xs
xsm
sm
md
lg

เปิดบ้าน “มนุษย์ลูก” ที่เปี่ยมด้วยความรัก ความเข้าใจ และความรู้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คุยกับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ สุดแสนจะอารมณ์ดี แม่เคท-ลัสกร ทิมสุวรรณ และพ่อเบียร์ - ทินกรรต์ หล่อศรีศุภชัย ผู้นำเสนอวีรกรรมสุดแสบของมนุษย์ลูก ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวการ์ตูนที่แฝงไปด้วยความตลกเฮฮา ความสนุกสนาน ความสุข และความรู้ เพื่อสร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับมนุษย์แม่และมนุษย์พ่อมือใหม่ ผ่านเพจที่มีชื่อว่า “มนุษย์ลูก”



“มนุษย์ลูก” เพจของครอบครัวอารมณ์ดี

แม่เคท : จริงๆ คำว่า “มนุษย์ลูก” คือคอนเซ็ปต์ที่เราตั้งขึ้นมา ใช้เล่นคำกับคำว่า “มนุษย์ต่างดาว” เพราะเรามองว่าลูกก็เหมือนมนุษย์ต่างดาวที่มาจากอีกโลกหนึ่ง เขาต้องมาอยู่บนโลก เขาไม่รู้ว่าโลกคืออะไร ต้องเริ่มจากศูนย์ ต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ทั้งหมด โดยเราเองก็เป็นเหมือนกับเจ้าบ้านที่คอยดูเขาตั้งแต่ที่ลืมตาดูโลก ให้เขาเป็น “มนุษย์โลก” ที่มีคุณภาพ

จุดเริ่มต้นการทำเพจ “มนุษย์ลูก” เริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เนื่องจากเคทเพิ่งจะมีลูกคนแรก และตอนนั้นเราเองเป็น “มาม่าบลู” (โรคซึมเศร้าหลังคลอดลูก) เรารู้สึกอยากปลดปล่อยเอาความเศร้าวาดออกมาเป็นการ์ตูน เพราะโดยส่วนตัวเคทเป็น illustrator designer ชอบวาดรูปการ์ตูนอยู่แล้วด้วย ก่อนหน้านี้จะวาดแนวเสียดสีชีวิตตัวเอง บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องเล่าของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้พอเรากำลังจะมีลูก เราเลยคิดว่าอยากจะวาดรูปการ์ตูนเกี่ยวกับลูก ประกอบกับตอนนั้นเราได้เห็นเพจเกี่ยวการเลี้ยงลูกเกิดขึ้นมากมาย แต่ว่าจะออกแนวดรามาเป็นส่วนใหญ่ ทั้งแม่ทุกข์ แม่ทรมาน แม่ตายไม่ได้ เศร้าจังเลย ซึ่งเคทมองว่าการมีลูกจริงๆ มันไม่ได้เศร้าขนาดนั้น การเลี้ยงลูกยังมีมุมน่ารัก มีมุมสนุก มีมุมตลก และเราก็เป็นคนอารมณ์ดีอยู่แล้วด้วย เราก็เลยอยากจะนำเรื่องราวพวกนี้มาให้คุณแม่ท่านอื่นๆ ได้เห็นว่าสิ่งที่คุณเจอมันไม่ได้เศร้านะ มีคุณแม่ที่เจอสิ่งเดียวกันนะ เพื่อทำให้คุณแม่เขารู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยการที่ทำให้ใครรู้สึกดีขึ้น เราก็รู้สึกดีแล้ว

เราอยากให้เพจ “มนุษย์ลูก” เป็นเพจที่มีความสนุก เป็นตัวแทนของความเป็นเด็ก ความเป็นลูก ความเป็นพ่อ ความเป็นแม่ ความเป็นครอบครัวที่มีทัศนคติที่ดี มีความสุข เราจะไม่ทำให้ลูกเพจเครียด เพราะเจตนารมณ์ของเราคือ อยากทำให้คนที่ได้เข้ามาในเพจได้รับความสุขกลับไป เพราะการเป็นพ่อแม่เหนื่อยอยู่แล้ว เราเลยอยากจะเสริมอะไรบวกๆ เข้าไป

