งแต่ลูกยังเล็ก เป็นคุณแม่ที่ทุ่มเทมาก ออกจากงาน ให้นมลูก เลี้ยงดู และอยู่กับเขาในทุกช่วงวัย ทำให้เราสนิทสนมกันมาก และไม่ค่อยมีปัญหาที่จะไปไกลสักเท่าไร
พอจะออกนอกทางก็สามารถดึงกลับมาได้ หรือพอเขาเลิกดื่มนมก็จะไม่ไปดื่มเหล้า ซึ่งตัวปิ่นเข้าใจในช่วงวัย เมื่อเขาอยากจะลอง เขาก็จะมาขอกับเรา แทนที่เราจะห้าม ปิ่นใช้วิธีลอง แต่อยู่ด้วยกัน เขาก็จะรู้จักแล้วว่ารสชาติมันเป็นยังไง ดื่มแล้วอาการมันจะเป็นยังไง หรือเวลาที่ไปบ้านเพื่อนก็จะวางตัวเป็น เช่น โอเค 1-2 แก้วพอแล้วนะ จะไม่มีดื่มจนเมาเละแล้วไปสร้างความเดือดร้อน เพราะบ้านเราจะคุยกันตลอด ปรึกษากันตลอด" ปิ่นเล่า
นอกจากนั้น การสอนลูกชายให้เป็นสุภาพบุรุษเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง และสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องยาก หากพยายามปลูกฝังลูกตั้งแต่ยังเล็ก
"ปิ่นให้ลูกชายทุกคนรู้จักงานของผู้หญิง จะได้รู้ว่าผู้หญิงเหนื่อยขนาดไหน เช่น ทำอาหารกินเอง ล้างจาน ซักผ้า ให้ทำทุกอย่างที่ผู้หญิงต้องทำ" เธอบอก ก่อนเผยต่อไปว่า "ปิ่นเป็นคนสนุกกับการเลี้ยงลูกมาก คิดบวกมาก แต่ต้องมีแผนการ ทำให้เขารู้สึกว่า มีคนอยู่ข้างๆ เขา เข้าใจเขา โดยใช้หลักการฟังเยอะๆ บางทีไม่ได้ถูกใจเราทุกอย่าง แต่ต้องฟังลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกอุ่นใจ เวลาเขามีความทุกข์เขาก็จะบอกเรา เวลาที่เขามีความสุขก็ไม่ใช่ว่าเขาทิ้งเรา เขาก็จะมาหาเรา มาบอกเรา หากเรื่องไหนทำดี เราก็ต้องชื่นชมเขา แต่เวลาที่เขาทำไม่ดี ต้องฟังเยอะๆ อย่าเพิ่งไปดุเขา ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุยกัน"
ด้านอนาคตของลูก ปิ่นเป็นคุณแม่ที่ปล่อยให้ลูกได้ "เลือก" เพราะเธอมองว่า ลูกมีหัวใจ มีความฝัน มีความชอบ พ่อแม่ไม่ควรยัดเยียดฝันของตัวเองให้ลูก
"เรื่องการเรียน และการเลือกอาชีพในอนาคต บ้านเราจะคุยด้วยเหตุและผลกันตรงๆ ค่ะ ถ้าลูกบอกไม่ไหว เราก็จะพูดตรงๆ ว่า แม่ไม่เสียเงินส่งไปนะลูก ซึ่งปิ่นจะเน้นให้ลูกเรียน และมีความสุข อาชีพที่ทำแล้วมีความสุข แค่นั้นแม่ก็สบายใจละ สุดท้ายเจ้านายก็เลือกชัดเจนว่าจะไปสายดนตรี ส่วนเจ้าขุน ดูๆ แล้วจะไปในทางสายแฟชั่น แต่หัวเขาดี หัวธุรกิจเขาก็ไปได้
พอปิ่นไปแนะนำเขาว่าเรียนสายธุรกิจไปด้วย การตลาดด้วยก็ดีนะ ถ้าทำดีไซน์ได้แล้วจะได้เอามาช่วยกัน เวลาเป็นเจ้าของกิจการเองจะทำได้ครบทุกอย่าง แต่ไปๆ มาๆ เขาก็ยังไม่มั่นใจ เขาเลือกที่จะเรียนงานศิลป์ งานถ่ายรูป เราก็ยังไงก็ได้ เอาที่ลูกมีความสุข ขณะที่เจ้าสมุทรยังไม่ชัดเจน กำลังอยู่ในช่วงค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร" ปิ่นทิ้งท้าย
วัย 18 ซ่อมยาก แต่ซ่อมได้
ทั้งนี้ แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร หรือ หมอโอ๋ เจ้าของเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน แลกเปลี่ยนบนเวทีเดียวกับ "ปิ่น เก็จมณี" ว่า เด็กวัย 18 ปีเริ่มเป็นใหญ่ มีสิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย เช่น มีสิทธิในการเลือกตั้ง มีสิทธิในการตัดสินใจรับการรักษาทางการแพทย์ แต่ในด้านพัฒนาการทางสมอง ยังไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สมองด้านความคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ อารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงเป็นวัยที่ต้องการพ่อแม่ที่สมองส่วนหน้าพัฒนาแล้ว เข้ามาช่วยลูกด้วยความรัก และความเข้าใจ
"ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ในลูกวัยรุ่นคือ ปัญหาที่ลูกไม่อยากสื่อสารกับพ่อแม่ พูดอะไรไม่ฟัง ติดเพื่อน ติดแฟน เพราะเด็กอยู่ในสังคมที่สิ่งเร้ารอบข้างเยอะ แล้วความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่แน่น ทำให้เกิดปัญหาเมื่อเด็กกำลังเข้าสู่วัยรุ่น" หมอโอ๋บอก
ด้าน ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการ สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. บอกว่า ลูกวัย 18 ไม่ใช่ว่าจะแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะสมองยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์เต็มที่จนถึง 25 ปี อาจจะแก้ไขบางอย่างยากกว่าตอนเด็กๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้ ดังนั้น 18 เป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสอีกครั้งที่พ่อแม่จะช่วยทำให้ลูกไปได้ถูกทิศทาง
แม้พฤติกรรมบางอย่างของลูกวัยรุ่นจะซ่อมได้ แต่การเตรียมลูกด้วยความรัก และความเข้าใจตั้งแต่เด็กๆ แก้ง่ายกว่าต้องมานั่งซ่อมตอนโต โดยเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามคือ การใช้อารมณ์ และการลงโทษเมื่อลูกทำผิด หมอโอ๋ แนะนำว่า หากเด็กทำผิด พ่อแม่ควรมองไปที่สาเหตุ ทำไมถึงทำผิด พ่อแม่บางคน ลูกไม่ทำการบ้าน มักจะใช้วิธีลงโทษด้วยการตี
"บางทีพ่อแม่ไม่ได้ไปหาสาเหตุว่าที่ลูกไม่ทำการบ้าน สาเหตุมันคืออะไร หลายครั้งพบว่าเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ดังนั้นหลายๆ ครั้งของการทำผิด เด็กควรถูกเรียนรู้ด้วยการรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น เด็กขโมยเงิน แม่ก็ตีด้วยความโกรธ อยากให้ลูกหลาบจำ บางทีสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือ เงินที่เขาขโมยมา เขาควรจะชดเชยกลับยังไง ต้องหักค่าขนมเขายังไงที่จะกลับไปชดเชยเงินจำนวนนั้น
ถ้าใช้วิธีตีให้จำอย่างเดียว บางครั้งเด็กขาดโอกาสที่จะเรียนรู้ และรับผิดชอบกับความผิดที่เกิดขึ้นแล้วมันถูกตัดตอนไปด้วยเรื่องของความกลัวเฉยๆ ซึ่งนอกจากความกลัวแล้ว ยังเจ็บปวดจากการตี ความสัมพันธ์ที่ควรจะดีต่อกัน มันถูกบั่นทอน หมอชอบบอกพ่อแม่เสมอว่า นึกภาพนะ เวลาที่สามีโกรธ แล้วตบหน้า เพราะอยากให้เราทำกับข้าวให้อร่อยขึ้น แน่นอนว่าเราต้องรู้สึกถึงความไม่ไว้ใจกัน หรือความไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เขาดีกับเรา เขารักเรา มันจริงหรือไม่
ดังนั้น ถ้าลูกทำน้ำหก แทนที่จะตี เรากลับมาตั้งคำถามกับลูกว่า ทำไงดีล่ะน้ำหก ทำยังไงดีล่ะช้อนตก มันช่วยฝึกความจำใช้งานว่า น้ำหกเคยเห็นอะไร เคยเห็นว่าต้องใช้ผ้ามาเช็ด ซึ่งการเลี้ยงลูกแบบตั้งคำถามบ่อยๆ แต่สั่งน้อยๆ จะสร้างลูกให้ฉลาด ในขณะที่หลายคนชอบสั่งลูก ทำนั่นสิ ทำนู่นสิ คนสั่งฉลาด แต่คนทำไม่ค่อยฉลาด เช่น แทนที่ให้จะสั่งให้ลูกการบ้าน เปลี่ยนเป็นถามลูกว่าเลิกเรียนกลับบ้านเราจะทำอะไรบ้าง แล้วหนูจะทำอะไรก่อน หลัง เป็นต้น"
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก IG @kejmanee


