xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 11-17 ส.ค.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

(บน) ชายชุดดำพร้อมอาวุธสงครามอยู่ในการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อ 10 เม.ย.53 (ล่าง) ภาพเหตุการณ์เผาเมืองเมื่อ 19 พ.ค.53
1.ศาลชั้นต้นยกฟ้อง 24 นปช. คดีก่อการร้าย ชี้ “ชายชุดดำ” ไม่ทราบกองกำลังฝ่ายใด พร้อมยกคำพิพากษาศาลฎีกายัน เผาเมือง ไม่เกี่ยว นปช.!
นายจตุพร พรหมพันธุ์ / นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ / นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. จำเลยคดีก่อการร้าย
เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย ที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช., นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำและแนวร่วม นปช.รวม 24 คน เป็นจำเลยที่ 1-24

ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 135/1, 135/2 ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ให้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 116, 215, 216 และร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รวม 6 ข้อหา กรณีพวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค. 2553 เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ให้ประกาศยุบสภา ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานก่อการร้าย ต้องมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายหรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ

และการกระทำดังกล่าวนั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็นหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศให้กระทำหรือไม่กระทำการใด อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน แต่หากเป็นการกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย

นอกจากนี้ยังมีพยานโจทก์หลายปากเบิกความต่อศาลว่า การชุมนุมของ นปช.เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และ เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.2553 ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่า เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช. การเดินทางไปที่รัฐสภาและสถานีดาวเทียมไทยคม ก็เป็นการเดินทางไปเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีคำสั่งให้ต่อสัญญาณสถานีโทรทัศน์ช่องพีเพิล ชาแนล ที่รัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดหรือตัดสัญญาณไป

ศาลยังระบุด้วยว่า กรณีชายชุดดำ ก็ไม่ปรากฏว่า เป็นกองกำลังของฝ่ายใด และไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาดำเนินคดีได้ในขณะนั้น ทั้งๆ ที่สถานที่ที่ปรากฏตัวชายชุดดำมีประชาชนอยู่ด้วยจำนวนมาก จึงไม่น่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะจับกุมดำเนินคดีไม่ได้ทันท่วงที

ส่วนกรณีที่แกนนำกลุ่ม นปช.ปราศรัยบนเวทีว่า หากทหารออกมาสลายการชุมนุม หรือทำรัฐประหาร ให้ประชาชนนำน้ำมันมาและให้มีการเผานั้น ศาลเห็นว่า เป็นการกล่าวปราศรัยบนเวทีก่อนวันที่จะมีการชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุเผาทำลายทรัพย์ตามที่มีการปราศรัยแต่อย่างใด โดยการวางเพลิงเผาทรัพย์เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค.2553 ภายหลังจากแกนนำกลุ่ม นปช.ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว และว่า ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาที่ 8132/2561 ว่า การวางเพลิงเผาทรัพย์ มิใช่เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช.

นอกจากนี้ ศาลยังมองว่า การปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนทำการต่อต้านการทำรัฐประหาร เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1-15 และจำเลยที่ 18-24 จึงไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง

หลังฟังคำพิพากษา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า คดีก่อการร้ายยังไม่ยุติ เพราะยังต้องมีขั้นตอนอุทธรณ์และฎีกา นอกจากนี้ยังต่อสู้คดีอื่นๆ อีกหลายคดี และว่า ผู้ที่ควรได้รับอานิสงส์จากผลคำพิพากษาคือ ญาติวีรชนที่ได้ต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย รวมถึงผู้สูญสิ้นอิสรภาพมากมาย

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลยกฟ้อง 24 นปช.คดีก่อการร้ายว่า เป็นเรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องของการเป็นมาตรฐาน แต่เป็นเรื่องที่ว่ากันตามวัตถุพยาน พยานบุคคล ที่สอดคล้องกัน ถ้าหากพยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ การยกฟ้องก็เป็นเรื่องธรรมดา ทีอย่างนี้ พอรอดไม่เห็นบอกว่าศาลยุติธรรมเลย และพอมีความผิดก็บอกว่า ศาลไม่ยุติธรรม เป็นอย่างนี้ทุกที