เพจ “มนุษย์ลูก” จะไม่ได้มาเน้นที่ตัวแม่เคท พ่อเบียร์ หรือตัวลูกของเรามาก เพราะเคทอยากให้คนที่เข้ามารู้สึกได้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่ง รู้สึกว่าอันนี้เป็นชีวิตของเขา เป็นสิ่งที่เขากำลังพบเจออยู่ มันจะทำให้เพจอยู่ได้ยาวนานกว่า เพราะวันหนึ่งลูกเราก็ต้องเติบโตขึ้น ตัวเราก็ต้องแก่ลงไป บทบาทความเป็นพ่อเป็นแม่ก็คงจะไม่ได้เด่นขนาดนั้น อีกอย่างหนึ่งเราไม่อยากเอาลูกมาออกสื่อเยอะๆ เพราะเราก็ต้องเคารพในสิทธิของลูกเหมือนกัน เพราะเป็นชีวิตของเขา วันหนึ่งเขาก็ต้องไปใช้ชีวิตของเขาเอง มีเพื่อน มีสังคมของเขา เราจึงพยายามไม่อัปเดตพัฒนาการของลูกมากเท่าไหร่ เพราะเราเชื่อว่าเด็กแต่ละคนมีสเต็ปการเติบโตไม่เหมือนกัน บางทีการอ่านเยอะไป จะทำให้เกิดการเปรียบเทียบ และรู้สึกว่าพารานอยด์ว่าทำไมลูกเราไม่เก่งเหมือนลูกคนนั้นล่ะ ทำไมลูกเราทำไม่ได้เหมือนลูกคนนี้ล่ะ อะไรทำนองนี้ เราจึงไม่อยากนำเสนอลูกของเราออกมาให้คนอื่นเปรียบเทียบมากเท่าไหร่ ดังนั้นเราจึงอยากเสนอในมุมมองที่ให้กำลังใจคุณแม่ด้วยกัน หรือแม้กระทั่งความสนุก ความป่วนของลูกที่คุณพ่อคุณแม่จะได้พบเจอ รวมถึงมีสอดแทรกสาระเข้าไป


จากที่ทำเพจมาก็เริ่มมีคุณแม่เข้ามามากขึ้น มีคุณแม่หลายคนทักข้อความเข้ามาว่า “คุณแม่คะลูกไอ” “คุณแม่คะลูกเป็นไข้” “คุณแม่คะลูกมีผื่นขึ้น” และคำถามอื่นๆ อีกมากมาย เราเลยรู้สึกว่าจริงๆ นอกเหนือจากความตลก เราก็สามารถใส่สาระเข้าไปได้ เพราะยังมีคุณแม่อีกหลายคนที่เขาไม่ได้เข้าไปหาคุณหมอบ่อยๆ ได้อย่างเรา เราเลยคิดว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ด้วย เราจะหาข้อมูลมาเพื่อให้คุณแม่ได้เช็กลิสต์เบื้องต้น ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีคุณแม่หลายคนทักมาถาม เราก็โอเคนะคะ อย่างน้อยเขาไม่ไปซื้อยามากินเอง หรือไปหายาผีบอกกิน ซึ่งเราก็มีความรู้นิดๆ หน่อยๆ ที่สามารถช่วยเหลือเขาได้บ้าง

ตอนนี้ทางเพจหลักๆ ก็จะมีวาดการ์ตูน มีข้อมูลเนื้อหาสาระบ้าง มีงานรีวิวบ้าง ในส่วนของคอนเทนต์ก็จะเป็นหน้าที่ของพ่อเบียร์ เพราะเขาจะชอบอ่านหนังสือมากๆ อย่างช่วงไหนเรื่องอะไรมาแรง เคทก็จะให้เขาไปหาข้อมูล ไปหาอ่านมา และทำหน้าที่อยู่หลังบ้าน เวลามีลูกค้าเข้ามาให้รีวิว พ่อเบียร์ก็จะพูดคุยประสานงานค่ะ ส่วนเคทจะอยู่กับลูก พอเราได้เห็นอะไรในตัวลูก มุมนี้ลูกตลกจังเลย เราก็จะคิดมุกเก็บไว้ หรืออาจจะลองไปสังเกตแม่ๆ ท่านอื่นๆ แล้วเห็นว่าแม่ๆ ทุกคนมีปัญหาเรื่องเดียวกัน เราก็จะจดมุกเอาไว้ แล้วนำมาวาดการ์ตูนค่ะ ส่วนอนาคตเราวางแผนไว้ว่าเราอยากจะสร้างแบรนดิ้งขึ้นมาและจะนำเสนอในส่วนของสื่ออื่นๆ แพลตฟอร์มอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเฟซบุ๊กด้วย แต่ก็ยังจะคงคอนเซ็ปต์ความสนุกสนานเหมือนเดิมค่ะ

