xs
xsm
sm
md
lg

เปิดตัวตน...อดีตเสี่ยพันล้าน สู่พ่อค้าราดหน้า “สมชาย ศรีสกุลภิญโญ”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นักธุรกิจวัย 65 ปี ที่ก่อนหน้านี้ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิตมากมาย จนเกิดความไม่ลงตัวหลายๆ ด้าน ทำให้ธุรกิจที่มีมูลค่าเป็นพันล้านต้องหยุดลง ตั้งแต่นั้นชีวิตของเขาต้องผกผันจากนักธุรกิจระดับพันล้าน ผู้ผลิตและบุกเบิกเฟอร์นิเจอร์ครัวไฟเบอร์กลาสคนแรกของเอเชีย มาเป็นพ่อค้าขายราดหน้า ในตลาดน้ำคลองลัดมะยม

“สมชาย ศรีสกุลภิญโญ”

โดยเหตุผลที่เลือกขาย “ราดหน้า” เสี่ยพันล้านบอกว่าเป็นเมนูที่โปรดปรานมากเป็นพิเศษ เคยหัดทำครั้งแรกตั้งแต่อายุ 13 ปี ตั้งแต่นั้นมาก็พัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ จนมีสูตรเฉพาะของตัวเอง

กระทั่งวันหนึ่งเมื่อชีวิตเจอมรสุมรุมเร้าจนสะดุดและล้มลง แต่เพราะไม่เคยกลัวความลำบาก บวกกับได้กำลังใจดีๆ จากครอบครัว เพื่อนๆ และคนรอบข้าง ทำให้เขาลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีกครั้ง วันนี้เขาจึงนำ “ราดหน้า” มาสร้างอาชีพ และเปิดขายที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 4 (ขายวันเสาร์ อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์)



ผู้บุกเบิกเฟอร์นิเจอร์ครัวไฟเบอร์กลาสแห่งแรกของทวีปเอเชีย

“ครอบครัวผมเป็นคนจีนมาอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย ไม่ได้มีอะไรติดตัวมา คุณพ่อเริ่มกิจการเฟอร์นิเจอร์เล็กๆ ชื่อ “เตียเอ๊กเซ้ง เฟอร์นิเจอร์” คุณแม่เป็นแม่บ้าน มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน โดยผมเป็นลูกคนที่ 3

ด้วยความที่คุณพ่อทำงาน ผมจึงต้องทำงานมาตั้งแต่เด็ก ผมเริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ชีวิตตอนเด็กๆ ไม่เคยได้เที่ยว เลิกเรียนบ่าย 3 โมง กลับมาทำงานถึง 6 โมงเย็น กินข้าว ทำการบ้าน เข้านอน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์อย่าได้หวังว่าจะได้ไปเล่นที่ไหน เพราะต้องช่วยงานคุณพ่อ ของเล่นก็ไม่เคยมีอย่างใครเขา จนสามารถเป็นนายช่างใหญ่ได้เต็มตัว ตอนอายุ 13 ปี สามารถพ่นสี ตัดกระจก เจาะมือจับ และประกอบตู้ และมีโอกาสได้ไปเรียนเกี่ยวกับไฟเบอร์กลาสครั้งแรกที่กองบริการกล้วยน้ำไท จนมีความรู้ติดตัว

ผมเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก็ได้หยุดเรียนไปเพราะฐานะทางบ้านไม่ค่อยจะสู้ดี จึงเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้เรียนแทน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2520 ได้เปิดร้านเป็นของตัวเอง จึงเป็นที่มาของ “หจก.เพชรเกษมเครื่องเรือน” และต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นช่วงปีของการเฉลิมฉลองในโอกาสที่กรุงรัตนโกสินทร์จะมีอายุบรรจบครบ 200 ปี ผมจึงได้นำชุดเครื่องครัวไฟเบอร์กลาสไปจัดแสดงโชว์ที่สนามกีฬาหัวหมาก ครั้งนั้นถือเป็นการเปิดตัวเครื่องครัวไฟเบอร์กลาส ที่ถือว่าเป็นเจ้าแรกของประเทศและภูมิภาคเอเชีย จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มียอดจองออเดอร์เข้ามาเยอะมาก”