2.ผู้ตรวจการฯ เล็งให้นายกฯ แจงปมถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ ด้าน 7 พรรคฝ่ายค้านขอเปิดอภิปราย แบบไม่ลงมติ!
(บน) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี (ล่าง) ตัวแทน 7 พรรคฝ่ายค้าน ยื่นรายชื่อ 214 รายชื่อ ส.ส. ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เพื่อขอเปิดอภิปราย แบบไม่ลงมติ นายกฯ กรณีนำ ครม.ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงอยู่ที่ประเด็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถูกฝ่ายค้านจี้ให้ชี้แจงกรณีนำ ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะอยู่ในการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วก็ตาม หลังนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 5 ส.ค. โดยระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ นำ ครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 16 ก.ค. มีเนื้อหาไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 161 บัญญัติ จึงเข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองวินิจฉัย

ซึ่งล่าสุด วันที่ 15 ส.ค. พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องของนายศรีสุวรรณว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง และอาจจะต้องมีการสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ถูกร้องคือนายกรัฐมนตรีด้วย เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้วจะนำมาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งปกติแล้วการสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นเรื่องซับซ้อนก็จะให้‪เวลา 30 วัน‬ ถ้าไม่ซับซ้อนจะให้‪เวลา 15 วัน‬ กรณีนี้น่าจะถือว่าเป็นเรื่องไม่ซับซ้อน 15 วันก็น่าจะเพียงพอ โดยการประชุมผู้ตรวจการฯ ครั้งต่อไป‪ในวันที่ 27 ส.ค. ‬ก็คงได้มีการพิจารณา คงจะไม่เร็วไปกว่านั้น เพราะผู้ตรวจการฯ ก็มีภารกิจมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณาจะยื่นศาลใด พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการพพิจารณากันอยู่

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค ไม่รอการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยเมื่อวันที่ 16 ส.ค. ตัวแทน 7 พรรคฝ่ายค้าน นำโดยนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้นำรายชื่อ 214 ส.ส. ของ 7 พรรคฝ่ายค้าน ยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป แบบไม่ลงมติ เพื่อซักถามข้อเท็จจริง และเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ นำ ครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ไม่ครบถ้วนด้วยถ้อยคำ ตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา ก็ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายไม่ละเอียดครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 อีกด้วย จึงขอเสนอเปิดอภิปรายทั่วไป เพราะหากปล่อยให้เนิ่นช้าไป อาจส่งผลกระทบเสียหายร้ายแรงต่อการบริหารราชการแผ่นดินได้

ขณะที่นายชวน กล่าวว่า กระบวนการตามมาตรา 152 เพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไป ถือเป็นเรื่องใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งของเดิมไม่มีกำหนดไว้ และระเบียบตามมาตราดังกล่าวยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ มีแต่เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงต้องอนุโลมตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเดิมไปก่อน และจากนี้ตนจะนำไปมอบให้นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ในฐานะรับผิดชอบเรื่องกระทู้และญัตติตรวจสอบความถูกต้อง หากไม่มีอะไรต้องแก้ไข ตนจะแจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วันก่อนที่จะนำบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้ ครม.ทราบต่อไป คาดว่าน่าจะเปิดอภิปรายทั่วไปตามญัตตินี้ได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาต้องยึดตามข้อกฎหมายเป็นหลัก รัฐสภาไม่มีแนวทางอื่นนอกจากทำตามข้อบังคับการประชุม

นายชวน ยังกล่าวด้วยว่า “พล.อ.ประยุทธ์จะมาตอบเองหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปถามรัฐบาลเอง อย่างกระทู้ถาม ผมเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรต้องมาตอบ เพราะตามหลักการ การที่ไม่มาชี้แจงต่อสภาฯ จะต้องแจ้งถึงเหตุผลตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 150 กำหนด หาก ครม.เห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผย เพราะจะกระทบต่อความมั่นคง ก็ต้องแจ้งมา อย่างไรก็ตาม ผมจะให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งไปยังท่านนายกฯ ให้ทราบเรื่องดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ท่านนายกฯ ไม่เคยแจ้งเหตุผลอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรมายังสภาฯ เลย”

