xs
xsm
sm
md
lg

ฝรั่งเผยวิธีทำน้ำมันพรายของไทย! รนจากศพผีตายโหง ใช้ทาหรือให้กิน ทำให้ผู้หญิงหลงรัก!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

จอมขมังเวทย์ผู้โด่งดังคนหนึ่ง เณรแอ
วันก่อนเล่าเรื่อง พระยาอินทรมนตรีศรีจันทกุมาร ข้าราชการอังกฤษที่เข้ามารับราชการไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนแรกของไทย จนเกิดรักประเทศไทยขอยึดเป็นเรือนตาย ทั้งท่านยังได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆของเมืองไทยไว้อย่างลงลึก และเขียนให้สยามสมคมไว้กว่า ๒๐๐ เรื่อง วันนี้จึงขอนำเรื่องหนึ่งของท่านมาให้อ่านกัน ซึ่งท่านเขียนไว้ในชื่อ “About a Love Philtre” by Francis H. Giles พิมพ์ในวารสารสยามสมาคม เล่มที่ ๑๐ สิงหาคม ค.ศ.๑๙๓๗ และคุณสัญฉวี สายบัว แปลไว้ในชื่อ “เรื่องน้ำมันพราย” มีข้อความว่า

“ในบทความเรื่อง “ตำนานเกาะหลัก” ที่ข้าพเจ้านำลงพิมพ์ไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงเจ้าชายจีนองค์หนึ่ง ว่าได้รับยามหาเสน่ห์จากวิญญาณบรรพบุรุษของท่าน ซึ่งขึ้นไปสถิตอยู่กับเหล่าเทพยดา ยาเสน่ห์นี้ประกอบด้วยขี้ผึ้ง แป้งฝุ่น และน้ำมันจันทน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยาเสน่ห์นี้จะไม่ใช่อย่างเดียวกับน้ำมันพรายของไทย วิญญาณบรรพบุรุษท่านหนึ่งของเจ้าชายหมวก เป็นผู้บอกส่วนผสมของน้ำมันเสน่ห์ให้กับเจ้าชายซึ่งท่านได้นำไปใช้กับนางยมโดย ลูกสาวคนสวยของเจ้าม่องล่าย การใช้น้ำมันเสน่ห์ได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์สำคัญๆดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวใน “ตำนานเกาะหลัก” ความรักนั้นมีอำนาจลึกลับเหนือมนุษย์ชาติมานานนักหนา และน้ำมันเสน่ห์อาจบันดาลให้เกิดความรักขึ้นได้

ดังนั้นผู้อ่านบทความนี้คงสนใจใครรู้วิธีทำน้ำมันพราย ซึ่งมีรายละเอียดพิสดารมากอยู่ ของจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการนี้คือ ศพของคนตายใหม่ๆ ถือกันว่าถ้าศพนั้นเป็นศพของผู้หญิงตายท้องกลมก็จะยิ่งทำให้น้ำมันขลังยิ่งขึ้น ศพตายโหงทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่ความศักดิ์สิทธิ์น้อยลง หมอผีผู้ทำน้ำมันนี้พร้อมด้วยผู้ช่วยสองคนจะเอาน้ำมันจากศพในป่าช้ายามวิกาล อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีสายสิญจน์ที่ปลุกเศกแล้ว มีด ไม้ตะพด และผ้าแปดผืน ทุกอย่างลงเลขคาถาไว้หมด ผ้าแปดผืนเอาไว้แขวนรอบบริเวณพิธีทั้งแปดทิศ ทำเป็นรั้ว มีเทียนที่เรียกว่าเทียนชัยใช้ไส้ปั่นด้วยด้ายเก้าเส้น มีขี้ผึ้งหนักหนึ่งบาท น้ำมนต์ และข้าวสารที่เศกแล้ว นอกจากนี้ก็มีเครื่องมือสำหรับขุดดิน