หลังจากนั้นเมื่อธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ครัวอิ่มตัว คุณสมชายจึงหันไปทำในสิ่งที่เป็นความฝันของตัวเอง นั่นก็คือ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หลุยส์

“ผมตั้งปณิธานว่าผมจะต้องนำเข้าเฟอร์นิเจอร์หลุยส์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยให้ได้ แต่ช่วงแรกต้องคว้าน้ำเหลวกลับมาเพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมเลยคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ผมคงทำไม่สำเร็จ แต่สุดท้ายเราก็ทำจนสำเร็จ โดยผมได้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หลุยส์จนมียอดขายอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งละครดังๆ สมัยก่อน เช่น บ้านทรายทอง น้ำเซาะทราย ฯลฯ ใช้สินค้าของเราเข้าฉากแทบทุกเรื่อง เรียกได้ว่า 90 เปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้ ทำให้ในยุคนั้นทำให้ผมมีเงินสร้างโรงงาน สร้างบ้านได้ ในปี พ.ศ. 2534

ต่อมาธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หลุยส์ผมล้มไปในปี พ.ศ. 2542 แต่ทว่าสินค้าเฟอร์นิเจอร์เครื่องครัวยังได้รับการตอบรับที่ดี จึงได้เปลี่ยนชื่อกิจการจาก “เพชรเกษมเครื่องเรือน” มาเป็น “บริษัท สตาร์มาร์ค แมนูแฟคเชอริ่ง” จนมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยม และมีการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายตอนนั้นผมได้วันละ 8 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วรวมทั้งหมดได้ปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท”

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาชีวิตของคุณสมชายก็ได้เกิดจุดเปลี่ยน เพราะเกิดความไม่ลงตัวในหลายๆ ด้าน จากการทำธุรกิจที่มีมูลค่าเป็นพันล้านจึงต้องหยุดลง และนำไปสู่การเป็นพ่อค้าขายราดหน้าที่ตลาดคลองลัดมะยม

“เมื่อปี พ.ศ. 2558 ผมและครอบครัวต้องกลายเป็นคนตกงาน ไม่สามารถเข้าไปทำงานในบริษัทได้ ที่ผ่านมาก็ได้ฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทั้งหมด 13 คดี โดยหลายๆ อย่างผมมีหลักฐาน แต่ว่าผมก็แพ้คดี ผมก็ต้องเคารพในคำพิพากษา แต่ผมก็ยื่นอุทธรณ์ไปตามกระบวนการยุติธรรมนะครับ ซึ่งในวันที่ 27 สิงหาคม 2562 นี้ผมอาจจะได้รับข่าวดี ผมยังมีความหวังว่าผมจะได้รับความยุติธรรมครับ

ส่วนเหตุผลที่คุณสมชายเลือกขายราดหน้า เพราะเป็นเมนูที่โปรดปราน โดยได้หัดทำมาตั้งแต่อายุ 13 ปี และพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ จนมีสูตรเฉพาะของตัวเอง

“เมนู ‘ราดหน้า’ เป็นสิ่งที่ผมฝังใจ เพราะตอนที่ยังเด็กเมนูนี้ไม่สามารถหาซื้อนอกบ้านได้ จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้กินมันอร่อยมาก ตอนนั้นผมซื้อมา 1 ถุง ขอน้ำเยอะหน่อย และก็เอาข้าวสวยใส่ลงไป กินกัน 4 คน มีความสุขมาก

ผมได้พยายามลองทำราดหน้ากินเองครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี และพอทำได้ก็ทำกินทุกสัปดาห์เลย เป็นอาหารที่ผมชอบมากจริงๆ กว่าจะถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 40 ปีมาแล้วที่ผมได้ลองทำและค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเมนูราดหน้า ซึ่งผมทำมาเรื่อยๆ จนวันนี้ก็ยังไม่ได้หยุดพัฒนา และในวันที่ผมตกงาน ผมจึงนำเมนูนี้มาขายเพื่อเลี้ยงชีพ ผมเชื่อว่าราดหน้าของผมอร่อยเป็น 1 ใน 5 ของประเทศไทย”