เคล็ด (ไม่) ลับ การรับมือกับ “มนุษย์ลูก” ของพ่อแม่มือใหม่ในยุคนี้

พ่อเบียร์ : จริงๆ การเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องยากเลยนะครับ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ครอบครัวอื่นเขาก็เจอกัน แต่การเป็นพ่อแม่มือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ อะไรที่เกิดขึ้นนิดๆ หน่อยๆ เขาจะเป็นกังวล ซึ่งการที่เราได้ทำเพจ ได้ให้ความรู้พื้นฐานบ้าง แต่เราไม่ได้จะไปรักษาแทนหมอนะครับ เพียงแต่เราอยากทำให้รู้ว่าแบบไหนเป็นเรื่องปกติ ไม่น่าตื่นเต้น หรือแบบไหนที่ไม่ปกติที่ต้องพาไปพบหมอแล้ว

ถ้าถามถึงเคล็ดลับการเลี้ยงลูก คงเป็นเคล็ดที่ไม่ค่อยลับเท่าไหร่นะครับ เพราะแต่ละครอบครัวส่วนใหญ่จะมีเคล็ดลับของเขาเองอยู่แล้ว และเคล็ดลับของแต่ละครอบครัวก็อาจจะไม่สามารถนำมาใช้กับครอบครัวอื่นได้ เนื่องจากลูกแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกันเลย

โดยสิ่งที่จะครอบครัวเราจะเน้นจริงๆ จะมีอยู่ 3 ความ คือ 1. ความรัก 2. ความเข้าใจ 3. ความรู้ อย่างความรัก ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนมีให้ลูกอยู่แล้ว แต่จะเข้าใจลูกหรือเปล่า ให้ลูกเป็นศูนย์กลางไหม ก็ต้องอาศัยความเข้าใจเข้ามาช่วย และความรู้ที่พ่อแม่ต้องอัปเดตอยู่ตลอดเวลา เพราะด้วยวิวัฒนาการ ความเชื่อต่างๆ ของยุคก่อนกับยุคปัจจุบันไม่เหมือนกัน ดังนั้น การที่มีทั้ง 3 ความนำมาผนวกรวมกันจะทำให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด 

แม่เคท : โดยเฉพาะความเข้าใจสำคัญมากนะคะ ซึ่งบ้านเราจะเลี้ยงลูกโดยเอาลูกเป็นศูนย์กลางเลย เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราต้องเข้าใจ เช่น ถ้าเรารู้ว่าลูกไม่ชอบให้บังคับ เราควรจะคุยกับเขาเหมือนผู้ใหญ่ อย่างเวลาทำงานเคทจะบอกลูกเลยค่ะว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าลูกทำแบบนี้จะเกิดผลแบบนี้นะ พอเขาเข้าใจเขาก็จะไม่โวยวาย ไม่ดื้อ และจะทำให้การเลี้ยงลูกง่ายขึ้น เราจะมีเหตุมีผลให้เขา ถามว่าเขาเป็นเด็กเขาเข้าใจไหม จริงๆ แล้วถ้าสังเกตจากพัฒนาของเขาจะเห็นว่าเขาเข้าใจนะคะ เพียงแต่เราต้องย่อยการพูดให้เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเองค่ะ พอเขาเข้าใจเราก็จะคุยกันง่ายขึ้นและจะไม่มีปัญหาตามมา

เคทมองว่าการเลี้ยงลูกไม่มีถูก ไม่มีผิดนะคะ เพราะว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น พ่อแม่แต่ละคนอาจจะมีวิธีการรับมือแตกต่างกันออกไป แต่พ่อแม่หลายคนมักจะมีความคาดหวัง และความฝันของตัวเอง บวกกับสังคมที่เปลี่ยนไปเลยทำให้มีปัญหาในการเลี้ยงลูก มีพ่อแม่หลายคนให้ความคาดหวังในตัวลูกเยอะ หวังว่าลูกจะเป็นอย่างนั้น ลูกจะเป็นอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้นได้สิ ต้องทำอย่างนี้ได้สิ แต่ถ้าเราลดความคาดหวังของตัวเองลง เราก็จะไปสู้กับเขาน้อยลง เราจะแค่ดูว่าเขาเป็นเขา แล้วเราจะทำยังไงให้ความเป็นเขาโดดเด่นขึ้นมา

