xs
xsm
sm
md
lg

ทำสิ่งใด ต้องทำด้วยใจที่ทุ่มเท! “โชเล่ย์ ดอกกระโดน” จากตลกดัง สู่ความปังในฐานะยูทูปเบอร์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เปิดใจ “โชเล่ย์ ดอกกระโดน” หรือ “นิรัญ ช้างกลาง”
ในวันที่กลับมา “ปัง” อีกครั้ง กับบทบาทยูทูปเบอร์
ผู้ถ่ายทอดรสชาติความอร่อยของอาหารพื้นบ้านภาคใต้
พร้อมๆ กับความหวังในการเป็นส่วนหนึ่ง
ซึ่งจะอนุรักษ์สืบสานเอกลักษณ์อาหารท้องถิ่น
และถ้อยคำสำเนียงใต้ที่แท้จริง ให้คงอยู่จากรุ่นสู่รุ่น ตลอดไป...




กลับมาเพราะความบังเอิญ
ด้วยเสียงเพลงแดนภารตะ

จากการผ่านช่วงชีวิตอันรุ่งโรจน์ในวงการบันเทิง นิรัญ ก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจนอาจจะเรียกได้ว่าสูงสุดคืนสู่สามัญเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความคิดถึงช่วงเวลาดังกล่าว นั่นจึงทำให้เขาต้องกลับมามีที่ยืนในท่ามกลางสังคมออนไลน์ เพื่อไม่ให้เกิดความเหงาเข้ามาเกาะกุมหัวใจ จนกระทั่งการกลับไปร่วมงานบุญที่บ้านเกิด และเรื่องราวก็เริ่มต้นจากตรงนั้น...

“คือมาจากใจอยู่แล้วแหละ ไม่ว่าจะเป็นด้วยความคิดถึงแฟนๆ ของเรา และตัวเราที่มีความรู้สึกเหงาเองด้วย และเราก็อยากจะมีงานด้วย ในใจลึกๆ ของเราก็คือ เรารักวงการบันเทิง เรารักที่จะอยู่ในจอ รักที่จะอยู่ในช่องเล็กๆ ของวงการนี้ คือใจเรารักตรงนี้ แล้วพอลูกมาบอกเราว่าถ้ามาทำตรงนี้จะต้องมีคนคุยแน่นอน จุดนี้แหละที่ทำให้มีไฟขึ้นมาเลยที่จะทำ ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่าจะต้องมีคนมาคุยกับเรา คือคนที่อยู่ในวงการแล้วอยู่ดีๆ หายไปนาน มันเหงานะ บวกกับมีบางข่าวที่อาจจะทำให้คนเขาไม่ชอบเรา เลยทำให้เรารู้สึกว้าเหว่มาก เวลาไปไหนก็มีความรู้สึกไม่เหมือนกับตอนที่เราเป็นนักแสดงที่คนนั้นคนนี้ให้การต้อนรับมากมาย แต่พอมาคิดอีกที เราก็คิดว่ามันหลบหนีไม่ได้ เพราะความจริงก็คือความจริง ในเมื่อเรารู้ตัวเองว่าเราไม่ได้ผิดอะไร เราต้องเอาความจริงมาสู้ด้วยความจริงจะเป็นสิ่งที่ช่วยเราได้

จริงๆ ก็ใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันนะ เอาเมาส์ลากไปแต่ละจุดก็ไม่เป็น ทุกอย่างต้องหัดเองหมด ถามลูก ลูกก็ไม่สอนนะ เพราะลูกให้เราเรียนรู้เองทุกอย่าง ก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน ตอนแรกเราก็พยายามหารูปตัวเองสมัยที่อยู่ในวงการลงในแฟนเพจตัวเอง แต่ก็เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีเสียงตอบรับอะไรกลับมา คือเราอยากเห็นแฟนคลับของเรานึกถึงภาพเก่าๆ แต่มันไม่ใช่ ไม่มีใครสนใจเลย แต่มันเหมือนคลิปบังเอิญ คือเรากลับบ้านไปช่วยงานบุญที่นครศรีธรรมราช ด้วยความที่แถวบ้านจะยังคงเรียกเราว่าเป็นดาราอยู่ แต่การที่เรามาตักข้าวตักแกงให้ชาวบ้าน เขาจะมีความดีใจและภูมิใจที่คนประเภทดาราตักข้าวให้เขา เหมือนกับเราไม่หยิ่งและไม่ลืมตัว

