xs
xsm
sm
md
lg

นักโทษหญิงที่ถูกตัดหัวเป็นรายสุดท้าย! กับรายที่สร้างเรื่องอื้อฉาวไว้โด่งดัง เป็นทั้งลำตัดและเทศน์!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค


ทุกวันของทุกเดือนในทุกปี ย่อมมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้น เหตุการณ์ใดมีความสำคัญก็จะมีการบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังรับรู่ไว้เป็นบทเรียน

สำหรับวันที่ ๒๐ สิงหาคม มีบันทึกไว้ว่า ใน พ.ศ.๒๔๔๗ได้มีการประหารชีวิตนักโทษหญิง ชื่อ “นางล้วน” ด้วยวิธีตัดหัวเป็นรายสุดท้ายของประเทศไทย
แต่เป็นรายสุดท้ายสำหรับผู้หญิง ส่วนรายสุดท้ายที่ถูกประหารด้วยวิธีตัดหัวเป็นผู้ชาย ก็คือเจ้าของฉายา “บุญเพ็งหีบเหล็ก” ที่สร้างคดีฆาตกรรมชิงทรัพย์ในขณะอยู่ในผ้าเหลือง ถูกประหารที่วัดภาษี คลองตันเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๖๒

สำหรับนางล้วน นักโทษหญิงรายสุดท้ายที่ถูกตัดหัวนี้ ไม่มีเรื่องเอิกเกริกมากนัก จึงถูกบันทึกไว้เพียงสั้นๆว่า ต้องโทษด้วยข้อหาว่าฆ่าผัวตายแล้วเผาทั้งบ้าน ถูกประหารที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ มีนบุรี หลังจากเพิ่งคลอดลูกในคุกได้เพียง ๑ เดือน ก่อนเข้าหลักประหาร นางล้วนได้มีโอกาสให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่าน้ำวัดหนองจอก ซึ่งต่อมานายตำรวจได้รับลูกของนางไปเลี้ยง

ส่วนนักโทษหญิงที่ถูกตัดหัวและสร้างอื้อฉาวแห่งยุค กล่าวขานกันไปทั้งเมือง ก็คงไม่พ้น ๒ คนนี้

รายแรกเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็คือ “อีอยู่” ผู้เป็นถึงเมียคุณพระ แต่กลับเล่นชู้กับทาส และทารุณทาสหญิงที่แอบใช้ชู้คนเดียวกันอย่างโหดร้าย ถึงขั้นใช้ดุ้นฟืนติดไฟทิ่มทวารเบาและทรมานจนถึงแก่ความตาย อย่างที่เคยเล่ารายละเอียดไปแล้วในคอลัมน์นี้ ในชื่อเรื่อง “อีอยู่” ผู้ใช้ทาสบำบัดความใคร่!!…ร.๕ ทรงกำชับให้พิจารณาคดีหึงอัมหิตวิตถารของนาง!” ซึ่งถูกประหารที่วัดโคก หรือวัดพลับพลาชัย เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๔ มีคนไปดูกันแน่นขนัดจนศาลาวัดพังลงมา
รายต่อมาเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นเรื่องอื้อฉาวไม่แพ้ “อีอยู่” ถูกนำไปโจษขานสนั่นเมืองเช่นกันในชื่อ “อีทองเลื่อนที่หักคอน้องผัว”

“อีทองเลื่อน” เป็นสาวหน้าตารูปร่างดีคนหนึ่ง มีแม่เป็นมอญอยู่พระประแดง พ่อเป็นคนจีน ต่อมาได้อยู่กินกับ “นายตังกวย” ซึ่งเป็นคนมีฐานะและมีน้องสาวเล็กๆคนหนึ่งที่ไปมาหาสู่อยู่เป็นประจำ ทำให้ทองเลื่อนเกรงว่าผัวจะแบ่งทรัพย์สินเงินทองให้น้องสาวด้วย พอมีลูกคนแรกแล้วทองเลื่อนก็ห่วงเรื่องนี้มากขึ้น วันหนึ่งได้โอกาสเหมาะผัวเข้าไปซื้อของในเมือง ทองเลื่อนจึงให้เด็กรับใช้เอาลูกไปฝากไว้บ้านยาย พอน้องผัวมาที่บ้านก็ชวนเข้าไปในห้อง แล้วจับหักคอเสียดื้อๆ จากนั้นก็อุ้มศพไปใส่ไว้ในโอ่ง หวังสร้างหลักฐานว่าน้องผัวหัวทิ่มจมโอ่งตายเอง
จนบ่าย ย่าเห็นว่าหลานเดินไปบ้านพี่ชายที่อยู่ใกล้กันตั้งแต่ก่อนเที่ยงยังไม่กลับมาจึงไปตาม ทองเลื่อนรับว่ามาหาแต่กลับไปนานแล้ว ย่าก็กระวนกระวายไม่รู้ว่าหลานหายไปไหน