อีกสิ่งหนึ่งคือการอ่านเยอะเกินไป เคทรู้สึกว่าพ่อแม่สมัยนี้มีการเข้าถึงข้อมูลเยอะมาก พอเข้าถึงข้อมูลเยอะก็จะเกิดการเปรียบเทียบว่าทำไมลูกไม่เป็นอย่างลูกคนอื่น ทำให้เกิดความคาดหวัง เลยกลายเป็นว่าแทนที่เราจะไปสนับสนุนสิ่งที่เขาเป็น กลับไปขัดเขา บังคับเขา มันเลยทำให้ระบบรวนๆ ไปได้

พ่อเบียร์ : ผมมองว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มคาดหวังให้คนอื่นทำถูกใจคุณ เมื่อนั้นคุณผิดหวัง 100 เปอร์เซ็นต์ อยากให้มองว่าความฝันของเราก็คือความฝันของเรา เราทำไม่สำเร็จก็เป็นเรื่องของตัวเรา ไม่ใช่เรื่องของลูก การที่เรามาผลักดันความฝันของตัวเรา มันกลายเป็นว่าลูกต้องมารับผิดชอบทำความฝันของพ่อแม่ให้สำเร็จ กลายเป็นความเครียดของเขาไป แต่พ่อแม่มีหน้าที่ผลักดันสิ่งที่ลูกเป็น ผลักดันความสามารถ ผลักดันความฝันของลูก ให้โดดเด่น ให้เจิดจรัส โดยที่เราเอาเขาเป็นศูนย์กลาง

ดังนั้น ผมจึงเน้นที่ 3 ความดังที่กล่าวมา แต่การที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดใน 3 ข้อนี้มากไปก็ทำให้เป๋ได้เหมือนกัน มีความรู้มากไปคุณก็พารานอยด์ คุณเข้าใจแต่ไม่มีความรู้ก็ไปไม่ถูกทาง มีความรักมากแต่ไม่เข้าใจก็เกิดความคาดหวังขึ้นมาก็อาจทำให้ผิดหวังอีก ดังนั้น 3 ความนี้ต้องเดินไปพร้อมๆ กัน และไม่ใช่ว่ามีให้แค่ลูกนะครับ แต่ต้องเป็นตรงกลางระหว่างครอบครัวเลย เราต้องรัก ต้องเข้าใจ และมีความรู้ให้กับครอบครัวด้วย

แม่เคท : จริงๆ เคทคิดว่าการเลี้ยงลูกสมัยนี้มีความคล้ายกับการเลี้ยงลูกในทุกยุคทุกสมัยนะคะ แต่ความยากคือสิ่งแวดล้อม สังคม นวัตกรรม และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป พอยุคสมัยเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน นวัตกรรมเปลี่ยน ความเชื่อเปลี่ยน ความรู้เปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

อย่างลูกเคทจะให้ดูตอน 2 ขวบกว่าไปแล้ว เรามีการจำกัดเวลาไม่ให้มากจนเกินไป จาก 10 นาที จนตอนนี้เขาโตขึ้น 3 ขวบกว่าแล้วก็อนุญาตให้ดูได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เราจะต้องมีข้อตกลงระหว่างกันว่าจะให้ลูกดูได้กี่นาที ดูแล้วถึงเวลาจบต้องปิดนะ สัญญานะ เขาต้องทำตามกติกานะ แล้วถ้าเขาไม่ทำตามกติกา เราก็จะบอกเขาว่าจะไม่ให้ดูอีก 3 วันนะ พอเด็กเขาได้เรียนรู้ เรามีเหตุมีผลให้เขา เขาก็จะรู้ว่าเขาทำแบบไหน เขาจะเลือกเอง ซึ่งลูกเราเขาก็ปิดเองนะคะ ตอนแรกก็แปลกใจดีเหมือนกัน นี่เลยทำให้เรารับรู้ว่าเขารู้เรื่องนะ การบอกเขาด้วยเหตุด้วยผล เคทมองว่าเด็กเขาจะเรียนรู้ได้ง่าย และไม่ไปทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ เขามีส่วนในการตัดสินใจ ไม่ได้โดนบังคับ จะทำให้ไม่มีปัญหาตามมา