ด้านนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า หลังจากนี้ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านต้องรอการพิจารณาของประธานสภาฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งก่อนที่สภาฯ จะเปิดประชุมเพื่ออภิปรายทั่วไป หาก พล.อ.ประยุทธ์แก้ไขกรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนตามที่เคยระบุไว้ให้ลุล่วง และคลายกังวล พรรคฝ่ายค้านพร้อมถอนญัตติดังกล่าว แต่หากนายกฯ ไม่ดำเนินการแก้ไข และปฏิเสธที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสภาฯ ตามญัตติดังกล่าว จะถือว่านายกฯ จงใจเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระบวนการต่อไป พรรคฝ่ายค้านอาจจะพิจารณาช่องทางเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งกระบวนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ และการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีกระทำสิ่งที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรม หรือช่องทางของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ดังนั้น ตนยืนยันว่า นายกฯ ไม่สามารถเลี่ยงการชี้แจงหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนตนเองได้

3.ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด “ประหยัด” รองเลขาฯ ป.ป.ช.แจ้งทรัพย์สินเท็จ ปกปิดทรัพย์สินภรรยา 227 ล้าน ด้านเจ้าตัวอ้าง ถูกกลั่นแกล้ง!
นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดว่า นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ม.ค.2560 ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า มีเจตนาไม่แสดงที่มาของทรัพย์สินหรือหนี้สิน จำนวน 6 รายการ ซึ่งเป็นทรัพย์สินและหนี้สินในชื่อของนางธนิภา พวงจำปา คู่สมรส โดยเป็นทรัพย์สินในประเทศ 2 รายการ รวม 2,010,000 บาท และทรัพย์สินในต่างประเทศ 4 รายการ รวม 225,383,103 บาท มูลค่ารวม 227,393,103 บาท

สำหรับการชี้มูลความผิดนายประหยัดครั้งนี้ มีขึ้นหลังนายประหยัดได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2560 ต่อมา สำนักงาน ปปง. ได้มีหนังสือแจ้งข้อมูลเบาะแสการวิเคราะห์ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยซึ่งเกี่ยวข้องกับนางธนิภา พวงจำปา คู่สมรสของนายประหยัด ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่านายประหยัด จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของนายประหยัด

ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของนายประหยัด เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะดำเนินการ โดยมอบหมายให้นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวน และให้โอกาสนายประหยัดชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ประกอบกับพิจารณาหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของนายประหยัดแล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานมีมูลว่า การกระทำของนายประหยัด เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167

จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า นายประหยัด จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน และให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ศาลประทับฟ้อง) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และขอให้ลงโทษทางอาญา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 158, 43, 81, 167 และ 188 ต่อไป

ด้านนายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการ ป.ป.ช.เปิดแถลงชี้แจงหลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า ภรรยามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องบัญชีทรัพย์สินที่นึกว่าบัญชีเงินฝากปิดไปแล้ว แต่ยังมีการเปิดใช้งานอยู่ พอทราบทีหลัง ตนบริสุทธิ์ใจ จึงได้ยื่นทรัพย์สินเพิ่มเติมเป็นเงินฝาก 3 บัญชี รวมถึงเรื่องเช่าซื้อห้องชุดที่อังกฤษ ที่ภรรยาทำธุรกิจร่วมกับบุคคลอื่นและถือครองกรรมสิทธิ์แทน โดยไม่ได้เป็นเจ้าของ

นายประหยัด กล่าวด้วยว่า “การดำเนินการดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งและดำเนินการไม่ชอบหลายประการ ไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่เคยให้โอกาสเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งที่ร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้ง โดยการไต่สวนไม่ชอบตามกฎหมายและ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 114 ที่ต้องพิสูจน์เจตนาและการดำเนินการกับข้าราชการ ป.ป.ช.”