จนตกเย็น เด็กรับใช้บ้านตังกวยก็ไปพบเด็กจมน้ำอยู่ในโอ่ง เรื่องจึงโกลาหนขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มายังที่เกิดเหตุ พบว่าผู้ตายมีรอยเขียวคล้ำที่คอ จึงเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องจมน้ำตายแน่ ส่วนทองเลื่อนเมื่อถูกตำรวจซักถามมีอาการพิรุธ แต่ก็ปฏิเสธไม่รู่ไม่เห็น จึงต้องส่งศพไปพิสูจน์ที่โรงพยาบาล และผลชันสูตรก็ปรากฏว่าแก้มซ้ายแก้มขวาและคอของเด็กมีรอยเขียวช้ำจากถูกทำร้ายร่างกาย จนคอหักตายก่อนลงไปแช่น้ำในโอ่ง ทองเลื่อนจึงถูกส่งตัวเข้าห้องขังทันที

เพื่อนบ้านคนหนึ่งให้การว่าได้ยินเสียงเด็กร้องในบ้าน แต่เข้าใจว่าทองเลื่อนตีเด็กรับใช้ เลยไม่ได้สนใจ เพื่อนบ้านอีกคนว่าเห็นทองเลื่อนอุ้มเด็กเข้าไปในห้องด้วยท่าทางทุลักทุเล แต่ทองเลื่อนก็ปฏิเสธ ศาลเห็นว่าคดีมีมูลจึงส่งตัวมาขังที่กรุงเทพฯ ระหว่างนั้นท้องทองเลื่อนก็โตขึ้นทุกวันเนื่องจากกำลังจะมีลูกคนที่สอง แม้ศาลชั้นต้นจะตัดสินถึงขั้นประหารชีวิต ระหว่างอุทธรณ์ทองเลื่อนท้องแก่ ญาติพี่น้องจึงขอประกันตัวออกไปคลอดลูกที่บ้าน ซึ่งศาลก็อนุญาต เมื่อคลอดลูกเป็นชายแล้วจึงกลับมาเข้าเรือนจำตามเดิม

ในที่สุดทองเลื่อนก็หนีโทษประหารไม่พ้น ผู้คุมนำตัวขึ้นรถไปต่อเรือโยง ลากไปเข้าคลองบางปลากด พระประแดง เพื่อไปยังแดนประหารที่วัดโบสถ์ มีคนที่รู้ข่าวพากันเอาเรือตามไปดูกันเป็นขบวน ผู้คุมต้องถืออาวุธป้องกันไม่ให้เข้าไปใกล้เรือนักโทษ

ในวันประหาร ๑๔ ตุลาคม ๒๔๖๘ กรมราชทัณฑ์ดูจะมีความเมตตาต่อทองเลื่อนมาก นอกจากจะอนุญาตตามคำขอของทองเลื่อนให้ลูกกินนมเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ยังเลือกเฟ้นเพชฌฆาตฝีมือดีที่สุดให้ เพื่อฟันทีเดียวให้หัวหลุด แต่พอลงมือจริงๆ เพชฌฆาตที่ไม่เคยประหารผู้หญิงเกิดตื่นเต้น พลาดไปโดนบ่า ทำให้ทองเลื่อนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แม้เพชฌฆาตดาบสองจะตามมาติดๆและฟันไม่พลาด แต่ก็ยังไม่ขาดกระเด็น จึงต้องเชือดอีกครั้ง

เรื่องราวของทองเลื่อนถูกนำไปเผยแพร่เป็นลำตัดและแหล่เทศน์มหาชาติ ทั้งยังพิมพ์เป็นหนังสืออกมา และเป็นหนังสือขายดีต้องพิมพ์ถึง ๑๐ ครั้ง เป็นคติเตือนใจคนที่ละโมบ


กำลังโหลดความคิดเห็น...