นอกจากนี้ เราจะมีการกรองเนื้อหาว่าลูกสามารถดูอะไรได้บ้าง นี่คือสิ่งสำคัญ เคทให้ลูกเริ่มดูจากเพลง ABC นิทานเบาๆ วันไหนที่ลูกดูยูทูปเราก็จะดูกับเขา ต้องคอยอธิบายให้เขาฟังว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดี หรือถ้าคลิปไหนที่ดูแล้วจะส่งผลให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีตามมา เช่น มีคลิปหนึ่งที่มีเด็กจะพูดแต่ NO NO NO ทุกอย่างอะไรก็ NO หมด แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้วนะ เราก็จะแบนไป เราจะไม่ปล่อยให้เขาดู

พ่อเบียร์ : ผมมองว่าสื่อดิจิทัล หรือทีวี หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามแต่ ก็เหมือนกรรไกร เหมือนมีดนั่นแหละครับ วันนี้เราห้ามลูกใช้ไม่ได้ สักวันหนึ่งเขาก็ต้องใช้อยู่ดี แต่เราควรสอนวิธีให้เขาใช้ให้ถูกต้องได้ เช่น ถ้าคุณจับกรรไกรลูกต้องจับตรงนี้นะ แล้วการยื่นกรรไกรให้คนอื่นลูกต้องจับด้านนี้นะ แล้วลูกต้องบอกเขาว่า be careful นะ อะไรทำนองนี้ ซึ่งเขาก็จับถูกต้องและพูดตามนะครับ หรืออย่างเขาชอบให้จุดเทียน ร้องเพลงวันเกิด แล้วเป่าเล่น เราก็จะบอกว่าไฟร้อนนะ อยากลองดูไหมล่ะ เขาก็ลอง พอรู้ว่าร้อนเขาก็จะไม่เล่นอีกแล้ว ตรงนี้ก็เป็นเทคนิคที่เรานำมาใช้ด้วย

เตรียมความพร้อมอย่างไร? ก่อนจะมี “มนุษย์ลูก”

แม่เคท : อย่างแรกเลยคือเราต้องคุยกันกับสามีก่อนว่าเราทั้งคู่พร้อมไหม จุดนี้เราอิ่มตัวกับชีวิตคู่ที่ไปเที่ยวสังสรรค์ด้วยกันสองคนแล้วหรือยัง เราพร้อมการเริ่มต้นอีกสเต็ปหนึ่งในชีวิตไหม เพราะการมีลูกคนหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องเตรียมพร้อม การเป็นพ่อเป็นแม่ต้องสตรอง ต้องมีความอดทน ในที่นี้ไม่ใช่ว่าต้องอดทนกับลูกนะคะแต่เราต้องอดทนกับตัวเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ต้องต่อสู้กับความคิด ความคาดหวังของตัวเองและสังคมหลายๆ อย่าง เพราะว่าการมีลูกไม่ใช่แค่ว่าเรา 3 คน พ่อแม่ลูก ต้องมีปู่ย่าตายาย สังคมคนรอบข้างด้วย

อย่างที่ 2 ต้องถามตัวเองว่าเราอยากมีลูกเพื่ออะไร? มีหลายคนอาจจะบอกว่าอยากมีลูกเพื่อให้ช่วยดูแลเรายามแก่เฒ่า ตรงนี้ไม่ยุติธรรมกับลูกเลย อย่างเราสองคน เราอยากมีลูกเพราะอยากให้โลกนี้มีประชากรที่ดีมีคุณภาพต่อสังคม เพราะอีกหน่อยประชากรอาจจะลดน้อยถอยลงไป และเราก็พร้อมแล้วที่จะไปอีกสเต็ปหนึ่งของชีวิต เราพร้อมแล้วที่อยากจะมีอีกหนึ่งชีวิตขึ้นมา เราพร้อมจะดูแลเขา ให้ความรักแก่เขา เรารับผิดชอบไหว หลังจากนั้นก็ค่อยเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมพลังที่จะรับมือต่อไปค่ะ