4.ป.ป.ช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน 128 ส.ว. “พิกุลแก้ว” รวยสุด 2.5 พันล้าน ขณะที่ “ไพโรจน์” จนสุด 2 ล้าน!
(ซ้าย) นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ส.ว. พี่สาวนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ขวา) นายไพโรจน์ พ่วงทอง ส.ว.
วันที่ 15 ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่เข้ารับตำแหน่งใหม่จำนวน 128 คน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่พ้นจากตำแหน่ง 142 คน

สำหรับ ส.ว.ที่มีทรัพย์สินมากสุด คือ นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ พี่สาวนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีทรัพย์สินทั้งหมด 2,542,726,475 บาท

ส่วน ส.ว.ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือ นายไพโรจน์ พ่วงทอง มีทรัพย์สิน 2,362,289 บาท มีหนี้สิน 440,000 บาท โดยแจ้งว่า มีรายได้จากการทำเกษตรกรรมนาปี นาปรังเพียงอย่างเดียว ปีละ 283,500 บาท และยังแจ้งด้วยว่า มีทรัพย์สิน เป็นรถจักรยานยนต์ 3 คัน รวมมูลค่า 20,000 บาท

สำหรับทรัพย์สินของ ส.ว.คนอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ นายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีตสามี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ มีทรัพย์สินทั้งหมด 1,774,334,576 บาท และแจ้งกับ ป.ป.ช.ว่า ได้เปิดบัญชีธนาคารร่วมกันกับ น.ส.ปารีณา 1 บัญชี เพื่อฝากเงินไว้สำหรับเลี้ยงดูบุตร โดยนายอุปกิตโอนเงินค่าเลี้ยงดูบุตรเข้าบัญชีดังกล่าวทุกเดือนๆ ละ 250,000 บาท ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน

นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา มีทรัพย์สิน 2,020,771,034 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน เงินให้กู้ยืม, นายกรูดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา มีทรัพย์สิน 1,290,071,637 บาท, พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง มีทรัพย์สิน 378,836,382 บาท โดยทรัพย์สินที่น่าสนใจคือ พระสมเด็จ 10 องค์ มูลค่า 100 ล้านบาท พระกริ่งปวเรศ 1 องค์ มูลค่า 40 ล้านบาท พระกริ่งวัดสุทัศน์ 2 องค์ มูลค่า 10 ล้านบาท พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว 10 องค์ มูลค่า 50 ล้านบาท

พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร มีทรัพย์สิน 186,910,311 บาท, พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย มีทรัพย์สิน 20,511,620 บาท, พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป มีทรัพย์สิน 41,319,088 บาท, พล.ร.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร มีทรัพย์สิน 293,860,640 บาท, พล.ร.อ.เฉลิมชัย เครืองาม มีทรัพย์สิน 202,607,818 บาท, นายเสรี สุวรรณภานนท์ มีทรัพย์สิน 529,931,444 บาท, นายวันชัย สอนศิริ มีทรัพย์สิน 40,364,164 บาท, นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ มีทรัพย์สิน 28,660,043 บาท, นายศุภชัย สมเจริญ มีทรัพย์สิน 34,009,969 บาท, พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ มีทรัพย์สิน 46,241,380 บาท, นายคำนูณ สิทธิสมาน มีทรัพย์สิน 32,133,315 บาท ฯลฯ

ทั้งนี้ การยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ส.ว.ในครั้งนี้ เป็นการยื่นตามกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ซึ่งมาตรา 105 วรรค 4 ระบุว่า ในกรณีข้าราชการการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่พ้นตำแหน่ง และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งใหม่ภายใน 30 วัน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ซึ่งส่งผลให้มีอดีต สนช. 88 คน และเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ รวมทั้งหมด 114 คน ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายมาตราดังกล่าว ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ว. ต่อ ป.ป.ช.