โดยจุดเด่นที่มีไม่เหมือนใครนั้น คือ ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใช้ผงเครื่องปรุงรส ไม่ใช้น้ำสต๊อก ใช้ซีอิ๊วและน้ำปลาแทน นอกจากนี้จะใช้ซอสเห็ดหอมและเครื่องเทศต่างๆ ที่คุณสมชายได้พัฒนาขึ้นมาเองกับมือ

นอกจากนี้แล้วยังมีเมนูกระเพาะปลา ผัดซีอิ๊ว และราดหน้าเป๋าฮื๊อชามยักษ์ รับประทานได้ 4-6 คนด้วย

“ไม่มีอะไรลำบากไปตลอดชีวิต และก็ไม่มีอะไรที่มีความสุขไปตลอดชีวิต

ผมไม่เคยคิดว่าชีวิตของผมจะตกต่ำจนต้องมายืนขายอาหารในวัย 65 ปี ที่ผ่านมาผมไม่ได้ทำงานใช้แรงงาน ผมใช้แต่สมอง ใช้การบริหารด้วยความคิด คิดแต่พัฒนาสินค้าต่างๆ มาโดยตลอด แต่วันนี้เราต้องมาใช้แรงงาน อย่างช่วงแรกที่ผมมาเทสต์อุปกรณ์เพื่อทดลองขาย ผมโดนไฟเผาหน้า ปวดแสบปวดร้อนมาก พอเปิดขายวันแรกก็เป็นลมไปถึง 2 ครั้ง แต่ตอนนี้ผมมีกำลังวังชามากขึ้นแล้ว และก็ไม่คิดย่อท้อ ยังคงจะทำต่อไป ผมคิดว่าผมสู้ไหวผมจะสู้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าผมจะทำไม่ไหวจริงๆ

ผมไม่เคยกลัวความลำบาก เพราะผมมองว่าไม่มีอะไรลำบากไปตลอดชีวิต และก็ไม่มีอะไรที่มีความสุขไปตลอดชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้ผมร้องไห้ได้ก็คือ “ลูก” ลูกๆ โดนผลกระทบกันทุกคน จริงๆ ครอบครัวเราได้รับผลกระทบเยอะมากนะครับ บางเรื่องก็ไม่อยากเล่าเพราะจะมีผลกระทบกับบุคคลอื่นๆ ที่ผ่านมาครอบครัวรวมทั้งผมเป็นโรคซึมเศร้า ผมมีลูก 5 คน เป็นโรคซึมเศร้าทุกคน ผมเคยคิดฆ่าตัวตาย จนเราต้องไปรักษากันทั้งบ้าน ทุกวันนี้ผมคิดแค่ว่าถ้าบุญของผมยังมี ผมขอแค่อย่างเดียวคือขอให้ครอบครัวผมมีที่ยืนในสังคม ขอแค่ได้เห็นลูกๆ สร้างเนื้อสร้างตัวได้ก่อน”

แต่ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ... ถึงแม้ชีวิตต้องเจออุปสรรคจนเป็นเหตุให้สะดุดลง แต่วันนี้ยังมีกำลังใจดีๆ จากครอบครัว อีกทั้งกำลังใจจากเพื่อนๆ ลูกน้อง และคนในสังคม ที่มีส่วนช่วยคอยเยียวยา และยื่นมือเข้ามาสนับสนุน ทำให้ยืนหยัดต่อไปได้

“ทุกวันนี้ผมได้กำลังใจจากครอบครัว มันเป็นสิ่งสำคัญมากนะครับ จากตอนแรกที่เขาจะไม่ยอมให้ผมขาย เพราะด้วยวัยผม 65 ปีแล้ว และก็มีโรคประจำตัวด้วย กลัวว่าผมจะเหนื่อยเกินไป แต่พอผมตัดสินใจว่าจะทำจริงๆ ภรรยาและลูกๆ เขาก็มาช่วยกันทุกคน อย่างภรรยาผมเขาเกลียดการทำอาหารที่สุด สุดท้ายเขาก็ต้องมาช่วยผมทำ รับออเดอร์และคิดเงิน ซึ่งผมภาคภูมิใจนะครับว่าอย่างน้อยเวลาที่เราเดือดร้อน ครอบครัวก็ยังให้กำลังใจกันและช่วยเหลือกันดีมาก