โดยปกติเราก็จะเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง แล้วในจังหวะนั้นก็มีเสียงเพลงอินเดียคลอมาซึ่งเป็นเพลงที่เราชื่นชอบพอดี เราก็ร้องตามเพลงไปด้วย แล้วก็ใส่ผ้าถุงเต้นตามเพลงไปด้วย ช่วงที่มีเสียงปี่ออกมาจากเพลง เราก็เอาจวักตักข้าวมาเป่าตามเพลง บังเอิญว่าลูกก็ได้ถ่ายคลิปจังหวะนั้นพอดี ซึ่งเรา ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร”

อยู่กับปัจจุบัน
คือจุดเริ่มของการชิมอาหาร

หลังจากที่พยายามจะเรียกช่วงเวลาเก่าๆ ให้กลับมามาชีวิตในโลกปัจจุบันอีกครั้ง แต่เหมือนความคาดหวังที่นิรัญอยากให้เกิดกลับไม่เป็นดั่งหวัง ในขณะเดียวกัน ในการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยการทำภารกิจต่างๆ ผ่านทางคลิปวิดีโอที่ผ่านการบันทึกโดยลูกสาว ที่ถูกนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ กลับกลายเป็นว่าได้รับความสนใจซะอย่างงั้น นั่นจึงทำให้เขาต้องมีการปรับเปลี่ยนการนำเสนอเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับยุคปัจจุบัน

“พอผ่านไป 3 วัน ลูกก็มาโพสต์คลิปที่ว่านี้ ปรากฏว่ามีคนเข้าไปดูคลิปนั้นประมาณล้านกว่าวิว พอยอดชมเป็นอย่างนั้น ลูกก็มาบอกเราว่า ถ้าพ่อเป็นวัยรุ่นยุคนี้ถือว่าพ่อเป็นเน็ตไอดอลแล้วนะ แล้วเราก็ถามลูกกลับว่า เน็ตไอดอลเป็นยังไง ลูกก็บอกว่าพ่อก็จะมีแฟนคลับ ซึ่งโดยปกติเราจะเรียกคนเหล่านี้ว่าพี่น้องเสมอ จะมีคนมาคุยกับพ่อนะ เราก็ถามลูกกลับว่าจริงเหรอ ลูกก็บอกว่าใช่ พอได้ยินคำตอบนั้นแล้วมันเหมือนจุดไฟอย่างที่บอก อย่างน้อยก็มีแฟนคลับมาพูดคุยกับเราบ้าง คิดแค่ข้อดีข้อเดียวจริงๆ เชื่อไหมว่าในคอมเมนต์ของคลิปนั้น ผมไล่ตอบทุกคอมเมนต์เลย เพราะความที่เราดีใจมาก ถึงขนาดที่ดึกแค่ไหน เราก็ยังนั่งตอบอยู่

แล้วทีนี้มันมีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า พี่โชเล่ย์น่าจะทำอาหารนะ ตอนแรกเราก็ตอบไปก่อนว่า ทำไม่เป็น เพราะว่าเรายังชอบที่จะเป็นดาราอยู่ เรายังมีใจแบบนั้นอยู่ แต่ต่อมาก็มีหลายคนก็มาตอบแบบเดียวกันหมดเลย แถมลูกคนโตบอกด้วยว่า กลับไปเป็นไม่ได้หรอก อายุ 60 แล้วจะกลับไปเป็นได้ยังไง หลังจากนั้นเราก็ใช้วิธีการเดิมที่เราเคยทำ ด้วยการโพสต์รูปเก่าๆ เหมือนเดิม แต่ปรากฏว่าผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิมอย่างที่บอก กลับกัน ถ้าเป็นคลิปวิดีโอที่เราใช้ชีวิตประจำวัน มีคนติดตามแทน

จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็นั่งกินข้าวที่บ้าน แล้วก็พานนึกถึงสมัยเรายังเป็นเด็ก มีฐานะยากจน ข้าวปลากินไม่เป็นเวล่ำเวลา อย่างข้าวเย็น แม่จะมาหุงในช่วงกลางคืน เราก็นั่งรอ ในจังหวะรอเราก็เห็นแม่ทำอาหารซึ่งหยิบเครื่องปรุงมาทำอาหารแบบนี้ตลอด จนเรามานั่งลุ้นว่าเมื่อไหร่ที่แม่จะใส่ทั้งเครื่องปรุง และชิม พอทำอาหารเสร็จเรียบร้อยก็มีปัญหาในเรื่องช้อนอีก น้องคนเล็กก็จะได้กินแบบช้อน ทำให้ลูกคนโตอย่างเราต้องกินข้าวด้วยมือ เราเลยติดนิสัยการกินข้าวแบบมือตั้งแต่นั้น ทีนี้ในช่วงที่เรากินข้าวปกติของเรานั้น ลูกก็ถ่ายคลิปในตอนนั้นพอดี แล้วพอลงคลิปนั้น ปรากฏว่าคนก็ชอบอีก เราก็เลยฉุกคิดแล้วว่าสงสัยวิธีการที่เราทำมันไม่ได้ผลแล้ว ประกอบกับหลายๆ คอมเมนต์ที่บอกเราในตอนนั้น ทำให้เราตัดสินใจทำคลิปทำอาหารเลย”


แจ้งเกิดอีกครั้ง
กับในวัยหกสิบเศษ

ด้วยความส่วนตัวของนิรัญที่ชอบกินอาหารเป็นชีวิตจิตใจ นั่นจึงทำให้เขาจับจุดเด่นตรงนี้นำมาเสนอผ่านทางการนำเสนอบนช่องทางคลิปวิดีโอในสังคมออนไลน์ ประกอบกับด้วยช่วงวัยที่เข้าหลักหกที่เขาให้ความเห็นว่าเข้าสู่ความเหงาจนต้องหาสิ่งนี้เพื่อคลายสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นจึงทำให้ได้ผลลัพธ์ของการแก้เหงาด้วยการแจ้งเกิดอีกครั้ง ในฐานะยูทูปเบอร์คนใหม่ของวงการออนไลน์ไทยไปอีกหนึ่งคน

“คือเราชอบรับประทานอาหารเป็นชีวิตจิตใจ เนื่องมาจากว่าติดเป็นนิสัย แต่เราก็มีความรู้สึกเหมือนกันนะว่าเราออกงานสังคม เราอยู่ในที่สาธารณะ เราก็ไม่ใช่ว่าจะตามใจเราตลอดนะ เราก็กินข้าวแบบมีช้อนได้เหมือนกัน แต่ถ้าอยู่บ้าน แน่นอนว่าเราจะใส่ผ้าถุงและเสื้อของแม่กินข้าว แล้วทีนี้พอมีคนบอกว่าให้ทำกับข้าว เราก็คิดนะว่าจะทำอะไร สรุปก็คือเราก็เอาอาหารจากที่แม่เคยทำมาก่อน เพราะถ้าให้ไปทำอาหารแนวอื่นเราก็ทำไม่เป็น ฉะนั้นเราก็เลยเอากับข้าวแม่นี่แหละมาทำ ปรากฏว่าบรรดาแฟนเพจกลับชอบสิ่งที่ผมทำ พอเวลาที่เราทำคลิปกับข้าว เราก็ใช้มาตราส่วนแบบกะด้วยสายตาเอา แล้วก็ชิม ในแต่ละคลิปกว่าจะทำได้แต่ละเมนูมันแตกต่างกับชีวิตจริงนะ เพราะอย่างหลังเราต้องชิมแล้วชิมอีก จนกว่าจะอร่อย ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่กิน ต้องอาหร่อยยยยยยย...” (ทำเสียงเอกลักษณ์) (หัวเราะ)


“ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม เราก็ยังวางตัวในแบบนี้ ทุกคนก็สัมผัสได้ จากการที่เราหยิบยื่นไป ทุกคนก็ยังรับได้ หลายคนก็ถามกันว่าใช้รถแบบนี้ได้ไหม ก็ไม่อาย มันก็ยังสะดวกเรา คือจะให้มันสิ้นเปลืองทำไม เราก็ยังมีภาระอย่างอื่นที่ต้องรับผิดชอบอยู่ดี ไม่ใช่ว่าไปก่อภาระเพิ่มเติม อย่างที่บอกแล้วครับว่าเราก็ยังมีความจริงใจในตัวเราที่มอบให้แก่คนทั่วไป

จริงๆ เราก็มีการเขินอายเหมือนกันนะ ว่าเป็นยูทูปเบอร์รุ่นใหม่วัย 60 ปี คำนี้ วิลลี่ แมคอินทอช เป็นคนพูดนะ ถ้าให้นึกจริงๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยเป็นนักแสดงตลกมั้ง เขาก็เรียกให้มันตลกๆ ขำๆ กัน แล้วพอพูดถึงเรื่องนี้ก็นึกถึงหลายๆ คนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเราเหมือนกันนะ อาจจะท้อแม้ในชีวิต เพราะการที่คนเราไม่ได้ทำงาน เวลาว่างมันเยอะ อาจจะทำให้เกิดความคิดเยอะไป แต่การที่เรามาฝึกหัดตรงนี้ อย่างน้อยก็โพสต์อะไรนิดหน่อย สมมติว่าเราไปหลังบ้าน อาจจะมีคนมาพูดกับเราก็ได้ อย่างน้อยเราก็ได้คุย แล้วทำให้จิตใจเราผ่อนคลาย จะได้ไม่เป็นโรคซึมเศร้า แล้วก็ทำไปแล้วอย่าไปคิดเรื่องรายได้ เพราะว่าถ้าคิดตรงนี้ เราจะไม่ได้ทำอะไร และอาจจะไม่สบายใจสไตล์ตัวเรา


ภูมิใจในท้องถิ่นนิยม
ไม่ให้คนลืมบ้านเกิด

หากใครได้ดูคลิปการกินหรือแนะนำอาหารของนิรัญแล้วนั้น จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง คือ การพูดสนทนากับผู้ชมผ่านสำเนียงทองแดง ตรงนี้ก็ถือได้ว่าเป็นจุดขายของเขามาตั้งแต่แรกเริ่ม และเขาก็ตั้งใจที่จะสื่อถึงคนต่างจังหวัดให้สำนึกรักบ้านเกิด ประกอบกับความจริงใจในการนำเสนอ นั่นจึงทำให้เขาเป็นขวัญใจในทุกเพศทุกวัย และได้แฟนคลับรุ่นใหม่ให้ได้รู้จักนักแสดงผู้นี้ด้วยไปในคราวเดียวกัน

“คือเราก็ไม่ได้รีวิวอาหารใต้แบบธรรมดานะ แต่เป็นอาหารใต้ที่พื้นบ้านจริงๆ เป็นอาหารที่ชาวบ้านเขากินกันจริงๆ แล้วพอเราเอามาทำเราก็นึกถึงตรงนี้ว่า ตอนที่เรากินนั้นมันอร่อยมากนะ เพราะฉะนั้นเลยไม่อยากให้เด็กรุ่นใหม่ลืม ไม่ใช่แค่ภาคใต้อย่างเดียว คนภาคอื่นก็เช่นกัน ด้วยความที่พวกเขาเหล่านั้นต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ทิ้งให้คนแก่เฝ้าบ้านอยู่อย่างเดียวดาย เราเลยคิดว่าถ้าเราทำอาหารพื้นบ้าน พูดคุยกันแบบบ้านๆ อย่างน้อยก็ให้พวกเขาได้คิดถึงพ่อแก่แม่เฒ่าที่อยู่ที่บ้านต่างๆ ให้คิดถึงบ้านเกิดของตัวเอง เราก็พยายามพูดให้ทุกคนมีความสำนึกรักบ้านเกิด จะได้ไม่ลืมสิ่งตรงนี้ แล้วถ้าเราไม่สืบสานต่อ มันจะเกิดความเสียดายถ้าเกิดสูญหายไป เพราะว่าเด็กรุ่นใหม่ในตอนนี้แทบจะไม่ค่อยรู้จักอาหารพื้นถิ่นเลย (เน้นเสียง) เพราะเป็นอาหารพื้นถิ่นจริงๆ

