xs
xsm
sm
md
lg

“เครือข่ายกะเหรี่ยง” จัดพิธีรำลึกถึง “บิลลี่” ให้กำลังใจ “มึนอ” ดีเอสไอนัดถกความคืบหน้าอาทิตย์นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เครือข่ายกะเหรี่ยงร่วมจัดพิธีรำลึกถึง “บิลลี่” เพื่อให้กำลังใจครอบครัว ภรรยาบิลลี่ฝากผู้มี กม.ในมืออย่ารังแกคนอื่น ดีเอสไอนัดหารือความคืบหน้าอาทิตย์นี้ ขอเวลารวบรวมพยานหลักฐาน แต่ยังไม่ขอระบุเชื่อมโยงถึงผู้กระทำการหรือไม่ เชื่อภายใน 3 เดือนมีความชัดเจน

วันนี้ (16 ก.ย.) ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจากหลายพื้นที่ เครือข่ายภาคประชาชน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานรัฐ ร่วมจัดพิธีรำลึกถึง “บิลลี่” นายพอละจี รักจงเจริญ โดยมี “มึนอ” น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยา รวมถึงลูกๆ ของนายพอละจีร่วมพิธีกรรมตามความเชื่อชาวกะเหรี่ยง เพื่อรำลึกถึงการจากไปของนายพอละจี พร้อมให้กำลังใจครอบครัว

โดยนายบาดา ฟารุค ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ขึ้นกล่าวนำว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมวันนี้ และยินดีที่ได้อยู่เคียงข้าง น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ พร้อมครอบครัว

ทั้งนี้ นายบิลลี่ พอละจี ถูกพบเห็นเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ในขณะถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ บริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แม้ภายหลังเจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ปล่อยตัวไปแล้วแต่ก็ไม่ทราบชะตากรรมของเขาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เพื่อสืบสวนสอบสวนหาชะตากรรมบิลลี่ และเมื่อเร็วๆ นี้ดีเอสไอได้ประกาศว่าพบส่วนหนึ่งในร่างกายที่เชื่อว่าเป็นของบิลลี่บริเวณป่าแก่งระจาน

นายบาดากล่าวว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเรามองเห็นว่ากรณีของบิลลี่มีความสลับซับซ้อนและสำคัญมากในมิติด้านสิทธิมนุษยชน เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งปัญหาการบังคับบุคคลสูญหาย การปกป้องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสิทธิของชาติพันธุ์ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯจะยืนอยู่เพื่อช่วยเหลือในการให้ความร่วมมือทางเทคนิคกับทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม และยังคงดำเนินต่อไปซึ่งความร่วมมือ โดยความช่วยเหลือของเราโดยเฉพาะไปสู่ครอบครัวของคนที่เป็นเหยื่อ

จากนั้นมีพิธีรำลึกถึงบิลลี่ตามความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ และเสวนาหัวข้อ “การฆาตรกรรมอำพรางศพนายพอละจี หรือบิลลี่ บุคคลใดต้องรับผิดชอบ”

น.ส.พิณนภา หรือมึนอ ภรรยาของบิลลี่ กล่าวว่า ภายใน 5 ปีที่ผ่านมาลำบาก เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่งที่ไม่มีเสาบ้านก็ไม่มั่นคง แข็งแรง เหมือนบ้านที่เสาหลักหายไป ตนเองต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ทั้งงานในบ้านและนอกบ้าน ในใจก็รอคอยว่าบิลลี่หายไปไหน เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ รู้ว่าบิลลี่หายไปก็ช่วงเที่ยงวันที่ 18 เม.ย. 2557 โดยพี่ชายของบิลลี่ที่โทรศัพท์มาถามว่าเขากลับถึงบ้านหรือยัง ตนบอกว่ายังไม่กลับ บิลลี่บอกว่าไปทำหน้าที่ที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และไปหาแม่ด้วย ไม่ได้บอกว่าจะค้างกี่คืน มีอะไรหรือไม่ พี่ชายบิลลี่บอกว่า เขาออกมาตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. ช่วงเที่ยงๆ และเอาน้ำผึ้งมาด้วย ถูกเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวไว้ หลังจากวางสายแล้วตนได้โทรหาเพื่อนๆ ของบิลลี่ทุกคน แต่ไม่มีคนไหนติดต่อบิลลี่ได้

น.ส.พิณนภากล่าวว่า จากนั้นเช้าวันที่ 19 เม.ย.ได้ชวนพี่ชายของตัวเองอีกคนหนึ่งและเพื่อนของบิลลี่ไปแจ้งความที่โรงพักแก่งกระจาน ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ยังไม่รับแจ้ง บอกว่าเราเป็นผู้เสียหายต้องหาข้อมูลมาแจ้ง เขามีหน้าที่รับแจ้งอย่างเดียว หากเอาข้อมูลมาให้ก็จะออกสืบให้ จากนั้นประมาณวันที่ 22-23 เม.ย. ตนกับพี่ๆ เครือข่ายกะเหรี่ยง รวมทั้งชาวบ้านได้ไปยื่นหนังสือที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ค้นหาบิลลี่ แต่การยื่นหนังสือครั้งนั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้เขาออกนอกพื้นที่ จากนั้นได้ไปยื่นต่อศาล ทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกายกคำร้องหมด ตอนนั้นรู้สึกว่าความยุติธรรมมีไม่จริง ทั้งนี้ เคยไปยื่นหนังสือที่สำนักนายกรัฐมนตรีแต่ไม่มีอะไรคืบหน้า จนคดีไปหยุดที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และดีเอสไอ กระทั่งตอนนี้รู้ว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว จากที่ดีเอสไอได้ช่วยติดตามให้จนถึงที่สุด ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมากๆ

“ถ้าให้พูดถึงคนที่มีกฎหมายอยู่ในมือ คุณควรปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่ควรรังแกคนที่ไม่มีกฎหมายอยู่ในมือ เช่น จับบิลลี่ไปแล้วไม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย แล้วบิลลี่ก็หายไป ทุกคนมีชีวิตและจิตใจ เราควรจะรักกัน เป็นพี่น้องเผ่าพันธุ์เดียวกัน ไม่อยากให้คนที่มีกฎหมายอยู่ในมือหรือคนที่มีอำนาจสูงส่งคิดว่าตัวเองใหญ่ อยากให้ทุกคนเสมอภาค มีสิทธิเท่าเทียมกัน” น.ส.พิณนภากล่าว

นายชนม์สวัสดิ์ ประศาสน์ครุการ นักสืบสอบสวนชำนาญการพิเศษ กองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2 (ป.ป.ท.) กล่าวว่า ป.ป.ท.มีอำนาจหน้าที่และภารกิจหลักคือการไต่สวนความผิดเกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐ โดยฐานตั้งต้นของคดีที่เรารับแจ้งมี 2 มาตราที่เกี่ยวข้องคือมาตรา 157 เกี่ยวกับเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และมาตรา 200 เกี่ยวกับเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหรือจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการสูญหายหรือเสียชีวิตชีวิตของบิลลี่แต่อย่างใด นั่นคือส่วนของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ดำเนินคดีกับบิลลี่แล้วไม่ดำเนินการ


นายชนม์สวัสดิ์กล่าวว่า จากนั้นเราตั้งกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงและดำเนินการมาตลอด โดยมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่ฝ่ายผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอนุกรรมการชุดแรก จึงมีการเปลี่ยนแปลงตัวอนุกรรมการไต่สวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีออกมาที่ส่วนกลาง ระหว่างนั้นเราดำเนินการต่อเนื่อง มีพยานไต่สวนราว 30 ปาก ทั้งนี้ ระหว่างไต่สวนข้อเท็จจริงมีการประสานรับทราบข้อมูลจากดีเอสไอว่าเขารับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งดีเอสไอรับดำเนินการไปแล้วและพบว่ามีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ท. ดีเอสไอจจึงเสนอไปที่ ป.ป.ช. โดยมติของกรรมการ ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องกลับมาที่ดีเอสไอรับผิดชอบดำเนินการ ทั้งนี้ ป.ป.ท.ถือว่ามูลคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.รับไว้ดำเนินการแล้ว ทาง ป.ป.ท.จึงมีการหารือและประสานกับ ป.ป.ช. โดยสรุปคือ คดีนี้มีการส่งสำนวนไปที่ ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 พิธีรำลึกถึงบิลลี่ตามความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ยอมรับว่า การทำคดีนายพอละจี มีความยาก แต่มีความสุขที่ได้ทำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคน ได้ให้ความทุ่มเทการทำหน้าที่ เมื่อพบชิ้นส่วนกระดูก และยืนยันด้วยผลการตรวจ DNA รูปคดีเปลี่ยน มาเป็นคดีฆาตกรรม ซึ่งดีเอสไอก็ยิ่งต้องเพิ่มความรอบคอบการทำคดีให้ดีที่สุด

พ.ต.ท.กรวัชร์ยังกล่าวอีกว่า จนถึงเวลานี้นี้ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ใด แต่ยืนยัน ทุกขั้นตอนว่ากันไปตามพยานหลักฐาน

“การดำเนินคดีนี้ไม่ต้องห่วง เดินมาถึงวันนี้แล้ว หากจะเป็นมวยล้มต้มคนดู ดีเอสไอคงอยู่ไม่ได้ หลักฐานไปถึงไหน ก็ต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด อย่างตรงไปตรงมา พยานถึงใคร จะดำเนินคดีให้หมด เป็นสิ่งที่ดีเอสไอให้ความมั่นใจกับครอบครัวบิลลี่ ถ้าหากผมทำไม่ดี ให้ไปชี้หน้าด่าผมที่ดีเอสไอได้เลย”

ด้านความคืบหน้าทางคดี รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า มีความคืบหน้าระดับหนึ่ง พยานหลักฐานสามารถรวบรวมได้บางส่วนแล้ว แต่จะเชื่อมโยงถึงตัวผู้กระทำผิดหรือไม่ ยังไม่ขอตอบ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน แต่มั่นใจว่าจะเห็นความชัดเจนอย่างแน่นอนภายใน 3 เดือนนี้

ขณะที่นายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ จากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ระบุว่า กรณีที่เกิดขึ้น ทั้งคดีของนายพอละจี และนายโคอิ มีมิ หรือปู่คออี้ สะท้อนได้ชัดเจนถึงความจริงของระบบอุปถัมภ์ ที่เชื่อว่า เป็นต้นตอของระบบอำนาจนิยม ทำให้ผู้กระทำผิดไม่สนใจกฎหมาย หรือ หากกระทำผิดก็มั่นใจได้ว่าจะไม่โดนลงโทษ

นายแสงชัยยังระบุอีกว่า กรณีของนายพอละจี สะท้อนภาพความเชื่อด้านการจัดสรรทรัพยากร สิทธิของผู้อยู่อาศัยกับธรรมชาติ กับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีมุมมองตรงกันข้าม เป็นเหตุให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันไม่ได้ ดังนั้น ภาครัฐควรปรับเปลี่ยนมุมมอง และหาแนวทางเพื่อลบล้างมายาคตินี้ ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน










กำลังโหลดความคิดเห็น...