5.เศร้า! “มาเรียม” พะยูนน้อยขวัญใจคนไทยสิ้นใจแล้ว ผลผ่าพิสูจน์พบพลาสติกอุดตันลำไส้ ส่งผลติดเชื้อในกระแสเลือด
มาเรียม พะยูนกำพร้าแม่ ขวัญใจชาวไทย (ล่างซ้าย) มาเรียมขณะเกยตื้นครั้งแรก (ล่างขวา) เศษพลาสติกที่พบอุดตันลำไส้มาเรียม
วันนี้ (17 ส.ค.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เปิดแถลงข่าวสรุปสาเหตุการตายของมาเรียม พะยูนน้อยกำพร้าแม่ ซึ่งเป็นขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ ที่จากไปเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน โดยเผยว่า สภาพมาเรียม ภายนอกมีรอยขูดขีดทั่วร่างกาย พบแผลในปากจำนวนหนึ่ง ส่วนอวัยวะภายในพบว่ากล้ามเนื้อมีสีซีดกว่าปกติมาก เนื่องจากมาเรียมมีการใช้พลังงานต่อวันเท่าเดิมทุกวัน แต่ไม่สามารถรับอาหารได้ จึงมีการย่อยสลายส่วนของกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน มีภาวะขาดสารอาหาร ทำให้เกิดภาวะเลือดจาง โปรตีนในเลือดต่ำ และการติดเชื้อในช่องอกและทางเดินหายใจ ปอดมีสีซีดและเกิดการโป่งพอง เกิดก้อนหนองแทรกตามเนื้อปอด พบรอยช้ำของกล้ามเนื้อที่บริเวณช่องท้องและผนังช่องท้องด้านใน คาดว่าเกิดจากการกระแทกของพะยูนตัวผู้ ตับมีสีเหลือง เนื่องจากการไม่รับอาหารมาเป็นเวลานาน มีจุดเนื้อตายและหนองบนตับ หัวใจพบเลือดเล็กน้อย และบีบตัวแข็งจากการเกิดสภาวะช็อค

ส่วนระบบทางเดินอาหารมีการสะสมของแก๊สจำนวนมากตามทางเดินอาหาร ซึ่งคาดว่ามาจากการที่กระเพาะอาหารมีการเคลื่อนตัวและบีบตัวลดลง ลำไส้เล็กอักเสบพบจุดเนื้อตายสีขาว และพบมีการหนาตัวและมีเนื้อตายเคลือบด้านในของผนังลำไส้ และพบขยะประเภทเศษถุงพลาสติกจำนวน ๘ ชิ้น อัดแน่นกันอยู่ในลำไส้เล็กส่วนปลายต่อลำไส้ใหญ่ จนมีอาการอุดตันบางส่วนและอักเสบ ทำให้มีแก๊สสะสมอยู่เต็มทางเดินอาหาร มีการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนองตามมา และเนื่องจากมาเรียมมีสภาวะขาดน้ำที่รุนแรง จึงส่งผลให้การบีบตัวของทางเดินอาหารลดลงหรือไม่เคลื่อนที่ ทำให้เกิดการสะสมของแก๊สในทางเดินอาหาร ทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก และเกิดสภาวะช็อค เนื่องจากความเจ็บปวด และเสียชีวิตลงทันที

ทั้งนี้ กระทรวง ทส. จะเร่งรัดการดำเนินการตามแผนลดปริมาณขยะทะเล และจะจัดทำแผนอนุรักษ์พะยูนของประเทศไทย รวมทั้งถอดบทเรียนเพื่อให้เป็น “มาเรียมโปรเจค” เพื่อใช้ในการดูแลพะยูน และนำไปเป็นแนวทางสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการประชุมพะยูนโลกที่จะจัดขึ้นในปีหน้าต่อไป

สำหรับ "มาเรียม" พะยูนน้อยกำพร้าแม่ ถูกพบว่าเกยตื้นบริเวณแหล่งหญ้าทะเลอ่าวทึง-ปอดะ จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ช่วยอุ้มพาลงกลับไปยังทะเลน้ำลึกพอที่จะว่ายได้ แต่ปรากฏว่าในวันต่อมา มาเรียม ก็ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม ก่อนจะเกยตื้นซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง กระทั่งเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ มั่นใจว่าลูกพะยูนตัวนี้น่าจะพลัดหลงกับแม่พะยูน จึงได้นำไปปล่อยที่บ้านแหลมจูโหย หมู่ 1 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ก่อนจะได้ชื่อว่า "มาเรียม" ที่แปลว่า ผู้หญิงที่มีความสง่างามแห่งท้องทะเล