ตอนแรกเลย ก็มีคอมเมนต์เหมือนกันว่า ให้เราพูดภาษาใต้ แน่นอนว่าใครก็อยากพูดภาษาถิ่นตัวเองนะ แต่เรามาคิดอีกทีเหมือนกันว่า ตอนที่เราเป็นนักแสดงเรามีแฟนคลับอยู่ทั่วประเทศ แล้วการที่เราพูดภาษาใต้เลยมันอาจจะทำให้เขาลำบากใจหรือเปล่า เราเลยพูดภาษากลางสำเนียงทองแดงแล้วกัน โดยที่คนภาคใต้เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเราเป็นคนใต้ แต่บางคำที่มันเรียกภาษาใต้ เช่นคำว่าจอก ที่แปลว่าแก้ว เราก็จะทำการแปลให้ฟังอีกครั้ง มองในมุมหนึ่งถือว่าเราก็ตอบแทนบ้านเกิดของเราผ่านการเผยแพร่ภาษาถิ่น เพื่อสื่อถึงว่าภาษาถิ่นของทุกภาคใช้ในการสื่อสารกันทั้งนั้น เราอยากให้ทุกคนรับรู้ว่าแต่ละภาคที่เขาพูดกันนั้นมันหมายความอย่างนี้ๆ นะ

ถ้าสังเกตในแต่ละคลิป อย่างเช่นตอนที่เรากินอาหารอีสาน เราก็พูดภาษาอีสานไปกับเขา เพราะอย่างที่บอกว่าประชาชนเขาเห็นเราเป็นดารา การที่เราไปพูดภาษาเดียวกับเขา มันเหมือนกับเราหยิบยื่นความเป็นกันเองให้กับเขา ถ้ามองในชีวิตบั้นปลายนะ อย่างน้อยเราก็ตอบแทนสังคมผ่านทางการสำนึกรักบ้านเกิด ด้วยอาหารกับภาษาถิ่น เพราะว่าก็มีหลายคอมเมนต์มาบอกเหมือนกันว่า เวลาที่เขาเห็นเรากินอาหารลักษณะนี้ เขาจะคิดถึงครอบครัวของเขาทุกที นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจ และได้รับกลับมาจริงๆ

และที่สำคัญเลยก็คือ ประโยคที่ว่า “จำไว้นะครับ หนูๆ น้องๆ ก่อนจะกินอาหารไม่ว่าจะด้วยมือหรือช้อน อย่าลืมล้างมือให้สะอาด และเช็ดมือให้แห้ง จำไว้นะครับ เด็กดีๆ” กลายเป็นว่าเด็กๆ ชื่นชอบเรา แล้วเราก็ภูมิใจในการนำเสนอแบบนี้ ถึงขนาดที่ว่าเด็กๆ พูดประโยคเมื่อกี้แล้วส่งมาให้เราดูหลังไมค์เยอะมากๆ จนกระทั่งผู้ใหญ่ก็ชอบประโยคนี้เหมือนกัน แล้วก็เขาก็มานั่งรอที่เราพูดคำว่าอร่อยนะ แต่บางทีก็มีเหมือนกันตรงที่ว่า เราไปงานนึงแล้วเด็กๆ มาถามเราเหมือนกันว่า ทำไมวันนี้ลุงโชเลย์ไม่บอกให้ล้างมือล่ะครับ พอเราได้ยินประโยคนี้ เราก็รู้สึกเสียใจเล็กๆ เหมือนกันนะ ที่ไม่ได้บอกประโยคนั้นออกไป หรือบางครั้งก็มีเด็กๆ มัธยมอัดคลิปที่พูดว่าสวัสดีครับพี่น้องแบบเรา แล้วส่งมาให้เราดู แค่นี้เราก็รู้สึกดีใจมากแล้ว ที่คำที่เราพูดได้เข้าถึงคนทุกวัยแล้ว”