การจะขุดศพขึ้นมาก็เอาสายสิญจน์วงรอบหลุมศพ เอาผ้าแปดผืนแขวนไว้แปดทิศ หมอผีนั่งในวงสายสิญจน์เข้าญาณ เพื่อเรียกวิญญาณของผู้ตาย วิญญาณนั้นเมื่อถูกปลุกก็จะลุกขึ้นจากหลุมมาปรากฏร่างต่อหน้าหมอ กล่าวกันว่าวิญญาณที่มาปรากฏนี้ที่สูงเทียมต้นตาลก็มีไม่น้อย หมอผีจะพร่ำสวดคาถาและซัดข้าวสารไปที่ร่างนั้น จนกระทั่งร่างที่ใหญ่โตลดขนาดลงเท่าคนธรรมดา และในที่สุดก็ยอมนั่งลงก้มหัวอยู่ข้างหน้าหมอ วิญญาณจะค่อยๆยกมือขึ้นโอบกอดหมอไว้ ตอนนี้หมอจะจุดเทียนชัยขึ้น เอารนที่หน้าผากของร่าง เพื่อเอาน้ำมันจากสมอง ถ้าได้ไม่พอหมอก็จะเอาเทียนรนเอาน้ำมันที่คางอีก

เมื่อได้น้ำมันจากศพคนตายพอตามความต้องการแล้ว หมอก็เอาเทียนรนที่ข้อศอกของร่างให้คลายอ้อมกอด แล้วร่างนั้นก็หายไป

หมอจะเอาน้ำมันจากศพได้อีกวิธีหนึ่งคือ เริ่มโดยโกยดินที่คลุมศพออก แก้ผ้าที่ห่อศพ แล้วจับศพขึ้นในท่านั่ง ตอกหลักลงไปเพื่อใช้สำหรับมัดศพให้ตั้งอยู่ได้ แล้วหมอก็จุดเทียนลนเอาน้ำมันจากหน้าผากหรือคางของศพ ตามธรรมดาศพจะมีขี้ผึ้งปิดหน้าไว้ ถ้าเป็นเช่นนั้นต้องลอกขี้ผึ้งออกเสียก่อน ถ้าวิญญาณของร่างนั้นมีอิทธิฤทธิ์มาก จะขัดขวางไม่ยอมให้หมอขุดศพส่วนที่เป็นหัว ไม่ว่าหมอจะขุดลงไปตรงไหน เป็นพบแต่เท้าเรื่อยไป ในกรณีเช่นนี้ต้องขุดศพทั้งตัว ถึงอย่างนั้นวิญญาณก็อาจขัดขวางต่อสู้ได้ ปรากฏว่าในบางครั้งมีการขุดศพหมดทั้งตัว วิญญาณได้แสดงฤทธิ์ดึงดูดคนขุดลงไปในหลุมด้วย แล้วกดหัวเอาไว้ หมอต้องเอาไม้ตะพดฟาดศพนั้นจนยอมปล่อยมือให้คนขุดหลุดออกมาได้ บางวิญญาณไม่ต้องการให้หมอมารนน้ำมันจากร่างของตน และจะแสดงฤทธิ์หายร่างไปจากหลุม เมื่อขุดลงไปจะไม่พบอะไรเป็นต้น เมื่อเป็นดังนั้น หมอต้องว่าคาถาบังคับให้วิญญาณกลับมา ในขณะเดียวกันก็ซัดข้าวสารและพรมน้ำมนต์ไปรอบๆบริเวณที่วงสายสิญจน์เอาไว้

น้ำมันที่ได้จากศพนั้น ไม่ต้องเอาไปเคี่ยวหรือทำอะไรอีก เอาเก็บใส่ขวดไว้ ผนึกให้แน่นด้วยผ้าลงยันต์ แล้วเก็บขวดไว้ในหม้อดินใหม่ๆ แล้วปิดหม้อด้วยผ้าลงยันต์อีกทีหนึ่ง

หม้อนี้ให้เก็บไว้ในที่สูงเหนือศีรษะ หมอต้องเอาอาหารที่ประกอบด้วยปลาหรือเนื้อมาสังเวยวันสองครั้ง ถ้าลืมก็จะเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น เพราะวิญญาณเมื่อหิวโหยจะเข้าสิงคนในบ้าน และกินตับไตไส้พุงคนนั้นจนหมด ด้วยเหตุที่วิญญาณก็มีความหิวที่ต้องบำบัดเหมือนมนุษย์ โบราณท่านจึงกล่าวว่า “หมอผีตายเพราะผี หมองู ตายเพราะงู”