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจึงเริ่มอนุบาลมาเรียม เนื่องจากมาเรียมเป็นลูกพะยูนวัยเกือบ 1 ปี ที่ยังต้องได้รับนมเพื่อการเจริญเติบโต

มาเรียม เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์ทั้งประเทศเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการอนุบาลสัตว์น้ำในทะเลแทนการดูแลในบ่อ โดยเป็นการทำงานร่วมกันของอาสาสมัครชุมชนบนเกาะลิบง, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะลิบง

ต่อมา เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา มาเรียมได้ออกไปท่องทะเลกว้าง ก่อนจะถูกพะยูนโตเต็มวัยไล่คุกคาม ทำให้ต้องว่ายหนีกลับเข้ามาที่อ่าว วันที่ 8 ส.ค. มาเรียมมีอาการซึมและไม่กินอาหาร กลางวันมีอาการหายใจผิดปกติ ลมหายใจมีกลิ่น ผายลมมีกลิ่นเหม็นมาก วันที่ 9 ส.ค. มาเรียมเริ่มมีอาการตัวสั่น เกร็ง โก่งตัว ลอยบนผิวน้ำช่วงกลางคืนถึงเช้า ไม่กินอาหาร วันที่ 10 ส.ค. มาเรียมอาการทรงตัว ช่วงบ่ายเริ่มว่ายไปกินหญ้าได้บ้าง

วันที่ 11 ส.ค. มาเรียมมีอาการซึมและอ่อนเพลียมากขึ้น เสียงลมหายใจผิดปกติ มีอาการลอยตัวด้านซ้าย แสดงถึงการอักเสบของปอด ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นมาก ผนังท้องมีอาการบวมน้ำ พบแผลหลุมเปื่อยในช่องปาก 2-3 แห่ง บริเวณแพนหางพบรอยด่างข่าว คล้ายการติดเชื้อไวรัส ผลการวินิจฉัยของทีมสัตวแพทย์เบื้องต้นพบว่า มาเรียมมีการติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดอักเสบ แผลในช่องปากมีผลต่อความอยากกินอาหาร มีไข้ และอยู่ในสภาพขาดอาหารและน้ำ

หลังจากนั้น ทีมแพทย์ได้พยายามดูแลและรักษามาเรียมอย่างเต็มที่ แต่ในที่สุด ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตมาเรียมไว้ได้ มาเรียมจากไปเมื่อเวลา 00.09 น. วันที่ 17 ส.ค.2562

ด้านรองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ 1 ในทีมแพทย์ที่ให้การดูแลมาเรียม ได้โพสต์เฟซบุ๊กในวันนี้ (17 ส.ค.) เผยผลผ่าพิสูจน์ซากมาเรียมว่า “...เธอเสียชีวิตโดยมีสาเหตุจากการช็อค เบื้องต้นจากเศษพลาสติกเล็กๆ หลายชิ้นขวางลำไส้จนมีอาการอุดตันบางส่วนและอักเสบ จนทำให้มีแก๊สสะสมเต็มทางเดินอาหาร มีการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนองตามมา ช่วงแรกของการรักษา สามารถลดการติดเชื้อในระบบหายใจลงได้บางส่วน แต่ในทางเดินอาหารที่มีขยะพลาสติกนั้น ไม่สามารถรักษาได้ จึงลุกลามไปจนช็อคเสียชีวิตในที่สุด ...ทุกคนเศร้าเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้ แต่สิ่งที่ตอกย้ำให้ต้องแก้ไขถ้าจะอนุรักษ์ให้สัตว์ทะเลหายากยังคงอยู่กับเราต่อไป”
กำลังโหลดความคิดเห็น...