นอกจากนี้ ผมยังโชคดีที่มีเพื่อนๆ ลูกน้องเก่าๆ ที่ยังรักใคร่ พอเขารู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตผม เขาก็ยังแวะเวียนมาให้กำลังใจกัน อีกทั้งเพื่อนพี่น้องคนรู้จักของภรรยาและลูกๆ รวมทั้งคนในโซเชียลฯ ที่ได้รู้ข่าวผมต่างก็มาให้กำลังใจ บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาเจอผมก็มี มีคนมาให้กำลังใจเยอะมากครับ”

“ส่วนอนาคต ถามว่ามองชีวิตตัวเองไว้อย่างไร? ถามว่าผมจะกลับไปทำธุรกิจเดิมอีกไหม ผมคงตอบว่าไม่รู้ เพราะวันนี้ผมไม่มีอนาคต ผมจึงตอบไม่ได้ ผมต้องรอดูก่อนว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ร้านราดหน้าก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ดูว่าพอจะขยับตรงไหนได้บ้าง ผมไม่หวังว่าจะใหญ่โตอะไรมากมาย เพราะในอดีตที่ผ่านมาผมไม่เคยมีเป้าหมาย แต่ไม่ว่าผมจะทำอะไรแล้ว ผมต้องทำให้ดีที่สุด ทำด้วยใจรัก ถ้าเราขยันหาความรู้ ขยันทำมาหากิน เป็นคนดี และซื่อสัตย์ ไม่อดตายหรอกครับ”

“ผมวางแผนจะทำแฟรนไชส์ เพื่ออยากให้ลูกน้องที่โตมาด้วยกันได้มีอาชีพ โดยผมจะหาทำเลให้พร้อมฝึกให้ และรับประกันว่าเดือนหนึ่งเขาจะมีรายได้ 20,000 บาท ถ้าไม่ถึง 20,000 บาท ผมจะควักใส่ให้ ผมมั่นใจว่ายังไงก็ต้องได้ ผมมั่นใจในรสชาติราดหน้าของผม ผมถึงกล้าที่จะให้คำมั่นสัญญากับเขา

นอกจากนี้ หากใครที่เดือดร้อนสามารถปรึกษาผมได้ ผมยินดีให้คำแนะนำนะครับ หรือหากองค์กรใหญ่ๆ ถ้าอยากให้ผมไปแนะนำ ให้ผมเป็นวิทยากร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองครับ”

ส่วนใครที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจ อดีตเสี่ยพันล้านได้ให้คำแนะนำว่า จะทำธุรกิจอะไรก็ตามต้องเริ่มต้นจากใจรัก ให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชีวิตของคนอื่น แต่อย่าไปเป็นประวัติศาสตร์ให้คนอื่นได้เรียน

“การทำธุรกิจจะต้องเริ่มจากความรัก ความชอบ ทำไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าทำแล้วต้องรวย ให้คุณหยุด อย่าไปทำมัน นอกจากนี้แล้วต้องหมั่นเรียนรู้ทุกเรื่อง เรียนรู้ไปเยอะๆ ใช้เวลากับมัน ไม่เสียหายหรอกครับ เพราะไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งคุณจะเป็นแบบผม หรือเป็นแบบใคร ถ้าคุณเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชีวิตของคนอื่นคุณจะได้เปรียบ ผมมีคติอย่างหนึ่งว่า เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของคนอื่น แต่อย่าให้เราไปเป็นประวัติศาสตร์ให้คนอื่นเขาได้เรียน ถ้าไปเป็นประวัติศาสตร์ให้คนอื่นเขาได้เรียน ก็เหมือนกับที่ผมผิดพลาดในวันนี้


ร้าน “ราดหน้าเอ็กจือ” ตั้งอยู่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 4 เปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 16.00 น.



กำลังโหลดความคิดเห็น...