น้ำมันจากศพนี้มีอิทธิฤทธิ์มาก และนำมาใช้ได้หลายทาง เช่น เอาไปทาใครผู้นั้นจะเกิดความพิศวาสต่อผู้เอาไปทา หรือเอาไปใส่ใคร เพื่อให้ผู้นั้นปวดท้องปวดหัวหรือเจ็บไข้ไปต่างๆได้ น้ำมันนี้อาจปนลงไปในน้ำหรืออาหารก็ได้ จะใช้ทาหรือดีดใส่ตัวคนก็ได้ แล้วแต่เหตุการณ์และความสะดวก ในการใช้น้ำมันนี้จะต้องมีคาถากำกับการใช้เพื่อประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะผู้หญิงคนไหนเกิดความรักผู้ชายเพราะถูกน้ำมันนี้ จะมีเรื่องเดือดร้อน ด้วยต่อมาผู้หญิงคนนี้มักจะเจ็บไข้ แขนขาเสีย และตายไปในไม่ช้า ถ้าน้ำมันนั้นมาจากศพผู้ชาย เมื่อนำไปใช้เพื่อประโยชน์อันใดก็ตาม วิญญาณจะเข้าสิงผู้ถูกน้ำมันและไม่ยอมออกง่ายๆ หมอจะพบกับวิญญาณแบบนี้อยู่เสมอๆ และมีอยู่บ่อยๆที่หมอต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด

ยังมีวิธีทำน้ำมันเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งแตกต่างออกไปมาก สิ่งที่จำเป็นต้องใช้มี ขี้ผึ้งปิดหน้าศพตายโหงหนึ่งศพ หัวกะโหลกผีตายโหงอีก ๓ หัว เอาหัวกะโหลกมาตั้งเป็นเตาสามเส้า เอาหม้อวางบนนั้น เอาส่วนผสมที่ประกอบด้วย ขี้ผึ้ง น้ำมันกับยาบางอย่างที่เป็นความลับ ใส่ลงในหม้อตั้งไฟเคี่ยว ไฟนั้นประกอบด้วยเชื้อฟืนสามชนิด ฟืนนี้ต้องเอามาปลุกเศกลงยันต์เสียก่อนทุกท่อน สถานที่ที่ใช้เคี่ยวน้ำมันพราย ควรเป็นทางสามแพร่ง บริเวณพิธีต้องมีวงสายสิญจน์ไว้โดยรอบ และแขวนเครื่องรางไว้ทั้งแปดทิศเพื่อกันวิญญาณอื่นๆเข้ามาวุ่นวาย ตัวหมอผีนั่งเข้าสมาธิ ถือเทียนชัยไว้ในมือ ทำจิตให้ปลอดจากเรื่องราวของโลกมนุษย์และความหลงใหลต่างๆ เพื่อจะได้ติดต่อกับโลกของวิญญาณได้ แล้วหมอผีจะนั่งสวดมนต์ต่อหน้าหม้อนั้น ถ้าคาถานั้นศักดิ์สิทธิ์จริง วิญญาณต่างๆจะมาปรากฏในรูปต่างๆกัน ลอยอยู่เหนือหัวกะโหลก ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าน้ำมันนี้ใช้ได้ แต่ไม่ขลังเท่ากับน้ำมันที่ทำโดยวิธีที่กล่าวไว้ตอนต้น เมื่อเคี่ยวส่วนผสมลงไปพอสมควรแล้ว ก็เอาใส่ชามไว้ ปิดด้วยผ้าหรือแผ่นโลหะลงยันต์ เก็บไว้ในที่สูง และสังเวยด้วยอาหารทุกวัน เวลาจะใช้ก็นำไปใช้แบบเดียวกับการใช้น้ำมันพรายทุกอย่าง.”

นี่ก็เป็นไสยศาสตร์ที่เชื่อถือกันในโบราณกาล ปัจจุบันก็คลายความเชื่อกันไปจนเกือบสูญสิ้นแล้ว อ่านแล้วก็นึกสงสารคนที่ถูกน้ำมันพราย ถ้าแค่ดีดใส่หรือทาก็ยังพอทน แต่ใส่ลงในน้ำหรืออาหาร ถ้ารู้ภายหลังนอกจากจะไม่รักแล้ว ก็คงเกลียดกันจนวันตายแน่


กำลังโหลดความคิดเห็น...