ชีวิตดั่งละคร...
ถ้าทำดีก็ต้องได้ดี

แม้ว่าม่านหมอกของการเผชิญเสี่ยงโชคของเขาจะดูเบาบางจางลงไปด้วยการตอบรับที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน แต่นิรัญก็ยังคงเป็นคนเดิมที่ทั้งเราและคนรอบข้างรู้จัก ถ้าเปรียบเทียบเหมือนกับอะไรสักอย่าง เขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าชีวิตของเขาก็เหมือนกับละครชีวิตยังไงอย่างงั้น ที่สุดท้ายความดีที่เขาเคยทำมา จะมาปรากฏสัมฤทธิผลในตอนท้ายที่สุดนั่นเอง

“ส่วนมากตั้งแต่โบร่ำโบราณ เขาจะบอกว่าคนใต้ใจดำ มีความแข็งกระด้าง แล้วก็หน้าคล้ายแขก แต่โดยพื้นเพเขาจะสู้แดดสู้ฝนเยอะ แต่การทักทายแบบกระโชกโฮกฮากนั้นมันเป็นเพราะความเป็นกันเองมากกว่าที่เขาให้ความสนิทกัน ลองให้คนต่างถิ่นมาเปิดใจ เราเชื่อว่าน้ำใจคนใต้ก็ไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นในภูมิภาคต่างๆ มีทั้งอ่อนโยน มีทั้งแข็งกระด้างคละเค้ากันไปไม่ต่างกัน อยากให้ทุกคนได้ไปรู้จักภาคใต้เยอะๆ อย่างน้อย ภาคใต้มีสถานที่มากมาย แล้วก็มีอาหารที่ท่านชิมแล้วจะติดใจในรสชาติ และผู้คนก็ใจดี เราก็อยากจะชวนเชิญให้คนมาภาคใต้เยอะๆ แม้ว่าเราจะเป็นจุดเล็กๆ แต่ถ้าเราพอจะนำเสนอได้ เราก็ยินดี (ยิ้ม)

เราตอบไม่ต้องคิดเลยว่า ละคร สังเกตมั้ยว่าต่อให้เราดีแสนดีแค่ไหน คนดีคนนั้นจะต้องเจอปัญหาก่อน แล้วสุดท้ายคนทำดีก็ต้องได้ดี คนตั้งใจก็ต้องได้รับความเข้าใจ ก็เหมือนเรานี่แหละ ชีวิตเริ่มต้นด้วยความลำบาก เราเริ่มเข้ามาในกรุงเทพฯ ด้วยเงิน 100 บาท จากการขโมยเงินจากพ่อ นั่งรถไฟจากนครฯ ขึ้นมากรุงเทพฯ ด้วยราคาตั๋ว 85 บาท เหลือเงิน 15 บาท แต่เราก็ดูแลตัวเอง ไม่คิดที่จะฉกชิงวิ่งราว เพราะฉะนั้น เราเหมือนกับละครเรื่องหนึ่งตรงที่ว่า ชีวิตเราก็เหมือนละครชีวิต ที่ว่าจะต้องเจอสิ่งต่างๆ ก่อน สู้และอดทนก่อนที่จะเจอสิ่งนี้ เจอกับปัญหาเยอะๆ แล้วค่อยๆ แก้ไขไปได้ และสู้กับปัญหานั้น...ทุกคนก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ



กำลังโหลดความคิดเห็น...