แน่นอนว่าการใช้ชีวิตหลังจากที่เราได้เป็นแม่คนแล้วอาจจะมีเปลี่ยนไปบ้าง แต่สำหรับเคทเปลี่ยนไปน้อยมาก เพราะเรายังเป็นตัวเราอยู่ และลูกก็ยังเป็นลูกอยู่ ทำยังไงให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ถ้าเราเลี้ยงลูกโดยที่เราต้องเสียสละความเป็นตัวเรา เสียสละชีวิตของเรา มันจะเป็นชีวิตที่ไม่มีความสุข อย่างเคทชอบแต่งตัวแต่งหน้า เราก็ยังสามารถทำได้อยู่ เรายังทำงานที่เราชอบอยู่เหมือนเดิมได้ เรายังออกไปเจอเพื่อน ออกไปดื่มกาแฟตอนบ่ายได้โดยที่เราพาลูกออกไปด้วย หรือเราชอบไปเที่ยวไปพักผ่อนในวันหยุด ไปเที่ยวต่างประเทศ เราก็ยังชอบไปอยู่ แต่อาจจะไปน้อยลง เรามีลูกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งการมีลูกไม่ใช่ตัวแปรที่จะทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป แต่การมีลูกเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุขเพิ่มมากขึ้น

แต่สิ่งที่เห็นว่าเปลี่ยนชัดเจนของเคทเลยก็คือ ลูกทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อย่างเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากๆ วันหนึ่งกลับเล็กมากเลยเมื่อเรามีลูก เช่น เรื่องอดหลับอดนอนกลายเป็นเรื่องเล็กมากไปเลย หรือการให้นมลูกนานแค่ไหนเราก็ทำได้ กลายเป็นว่าเราไม่มีขีดจำกัดอะไรในชีวิตอีกเลย อะไรเราก็ทำได้หมดเลย พอได้เป็นแม่แล้วเราเหมือนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ไปเลยค่ะ

“แม่” ไม่ใช่เรื่องง่าย?

แม่เคท : คำว่า “แม่” ในมุมมองของเคท คือ เป็นคนคนหนึ่งที่มีความเข้าใจ และมีความรักให้แก่ลูก ถ้าให้พูดว่าแม่เปรียบเสมือนอะไร ก็คงจะเหมือนกับที่นอนที่สบายที่สุด หรือหนุนหมอนเน่าที่เรารักที่สุด เพราะไม่ว่าลูกจะทุกข์ จะสุข มีปัญหา เหนื่อยล้า แม่ก็จะเป็นที่ที่ลูกได้กลับไปหา ไปนอนได้ คือถึงแม้เราจะไปนอนบนที่นอนหรือนอนหนุนหมอนที่อื่นอาจจะทำให้เราสุขสบายได้ แต่ก็คงจะไม่สุขสบายเท่ากับที่นอนและหมอนที่บ้านเรา ก็เลยรู้สึกว่าแม่คือที่หนึ่งเวลาที่เราต้องการใครสักคน แม่จะอยู่ตรงนั้นให้ลูกได้เสมอ ส่วนตัวเคทก็อยากให้ลูกมองว่าเราเป็นที่สุดท้ายของเขา เป็นเซฟเฮาส์ให้แก่เขา เหมือนว่าวันไหนโลกจะแตก คุณต้องมาที่นี่ คุณกลับมาที่นี่ได้เสมอ ที่นี่จะมีอาหาร มีที่นอนให้คุณพร้อม

เคทมองว่า คำว่า “แม่” เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ สามารถเป็นอะไรให้เราได้ทุกอย่างเลย ทั้งแม่ ทั้งเพื่อน ทั้งอะไรหลายๆ อย่าง ที่มอบความรักให้แก่เราอย่างไม่มีลิมิต การทำหน้าที่แม่หลายคนอาจจะบอกว่าเป็นหน้าที่ที่จะหยุดก็ไม่ได้ จะลาออกก็ไม่ได้ แต่ที่เราเลือกแล้วว่าเราอยากจะมีลูก เราอยากให้ความรักแก่เขา อยากดูแลเขา เคทจึงไม่ได้ตีความว่าหน้าที่นี้ยากลำบากสักเท่าไหร่ แต่กลับมองว่า “แม่” เป็นหน้าที่หนึ่ง ที่ทำแล้วคุ้มค่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากจริงๆ ทุกวันนี้เรามีความสุข เรามีหัวใจที่พองโต มันยิ่งใหญ่ที่มีมนุษย์อีกคนหนึ่งเกิดขึ้นมาให้เราได้รัก โดยที่เราไม่คิดว่าจะสามารถรักคนคนหนึ่งได้มากมายขนาดนี้ และเขาก็รักเราได้มากเหมือนกัน






กำลังโหลดความคิดเห็น...